Wednesday, November 18, 2009

ตำนาน คริสต์มาส - Merry Christmas [ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า]




[ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า]

Merry Christmas เทศกาล แห่งความรื่นเริงในหมู่ชาวคริสต์ทั่วโลก เริ่มต้นขึ้นแล้วในวันที่25 ธันวาคม ของทุกๆ ปี ในช่วงฤดูหนาวที่ถูกปกคุลมไปด้วยหิมะ ซึ่งในวันนี้ครอบครัวชาวคริสต์ต่างพร้อมใจกัน ตกแต่งบ้านเรือนของตัวเองให้ดูสดใส มีชีวิตชีวา ด้วยต้นคริสต์มาสต์ที่ถูกประดับดาไว้อย่างสวยงาม พร้อมของขวัญกองโตที่เหล่าสมาชิกในครอบครัวต่างตั้งใจนำมาแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ความสุขให้แก่กัน และที่สำคัญเป็นวันที่เหล่าน้องๆ หนูๆ ต่างตั้งหน้าตั้งตารอคุณลุงซานตาคลอสผู้ใจดี์ที่จะนำของขวัญมาใส่ไว้ให้ใน ถุงเท้าคู่โตที่พวกเขาเตรียมเอาไว้ แต่จะมีใครทราบบ้างว่า วันคริสต์มาสที่เรารู้จักกันดีนี้ มีความเป็นมาอย่างไร และกลายมาเป็นวันที่คนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญได้อย่างไร


Christmas มาจากภาษาอังกฤษโบราณคือคำว่า Christes Maesse แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า ภาษาอังกฤษเขียนว่า Christmas ดังนั้นอย่าลืม "ต์" อยู่ที่คำว่า คริสต์ (Christ) ไม่ใช่คำว่า "มาส"(Mas) โดยพบคำนี้ครั้งแรกในเอกสารโบราณในปี ค.ศ.1038 ภายหลังแปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas ซึ่งวันคริสต์มาส คือ การฉลองวันประสูติของพระเยซูผู้เป็นศาสดาสูงสุดของชาวคริสต์ทั่วโลก ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซ่าร์ ออกัสตัส แห่งโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็ขานรับนโยบายอย่างไรก็ตามในพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร แต่สาเหตุที่ใช้วันที่ 25 ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของพระเยซูนั้น นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของ สุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน แต่ด้วยชาวคริสต์สมัยนั้นได้ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนา จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงได้เริ่มฉลองวันคริสต์มาสต์อย่างเป็นทางการและเปิดเผยนับจาก นั้นเป็นต้นมา จนกลายเป็นเทศกาลที่สำคัญของชาวคริสต์ทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้


