Saturday, August 30, 2014
เลือกรองเท้ายังไงให้ดูแพง
อันดับหนึ่งเลย คือ ให้เลือกหนังที่มีความมันหรือ วาวไว้เป็นดีที่สุด และกรุณาขัดให้มัน ไม่ใช่ปล่อยจนเขรอะ ให้ความมัน เป็นความหลังไปซ่ะ ..
สอง เลือกวัสดุที่เป็นทรง ไม่ใช่หนังนิ่ม เพราะรูปทรงจะให้ความรู้สึกที่เป็นทางการ อะไรที่เป็นทางการ จะดูน่าเชื่อถือ ก็เลยดูเหมือนมีราคา
สาม แบบที่อยู่ในความนิยม หรือ แบบมาตราฐาน อะไรที่อยู่ในกระแส ราคามักจะสูงกว่าปกติ เมื่อไหร่กระแสซาลง เมื่อนั้นราคาก็จะค่อยๆกลับเข้าที่เข้าทางด้วยเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเราเลือกอะไรที่ดูเหมือนอยู่ในกระแสสักเล็กน้อย การแต่งตัวของเราก็จะดูมีราคาขึ้น
รองเท้าที่ดี ควรสูงพอเดินได้มั่นคง เลือกด้านหน้ารองเท้าให้หนา จะทำให้ไม่เมื่อยมาก
ดูแลรองเท้าให้ดี ใส่เสร็จแล้วเช็ดทำความสะอาดก่อนเก็บ
รองเท้า ควรใส่สลับ ไม่ใช่ใส่มันอยู่คู่เดียว พังแล้วค่อยทิ้งไป
หลักการคือ ใส่รองเท้าสลับคู่ ในอาทิตย์หนึ่ง สลับอย่างน้อย 2 คู่
ใส่แบบนี้จะเป็นรักษารองเท้าด้วย
ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย รองเท้าคือ สิ่งหนึ่งที่ควรลงทุน
รองเท้าทางการ สำหรับชุดที่เป็นทางการ
รองเท้าลำลอง สำหรับชุดที่ลำลอง
รองเท้ากีฬา ควรใส่สำหรับเล่นกีฬา
บางคนอ่าน แล้วอาจเกิดคำถามว่า โค้ชทำไมต้องเขียนแบบนี้ด้วย
ลองมองไปตามท้องถนนซิ หลายคนใส่แบบเป็นลูกครึ่งอยู่ คือ แต่งตัวแบบทางการ แต่ใส่รองเท้าลำลอง หรือ สาหัสคือ แต่งตัวแบบทางการ ใส่รองเท้ากีฬา ... นี่แหละ คือ เหตุผลที่ดิฉันต้องเขียนเรื่องนี้
รองเท้าที่ดี เป็นหน้าเป็นตาให้คุณได้
อ่านฉบับเต็มซ่ะใจได้ ในบทรองเท้า ในหนังสือ "แต่งให้รวย สวยให้เป็น" ได้อ่านกันบ้างรึยังค่ะ
นิสัย แค่ 1% ผลสำเร็จ 100%
ช่วงที่ผ่านมาผมได้อ่านหนังสือเรื่อง The Power of Habit ของ Charles
Duhigg ทำให้เห็นเห็นมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนมากทีเดียว
เพราะการสร้างนิสัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ทุกเรื่อง
รวมถึงการลงทุน และไม่น่าเชื่อว่านิสัยแค่ 1%
อาจจะสร้างผลต่างในการลงทุนมากเป็นเท่า ๆ ตัว
Charles ยกตัวอย่างการทดลองของนักวิจัยสถาบัน MIT ที่น่าสนใจอันหนึ่ง ที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง “สมอง” “นิสัย” และ “ผลสำเร็จในการแก้ปัญหา” ด้วยการนำเอาหนูเข้ามาวิ่งในเขาวงกตแบบง่าย ๆ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็น “ชีสหอม ๆ” เป็นรางวัล ทุกครั้งที่ปล่อยหนูออกวิ่ง จะมีสัญญาณเสียงกริ๊ก และที่กั้นก็จะถูกยกออก หลังจากนั้นหนูก็จะพยายามขวนขวาย ดมกลิ่น และลองผิดลองถูก จนถึงจุดมุ่งหมาย นักวิจัยทำการทดลองซ้ำแต่ละครั้งหนูก็เรียนรู้วิธีเดินผ่านเขาวงกตได้อย่าง รวดเร็วขึ้นทุก ๆ ครั้ง
ที่น่าสนใจคือ นักวิจัย MIT ได้นำเอาเครื่องวัดการทำงานของสมองมาวัด “คลื่นสมอง” ของหนูตลอดเวลา และพบว่า สมองหนูกลับทำงานน้อยลง ทั้ง ๆ ที่หนูใช้เวลาน้อยกว่าเดิมในการทดลองครั้งหลัง ๆ กระบวนการที่สมองกำหนดให้เกิดพฤติกรรมแบบอัตโนมัตินี้เอง เป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง “นิสัย” ซึ่งถ้าสร้างตัวแปรก็จะพบว่ามี 3 สิ่งคือ ตัวกระตุ้น (ในที่นี้คือเสียงกริ๊ก) มีรางวัล (ในที่นี้คือชีส) และมีกิจวัตร (คือการเดินในเขาวงกต) และผู้เขียนก็เรียกสิ่งนี้ว่า “วงจรแห่งนิสัย”