เมื่อพูดถึงวันคริสต์มาสหากไม่พูดถึง “ซานตาคลอส" คุณ ลุงผู้ใจดีและเป็นขวัญใจของเหล่าเด็กๆ ทั่วโลกคงจะไม่ได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว ซานตาคลอส แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย ชื่อซานตาคลอส มาจากชื่อนักบุญนิโคลาส ซึ่งเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ ตำนานเกี่ยวกับซานตาคลอสได้เริ่มถูกเล่าขานขึ้นในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 4 มีเด็กชายคนหนึ่งเกิดในหมู่บ้านไมรา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะโรดส์กับไซปรัส แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านเดมรี มีบ้านเรือนตั้งเรียงรายบนสันทรายใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เด็กชายผู้เกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ มีชื่อว่า "นิโคลัส" ชีวิตของเขาอยู่บนกองเงินกองทอง เพราะพ่อแม่มีฐานะร่ำรวย ต่อมาไม่นานพ่อแม่ก็ถึงแก่กรรม ทรัพย์สินทุกอย่างจึงตกเป็นของบุตรชาย แต่ด้วยนิโคลัสเป็นคนที่มีอุปนิสัยโอบอ้อมอารีต่อคนยากคนจน เขาจึงชอบแจกสมบัติช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากจน ครั้นมีครอบครัวของชายชราผู้ไร้ซึ่งเงินทองครอบครัวหนึ่ง กำลังมีปัญหาด้วยบุตรสาวทั้งสามต้องการแต่งงาน แต่ไม่มีเงินจัดพิธีให้สมเกียรติ ครอบครัวนี้จึงตกอยู่ในความทุกข์ แต่เมื่อนิโคลัสทราบข่าว จึงนำทองคำใส่ถุง 2 ถุง แอบย่องเข้าไปวางไว้ในบ้านของชายยากจนยามดึกสงัด ทำให้ 2 สาวได้จัดพิธีแต่งงานได้อย่างใหญ่โตสมความปรารถนา ต่อมาก็ถึงเวลาของบุตรสาวคนสุดท้องนิโคลัสก็นำถุงทองแอบมาหย่อนลงทางปล่องไฟ ในยามราตรีเช่นกัน จนทำให้นิโคลัสกลายเป็นที่ยกย่องของผู้คน ต่อมาชาวดัตช์บางกลุ่มได้อพยพมาอยู่ในอเมริกาและได้นำความศรัทธาในนักบุญนิ โคลัสติดมาด้วย และในที่สุดก็ได้มีการดัดแปลงผสมผสานเข้ากับความเชื่อถือของชาวอเมริกันและ เชื้อสายอื่นๆ ทางแถบตะวันออกของอเมริกา ดังนั้นตำนานเซนต์โคลัส จึงได้นำมาผูกโยงกับการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสต์ ซึ่งได้ขนานนามเขาว่า "ซินเตอร์คลาส" ต่อมาได้กร่อนกลายเป็น "ซานตาคลอส" และได้ถูกอุปมาให้เป็นบุคคลที่มาพร้อมกับความรัก ความเมตตากรุณา และความสดใสร่าเริงด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร โดยมีบทบาทและหน้าที่สำคัญกับการแจกของขวัญให้กับเด็กๆ ในตอนเช้าตรู่ของทุกวันคริสต์มาสต์มาจากพฤติกรรมของนิโคลัส เป็นสาเหตุให้พ่อแม่ของเด็กๆ ในสมัยต่อมา แอบนำของขวัญมาวางไว้ที่เตียงนอนของลูกๆ ในตอนกลางคืน ยามที่พวกเขาหลับสนิท แล้วบอกว่าซานตาคลอสนำของขวัญมามอบให้ จนกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบที่ยกย่องซานตาคลอสให้ฝังอยู่ในจิตสำนึกของเด็กๆ สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันและนี่ก็คือ ตำนานความเป็นมาของกำเนิดซานตาคลอส นั่นเอง ทั้งนี้ภาพซานตาคลอสที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก คือ ชายแก่ใจดี หนวดเคราขาว พุงพลุ้ย ใส่โค้ทตัวหนาสีแดงขลิบขาว หอบข้าวของในถุงใบโตพะรุงพะรังที่เราคุ้นเคยกันนั้น เป็นฝีมือการวาดของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า "โธมัส แนสท์" ซึ่งประมวลมาจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ผสมผสานกับจินตนาการส่วนตัว และภาพแรกของซานตาคลอสนี้ได้ปรากฏเป็นครั้งแรกในนิตยสาร harper's illustrated weekly ปี พ.ศ.1863 และกลายเป็นภาพลักษณ์ของซานตาคลอส มาจนถึงทุกวันนี้

[ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า]

และอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดเสียมิได้ในวันคริสต์มาส คือ ต้นคริสต์มาส หรือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยดวงไฟหลากสีสัน สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของวันคริสต์มาส ในสมัยโบราณ "ต้นคริสต์มาส" หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ซึ่งในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์ได้ทำการแสดงละคร ถึงความหมายของคริสต์มาส และได้นำต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉาก แสดงถึงบาปของอาดัมและเอวา ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น และได้ทำการแสดงเรื่อยมา จนถึงศตวรรษที่ 15 พระสังฆราชหลายแห่งได้สั่งห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่นเหมือนลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมืองและศาสนา ซึ่งชาวบ้านต่างรู้สึกเสียดาย ที่จะไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆ แบบนั้นอีก จึงนำความประทับใจและความสนุกเหล่านั้นมาจัดกันที่บ้านเรือนของตนเอง ด้วยการนำต้นไม้มาไว้ที่บ้าน หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการประดับประดาตกแต่งต้นไม้ของตัวเองด้วยการแขวนลูก แอปเปิ้ล ขนมและของขวัญกล่องเล็กกล่องน้อยอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
นอกจากนั้น ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปปิรามิด ไว้ตลอดคืนคริสต์มาส โดยมีดาวดวงโตเป็นยอดปิรามิด ซึ่งประเพณีที่จะแขวนของขวัญและขนมก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันนี้ไว้ ด้วยกัน มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้เป็นรูปทรงปิรามิด ซึ่งนี่เป็นที่มาของประเพณีปัจจุบันที่มีการแขวนของขวัญ และไฟกระพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาส และมีดาวไว้ที่สุดยอด ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของชาวตะวันตกจวบจนปัจจุบัน เพราะเห็นว่าพระเยซูเปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิตที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซู และนอกจากนั้นยังหมายถึงความสว่างของพระองค์ เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยังหมายถึงความชื่นชมยินดีและความสามัคคีที่พระเยซูประทานให้ และเมื่อเรื่องราวต่างๆ ที่มาจากคนละหนแห่งได้ถูกนำมาผูกโยงเป็นเรื่องราวเดียวกัน จนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เทศกาลคริสต์มาส จึงกลายเป็นเทศกาลแห่งความสุข ที่มีแต่ความสดใส รื่นเริง และเต็มไปด้วยร้อยยิ้มที่ทุกคนต่างพร้อมแบ่งปันความสุขกันในวันนี้ Merry Christmas

[ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า]

No comments:

Post a Comment