วงจรแห่งนิสัย มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา และบ่งบอกถึง “เส้นทาง” ในชีวิตของคนทุกคน วงจรแห่งนิสัยในภาพใหญ่จะประกอบด้วย “นิสัยเล็ก ๆ” จำนวนมาก ตั้งแต่การตื่นนอน แปรงฟัน กินข้าว ทำงาน จนเราหลับนอน นิสัยกำหนดให้เราเลือกที่จะตัดสินใจบนเส้นทางที่แตกต่างกันโดยเราไม่รู้ตัว เพราะนี่คือ “พฤติกรรมแบบอัตโนมัติในชีวิต” อันที่จริงนักการตลาดก็ใช้นิสัยของมนุษย์มาสร้างธุรกิจจำนวนมาก Life Style หลายอย่างที่เราเห็น ก็ถูกสร้างจากวงจรแห่งนิสัยนี้นับไม่ถ้วน
ผมนำแนวคิดวงจรแห่งนิสัยนี้มาเปรียบเทียบกับการลงทุน การลงทุนในทุก ๆ เช้าวันธรรมดาเวลาสิบโมงตรง ก็จะเริ่มมีตัวกระพริบเป็น “ชื่อหุ้น” พร้อม ๆ กับ “สี” แดงบ้าง เหลืองบ้าง เขียวบ้าง ซึ่งมันคือ “ตัวกระตุ้น” นั่นเอง และรางวัลของนักลงทุน คือ “ส่วนต่างกำไร” หรือ “เงินปันผล” ส่วนกิจวัตรของนักลงทุนก็คือการซื้อ ขาย และการวิเคราะห์หาข้อมูล
นักลงทุนส่วนมาก จะเริ่มต้นการลงทุนจากการมอง “รางวัล” เป็นที่ตั้งก่อน เช่นการอยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากรวย แต่สิ่งที่ควรจะระวังไว้คือ “รางวัล” มักจะนำมาซึ่งอารมณ์ “ความโลภ” ที่อยากจะได้ผลตอบแทนมาก ๆ และนำมาซึ่ง “ความกลัว” ที่จะสูญเสียรางวัลนั้นไปตลอดกาล เพราะเหตุนี้รางวัลจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักที่จะสร้างความสำเร็จในการลง ทุน
และกับดักนักลงทุนที่สอง คือ “ตัวกระตุ้น” ซึ่งเหมือนมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเทคโนโลยีทำให้เราสามารถเข้าถึงหุ้นได้จำนวนมากพร้อม ๆ กับข่าวสารที่ถาโถมเข้ามา ตัวกระตุ้นชั้นดีในทุกยุคทุกสมัยคือ “ข่าวลือ” หรือหุ้นจำพวก “Top Gainer” หรือ “Most Active” เพราะนี่คือเสียง “กริ๊ก” ให้เราซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้น ซึ่งมันก็ถูกขยายให้มากขึ้นไปอีก ด้วยเครื่องมือจำพวก Social Media เช่น Line, Facebook เพราะเรามักจะเห็นสนามหญ้าคนอื่นเขียวกว่าตัวเอง และเรามักจะรู้สึกบ่อย ๆ ว่า หุ้นในพอร์ตคนอื่น “เขียว” กว่าพอร์ตหุ้นตัวเองเช่นเดียวกัน
ที่จริงแล้วความสำเร็จในการลงทุนต้องสร้างจาก “นิสัย” และตัดตัวกระตุ้นทั้งหลายออกไป หากให้ผมเลือก “สามนิสัย” ที่สำคัญที่สุด นิสัยที่ดีที่สุดในการลงทุน คือ “การอ่าน” เพราะนี่คือการหาวัตถุดิบ ซึ่งก็คือความรู้ และข้อมูล เพื่อนำหุ้นมาวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง จนสร้างผลสำเร็จคือการ “มองเห็น” อนาคตได้ไกลกว่านักลงทุนคนอื่น ๆ ยิ่งเราสามารถมองได้ไกล (วิสัยทัศน์) มองได้ทั่ว (รู้จักหุ้นจำนวนมาก) เราก็ยิ่งประสบความสำเร็จได้มากเท่านั้น
นิสัยที่สอง คือ “การคิด” โดยเฉพาะการคิดหลาย ๆ ชั้น คิดในหลาย ๆ มุม การอ่านจำนวนมากจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก ถ้าไม่สามารถนำความคิดมาต่อยอด สังเคราะห์ และตกผลึกออกมาเป็นผลลัพท์ชั้นยอด การคิดสองชั้นอย่างง่าย ๆ คือ ถ้าเราคิดอะไรได้ เราต้องคิดต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั้นว่า ทำไมคนอื่นถึงคิดไม่ได้เหมือนเรา หรือมีอะไรผิดปกติตรงไหนที่เราลืมคิดไป
นิสัยที่สามคือ “การรอ” เป็นนิสัยที่ดูขัดแย้งกับความสำเร็จในมุมมองของงานทั่ว ๆ ไป ว่า “ทำมากได้มาก” แต่สำหรับการลงทุน “ทำน้อยอาจจะได้ มากกว่า” เสียอีก บัฟเฟตต์บอกว่าการลงทุนดี ๆ แค่ 20 ครั้ง ก็เพียงพอสำหรับเปลี่ยนชีวิตคุณได้แล้ว “การรอ” คือนิสัยที่ทำได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการรอจังหวะซื้อหุ้นที่ราคาดี ๆ และ รอคอย “เวลา” ที่หุ้นจะเติบโตไปถึงจุดที่ดีที่สุดของมัน ทั้งสามนิสัยนั้นนักลงทุนต้องฝึกให้เป็น “พฤติกรรมอัตโนมัติ” และคุณจะโชคดีมาก ถ้านิสัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณชอบอยู่แล้ว เพราะนั่นคือชีวิตที่มีความสุขโดยไม่ต้องฝึกฝนเลย
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดถึงนิสัยไว้ว่า “นิสัยที่ดีต่อเนื่อง มักจะเบาเกินกว่าที่เราจะรู้สึกถึงมัน จนกระทั่งนิสัยนั้นถูกสร้างให้หนักแน่นจนเกินกว่าที่มันจะแตกหักได้” ดังนั้น จงสร้างนิสัยที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือสิ่งที่ทำลายคุณไม่ได้ แม้ว่าพอร์ตหุ้นจะลดลง 50% แต่นิสัยที่หนักแน่น จะพาคุณกลับมา และไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิม นี่คือสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จพิสูจน์มานักต่อนักแล้ว
อ้างอิง เว็ปThai Vi
Charles ยกตัวอย่างการทดลองของนักวิจัยสถาบัน MIT ที่น่าสนใจอันหนึ่ง ที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง “สมอง” “นิสัย” และ “ผลสำเร็จในการแก้ปัญหา” ด้วยการนำเอาหนูเข้ามาวิ่งในเขาวงกตแบบง่าย ๆ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็น “ชีสหอม ๆ” เป็นรางวัล ทุกครั้งที่ปล่อยหนูออกวิ่ง จะมีสัญญาณเสียงกริ๊ก และที่กั้นก็จะถูกยกออก หลังจากนั้นหนูก็จะพยายามขวนขวาย ดมกลิ่น และลองผิดลองถูก จนถึงจุดมุ่งหมาย นักวิจัยทำการทดลองซ้ำแต่ละครั้งหนูก็เรียนรู้วิธีเดินผ่านเขาวงกตได้อย่าง รวดเร็วขึ้นทุก ๆ ครั้ง
ที่น่าสนใจคือ นักวิจัย MIT ได้นำเอาเครื่องวัดการทำงานของสมองมาวัด “คลื่นสมอง” ของหนูตลอดเวลา และพบว่า สมองหนูกลับทำงานน้อยลง ทั้ง ๆ ที่หนูใช้เวลาน้อยกว่าเดิมในการทดลองครั้งหลัง ๆ กระบวนการที่สมองกำหนดให้เกิดพฤติกรรมแบบอัตโนมัตินี้เอง เป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง “นิสัย” ซึ่งถ้าสร้างตัวแปรก็จะพบว่ามี 3 สิ่งคือ ตัวกระตุ้น (ในที่นี้คือเสียงกริ๊ก) มีรางวัล (ในที่นี้คือชีส) และมีกิจวัตร (คือการเดินในเขาวงกต) และผู้เขียนก็เรียกสิ่งนี้ว่า “วงจรแห่งนิสัย”
วงจรแห่งนิสัย มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา และบ่งบอกถึง “เส้นทาง” ในชีวิตของคนทุกคน วงจรแห่งนิสัยในภาพใหญ่จะประกอบด้วย “นิสัยเล็ก ๆ” จำนวนมาก ตั้งแต่การตื่นนอน แปรงฟัน กินข้าว ทำงาน จนเราหลับนอน นิสัยกำหนดให้เราเลือกที่จะตัดสินใจบนเส้นทางที่แตกต่างกันโดยเราไม่รู้ตัว เพราะนี่คือ “พฤติกรรมแบบอัตโนมัติในชีวิต” อันที่จริงนักการตลาดก็ใช้นิสัยของมนุษย์มาสร้างธุรกิจจำนวนมาก Life Style หลายอย่างที่เราเห็น ก็ถูกสร้างจากวงจรแห่งนิสัยนี้นับไม่ถ้วน
ผมนำแนวคิดวงจรแห่งนิสัยนี้มาเปรียบเทียบกับการลงทุน การลงทุนในทุก ๆ เช้าวันธรรมดาเวลาสิบโมงตรง ก็จะเริ่มมีตัวกระพริบเป็น “ชื่อหุ้น” พร้อม ๆ กับ “สี” แดงบ้าง เหลืองบ้าง เขียวบ้าง ซึ่งมันคือ “ตัวกระตุ้น” นั่นเอง และรางวัลของนักลงทุน คือ “ส่วนต่างกำไร” หรือ “เงินปันผล” ส่วนกิจวัตรของนักลงทุนก็คือการซื้อ ขาย และการวิเคราะห์หาข้อมูล
นักลงทุนส่วนมาก จะเริ่มต้นการลงทุนจากการมอง “รางวัล” เป็นที่ตั้งก่อน เช่นการอยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากรวย แต่สิ่งที่ควรจะระวังไว้คือ “รางวัล” มักจะนำมาซึ่งอารมณ์ “ความโลภ” ที่อยากจะได้ผลตอบแทนมาก ๆ และนำมาซึ่ง “ความกลัว” ที่จะสูญเสียรางวัลนั้นไปตลอดกาล เพราะเหตุนี้รางวัลจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักที่จะสร้างความสำเร็จในการลง ทุน
และกับดักนักลงทุนที่สอง คือ “ตัวกระตุ้น” ซึ่งเหมือนมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเทคโนโลยีทำให้เราสามารถเข้าถึงหุ้นได้จำนวนมากพร้อม ๆ กับข่าวสารที่ถาโถมเข้ามา ตัวกระตุ้นชั้นดีในทุกยุคทุกสมัยคือ “ข่าวลือ” หรือหุ้นจำพวก “Top Gainer” หรือ “Most Active” เพราะนี่คือเสียง “กริ๊ก” ให้เราซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้น ซึ่งมันก็ถูกขยายให้มากขึ้นไปอีก ด้วยเครื่องมือจำพวก Social Media เช่น Line, Facebook เพราะเรามักจะเห็นสนามหญ้าคนอื่นเขียวกว่าตัวเอง และเรามักจะรู้สึกบ่อย ๆ ว่า หุ้นในพอร์ตคนอื่น “เขียว” กว่าพอร์ตหุ้นตัวเองเช่นเดียวกัน
ที่จริงแล้วความสำเร็จในการลงทุนต้องสร้างจาก “นิสัย” และตัดตัวกระตุ้นทั้งหลายออกไป หากให้ผมเลือก “สามนิสัย” ที่สำคัญที่สุด นิสัยที่ดีที่สุดในการลงทุน คือ “การอ่าน” เพราะนี่คือการหาวัตถุดิบ ซึ่งก็คือความรู้ และข้อมูล เพื่อนำหุ้นมาวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง จนสร้างผลสำเร็จคือการ “มองเห็น” อนาคตได้ไกลกว่านักลงทุนคนอื่น ๆ ยิ่งเราสามารถมองได้ไกล (วิสัยทัศน์) มองได้ทั่ว (รู้จักหุ้นจำนวนมาก) เราก็ยิ่งประสบความสำเร็จได้มากเท่านั้น
นิสัยที่สอง คือ “การคิด” โดยเฉพาะการคิดหลาย ๆ ชั้น คิดในหลาย ๆ มุม การอ่านจำนวนมากจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก ถ้าไม่สามารถนำความคิดมาต่อยอด สังเคราะห์ และตกผลึกออกมาเป็นผลลัพท์ชั้นยอด การคิดสองชั้นอย่างง่าย ๆ คือ ถ้าเราคิดอะไรได้ เราต้องคิดต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั้นว่า ทำไมคนอื่นถึงคิดไม่ได้เหมือนเรา หรือมีอะไรผิดปกติตรงไหนที่เราลืมคิดไป
นิสัยที่สามคือ “การรอ” เป็นนิสัยที่ดูขัดแย้งกับความสำเร็จในมุมมองของงานทั่ว ๆ ไป ว่า “ทำมากได้มาก” แต่สำหรับการลงทุน “ทำน้อยอาจจะได้ มากกว่า” เสียอีก บัฟเฟตต์บอกว่าการลงทุนดี ๆ แค่ 20 ครั้ง ก็เพียงพอสำหรับเปลี่ยนชีวิตคุณได้แล้ว “การรอ” คือนิสัยที่ทำได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการรอจังหวะซื้อหุ้นที่ราคาดี ๆ และ รอคอย “เวลา” ที่หุ้นจะเติบโตไปถึงจุดที่ดีที่สุดของมัน ทั้งสามนิสัยนั้นนักลงทุนต้องฝึกให้เป็น “พฤติกรรมอัตโนมัติ” และคุณจะโชคดีมาก ถ้านิสัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณชอบอยู่แล้ว เพราะนั่นคือชีวิตที่มีความสุขโดยไม่ต้องฝึกฝนเลย
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดถึงนิสัยไว้ว่า “นิสัยที่ดีต่อเนื่อง มักจะเบาเกินกว่าที่เราจะรู้สึกถึงมัน จนกระทั่งนิสัยนั้นถูกสร้างให้หนักแน่นจนเกินกว่าที่มันจะแตกหักได้” ดังนั้น จงสร้างนิสัยที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือสิ่งที่ทำลายคุณไม่ได้ แม้ว่าพอร์ตหุ้นจะลดลง 50% แต่นิสัยที่หนักแน่น จะพาคุณกลับมา และไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิม นี่คือสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จพิสูจน์มานักต่อนักแล้ว
อ้างอิง เว็ปThai Vi
ป้ายกำกับ:
Warren Buffett,
การเงิน,
การลงทุน,
คำคม,
วอร์เรน บัฟเฟตต์,
สาระน่ารู้
Thursday, August 28, 2014
ไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง
ไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง
สถานการณ์ของอารมณ์ความผิดหวัง เกิน 80% ในโลกนี้ มาจากการตั้งความหวังกับใคร กับอะไรบางอย่าง แล้วหวังว่าเขาจะต้องรับรู้ได้เอง ว่าเราคิดยังไง อยากได้อะไร รอ แล้วก็รอ แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรออกไป ด้วยความแน่ใจ ว่าเขาผู้นั้นต้องรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราไม่ได้บอก และต้องทำที่เราต้องการได้ แม้เราไม่ได้บอกอะไร
บ้านเรามีวัฒนธรรมหนึ่งที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างหนึ่ง คือ ไม่ค่อยชอบแสดงออกทางอารมณ์ว่า รู้สึกอย่างไร ชอบก็ไม่แสดงออก ไม่ชอบก็ไม่แสดงออก แต่กลับคาดหวังอะไรหลายอย่างเป็นคุ้งเป็นแคว ว่าใครหรือ อะไร แม้เราไม่พูดเขาก็น่าจะรับรู้ได้ อยู่กันมาตั้งนานแล้ว
ข่าวร้ายคือ ไม่ว่าใครหรืออะไร เขาก็มี story ของเขาเองมากมาย ที่ต้องใช้หัวคิดเหมือนๆกันกับเรา ทำให้บางทีเขาก้อาจมองข้ามอะไรที่เราอยู่ดีๆก็ตั้งความคาดหวังขึ้นมาเอง พอไม่ได้ ก็ตีโพยตีพายอะไรไปมา สิ่งที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนี้ ทำลายความสัมพันธ์มาแล้วทั้งเล็กและใหญ่
มีทางเลือก เพื่อให้เราสามารถข้ามเรื่องนี้ไปได้อย่างราบรื่น คือ หนึ่ง ทำอะไร ให้ใคร ไม่ต้องไปคาดหวังว่าเขาน่าจะให้อะไร หรือ ตอบรับอะไรกลับมา การทำอะไรให้กับใครอย่างจริงใจ คุณค่าทางใจแห่งการให้ออกไป เราได้มาแล้วตั้งแต่ยังทำไม่เสร็จด้วยซ้ำ การอวยชัยให้พรทางโลก เทียบค่าไม่ได้กับความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ทางใจที่เราได้มานี้
อีกทางเลือกหนึ่ง คือ ถ้าคุณค่าของการตอบรับจากใครหรืออะไร มันมีค่ากับเรามากมาย และเราจำเป็นต้องได้มันมา ก็ให้แจ้งความนัย นี้กับเขาไปเลย ว่าเราคาดหวังจะได้สิ่งนี้จากเขา ตรงไปตรงมา ไม่ต้องมาปิดกั้นอะไรกัน
หลายคนเกิดความสับสนในตัวเอง เรื่องความต้องการ ว่าที่แท้เราอยากได้อะไรกันแน่
เราไม่มีทางได้อะไร ที่เราเองก็ไม่ชัดเจนว่า ที่แท้ เราอยากได้อะไรกันแน่ เหมือนการปาลูกดอกออกไป ถ้าคุณไม่มีเป้า ต่อให้คุณมือแม่นแค่ไหน มันไม่มีทางโดนได้ เพราะมันไม่มีเป้า
อยู่บนหลักของสิ่งที่เกิดจริง แทนการอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์และความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ตั้งความหวัง จะไปผิดหวังได้อย่างไร เราไม่สามารถควบคุมดินฟ้า อากาศได้ฉันท์ใด เราก้ไม่สามารถควบคุมคนอื่นได้ฉันท์นั้น ต่อให้เขาเป็น ลูก เป็น สามี-ภรรยา เป็นพ่อ เป็นแม่ ทุกคนล้วนมีความเป็นปัจเจก
คุมอารมณ์ความรู้สึก นึกคิดตัวเองได้ก็เป็นเลิศแล้ว
อยู่แบบเข้าใจโลกอย่างที่มันเป็น ดีกว่าอยู่แบบผิดหวังไปมา เพราะความคาดหวัง ที่อยากจะให้โลกเป็น อย่างที่เราต้องการ
สถานการณ์ของอารมณ์ความผิดหวัง เกิน 80% ในโลกนี้ มาจากการตั้งความหวังกับใคร กับอะไรบางอย่าง แล้วหวังว่าเขาจะต้องรับรู้ได้เอง ว่าเราคิดยังไง อยากได้อะไร รอ แล้วก็รอ แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรออกไป ด้วยความแน่ใจ ว่าเขาผู้นั้นต้องรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราไม่ได้บอก และต้องทำที่เราต้องการได้ แม้เราไม่ได้บอกอะไร
บ้านเรามีวัฒนธรรมหนึ่งที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างหนึ่ง คือ ไม่ค่อยชอบแสดงออกทางอารมณ์ว่า รู้สึกอย่างไร ชอบก็ไม่แสดงออก ไม่ชอบก็ไม่แสดงออก แต่กลับคาดหวังอะไรหลายอย่างเป็นคุ้งเป็นแคว ว่าใครหรือ อะไร แม้เราไม่พูดเขาก็น่าจะรับรู้ได้ อยู่กันมาตั้งนานแล้ว
ข่าวร้ายคือ ไม่ว่าใครหรืออะไร เขาก็มี story ของเขาเองมากมาย ที่ต้องใช้หัวคิดเหมือนๆกันกับเรา ทำให้บางทีเขาก้อาจมองข้ามอะไรที่เราอยู่ดีๆก็ตั้งความคาดหวังขึ้นมาเอง พอไม่ได้ ก็ตีโพยตีพายอะไรไปมา สิ่งที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนี้ ทำลายความสัมพันธ์มาแล้วทั้งเล็กและใหญ่
มีทางเลือก เพื่อให้เราสามารถข้ามเรื่องนี้ไปได้อย่างราบรื่น คือ หนึ่ง ทำอะไร ให้ใคร ไม่ต้องไปคาดหวังว่าเขาน่าจะให้อะไร หรือ ตอบรับอะไรกลับมา การทำอะไรให้กับใครอย่างจริงใจ คุณค่าทางใจแห่งการให้ออกไป เราได้มาแล้วตั้งแต่ยังทำไม่เสร็จด้วยซ้ำ การอวยชัยให้พรทางโลก เทียบค่าไม่ได้กับความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ทางใจที่เราได้มานี้
อีกทางเลือกหนึ่ง คือ ถ้าคุณค่าของการตอบรับจากใครหรืออะไร มันมีค่ากับเรามากมาย และเราจำเป็นต้องได้มันมา ก็ให้แจ้งความนัย นี้กับเขาไปเลย ว่าเราคาดหวังจะได้สิ่งนี้จากเขา ตรงไปตรงมา ไม่ต้องมาปิดกั้นอะไรกัน
หลายคนเกิดความสับสนในตัวเอง เรื่องความต้องการ ว่าที่แท้เราอยากได้อะไรกันแน่
เราไม่มีทางได้อะไร ที่เราเองก็ไม่ชัดเจนว่า ที่แท้ เราอยากได้อะไรกันแน่ เหมือนการปาลูกดอกออกไป ถ้าคุณไม่มีเป้า ต่อให้คุณมือแม่นแค่ไหน มันไม่มีทางโดนได้ เพราะมันไม่มีเป้า
อยู่บนหลักของสิ่งที่เกิดจริง แทนการอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์และความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ตั้งความหวัง จะไปผิดหวังได้อย่างไร เราไม่สามารถควบคุมดินฟ้า อากาศได้ฉันท์ใด เราก้ไม่สามารถควบคุมคนอื่นได้ฉันท์นั้น ต่อให้เขาเป็น ลูก เป็น สามี-ภรรยา เป็นพ่อ เป็นแม่ ทุกคนล้วนมีความเป็นปัจเจก
คุมอารมณ์ความรู้สึก นึกคิดตัวเองได้ก็เป็นเลิศแล้ว
อยู่แบบเข้าใจโลกอย่างที่มันเป็น ดีกว่าอยู่แบบผิดหวังไปมา เพราะความคาดหวัง ที่อยากจะให้โลกเป็น อย่างที่เราต้องการ
เภสัชกรเผย ผักดองดีต่อร่างกาย ลดการเจ็บป่วย
อภัยภูเบศรชี้ผักดองดีต่อร่างกาย ใช้เป็นอาหารแก้โรค เหตุมีโปรไบโอติกส์
ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนโยเกิร์ต
ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ระบุยิ่งขับถ่ายดีการเจ็บป่วยจะน้อยลง
ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า สมุนไพรนอกจากจะนำมารักษาโรค แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ยังสามารถกินเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายและทำให้ไม่เจ็บป่วยได้ด้วยซึ่งเป็น แนวทางที่ดีกว่า ทั้งนี้ ความเชื่อแบบไทยจะเชื่อว่า การกินอาหารหมักดองนั้นจะทำให้เกิดลมในอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้ แต่มีการศึกษาพบว่า การหมักทำให้อาหารอยู่ในรูปที่ดูดซึมง่าย เนื่องจากการหมักทำให้เกิดการย่อยสลายสารอาหารให้อยู่ในรูปแบบโมเลกุลเล็กลง เหมาะสำหรับกลุ่มที่ขาดอาหาร นอกจากนี้ นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังพบว่า ผักดองพื้นบ้านนั้น สารโปรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
“โปรไบโอติกส์ หมายถึงแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะเห็นได้ว่ามีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่สกัดสารเหล่านี้ขึ้น เช่น โยเกิร์ต ถือเป็นอาหารประเภทที่มีโปรไบโอติกส์สูง ซึ่งหลายคนเลือกรับประทานเพื่อให้สามารถขับถ่ายได้ดีขึ้น แต่พบว่า การกินผักดองที่ใช้ผักพื้นบ้านมาปรุงให้เหมาะสมกับตนเอง หรือธาตุเจ้าเรือนที่แต่ละคนมีความแตกต่างกันนั้นจะช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิด ที่มีประโยชน์ต่อการย่อย โดยมีทั้งโปรไบโอติกส์ และพรีไบโอติก หรือเรียกว่า ซินไบโอติกส์ จะทำให้ช่วยเพิ่มการทำงานของโปรไบโอติก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงต่อสุขภาพได้ด้วย” ภญ. ผกากรอง กล่าว
ภญ.ผกากรอง กล่าวอีกว่า การรับประทานอาหารหากไม่สมดุลก็สามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะหากร่างกายไม่สามารถย่อยอาหารและดูดซึมอาหารได้ดี โดยผักดองถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งให้ประโยชน์และมีค่าใช้จ่ายน้อย จะเห็นได้ว่า บางประเทศมีการกินผักดองทุกมื้อ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น โดยที่ใส่ชนิดของผักให้เข้ากับสภาพอากาศ เช่น เติมขิงมากๆ เมื่อมีอากาศหนาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นได้ ส่วนประเทศไทย ถือว่ามีผักพื้นบ้านจำนวนมาก โดยผักที่สามารถนำมาดองได้ เช่น ผักเสี้ยน ผักกุ่ม ผักสามรส ที่ทำจากแครอท หัวไชเท้า แตงร้าน พริกชี้ฟ้า ผักกาดขาว มาผสมกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตามการเพิ่มผักดองในมื้ออาหาร ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกับระบบการขับถ่ายและเมื่อร่างกายสามารถขับถ่าย ได้ตามปกติโอกาสจะเกิดการเจ็บป่วยก็น้อยลง
ผักรวมดอง (สามรส)
เครื่องปรุง
แตงกวา 3-4 ผล
กะหล่ำปลี ¼ กิโลกรัม
ดอกกะหล่ำ ¼ กิโลกรัม
แครอท 1 หัว
พริกหวาน 3-4 เม็ด
น้ำส้มสายชู ½ ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 1 ถ้วย
น้ำเกลือ (เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 2 ถ้วย)
วิธีทํา
1. ล้างผักทุกชนิดให้สะอาด โดยเฉพาะกะหล่ำปลีกะหล่ำดอก ต้องล้างผ่านน้ำก๊อกหลายๆ ครั้ง
2. แตงกวา แครอท และพริกหวาน หั่นตามขวางเป็นแว่นหนาประมาณครึ่งเซนติเมตร หรือจะแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ใบไม้ตามชอบ ดอกกะหล่ำตัดช่อพอคำ กะหล่ำปลีผ่าซีกหั่นเป็นชิ้น เสร็จแล้วนำผักทั้งหมดแช่น้ำเกลือไว้ประมาณ 30 นาที นำขึ้นล้างแล้วผึ่ง
3. ผสมน้ำส้มสายชู เกลือ น้ำตาลทราย น้ำเปล่า ในหม้อเคลือบ นำขึ้นตั้งไฟ พอเดือดยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง นำขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง พอเริ่มเหนียวยกลง พักไว้ให้เย็น
4. จัดผักลงในขวดแก้วหรือขวดโหล เทน้ำดองใส่ให้ท่วมผัก ปิดฝาให้สนิท ดองไว้ 2-3 วัน รับประทานได้
หมายเหตุ
- ขวดแก้ว ขวดโหล ควรฆ่าเชื้อโดยการต้มหรือนึ่ง ดังนั้นจึงควรเป็นขวดแก้วทนไฟ
- ถ้าต้องการดองระยะเวลาเร็ว 1-2 วัน ให้เพิ่มความเข้มข้นในน้ำดอง โดยการเติมน้ำส้มสายชู น้ำตาลทราย และเกลือ
ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า สมุนไพรนอกจากจะนำมารักษาโรค แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ยังสามารถกินเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายและทำให้ไม่เจ็บป่วยได้ด้วยซึ่งเป็น แนวทางที่ดีกว่า ทั้งนี้ ความเชื่อแบบไทยจะเชื่อว่า การกินอาหารหมักดองนั้นจะทำให้เกิดลมในอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้ แต่มีการศึกษาพบว่า การหมักทำให้อาหารอยู่ในรูปที่ดูดซึมง่าย เนื่องจากการหมักทำให้เกิดการย่อยสลายสารอาหารให้อยู่ในรูปแบบโมเลกุลเล็กลง เหมาะสำหรับกลุ่มที่ขาดอาหาร นอกจากนี้ นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังพบว่า ผักดองพื้นบ้านนั้น สารโปรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
“โปรไบโอติกส์ หมายถึงแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะเห็นได้ว่ามีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่สกัดสารเหล่านี้ขึ้น เช่น โยเกิร์ต ถือเป็นอาหารประเภทที่มีโปรไบโอติกส์สูง ซึ่งหลายคนเลือกรับประทานเพื่อให้สามารถขับถ่ายได้ดีขึ้น แต่พบว่า การกินผักดองที่ใช้ผักพื้นบ้านมาปรุงให้เหมาะสมกับตนเอง หรือธาตุเจ้าเรือนที่แต่ละคนมีความแตกต่างกันนั้นจะช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิด ที่มีประโยชน์ต่อการย่อย โดยมีทั้งโปรไบโอติกส์ และพรีไบโอติก หรือเรียกว่า ซินไบโอติกส์ จะทำให้ช่วยเพิ่มการทำงานของโปรไบโอติก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงต่อสุขภาพได้ด้วย” ภญ. ผกากรอง กล่าว
ภญ.ผกากรอง กล่าวอีกว่า การรับประทานอาหารหากไม่สมดุลก็สามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะหากร่างกายไม่สามารถย่อยอาหารและดูดซึมอาหารได้ดี โดยผักดองถือเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งให้ประโยชน์และมีค่าใช้จ่ายน้อย จะเห็นได้ว่า บางประเทศมีการกินผักดองทุกมื้อ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น โดยที่ใส่ชนิดของผักให้เข้ากับสภาพอากาศ เช่น เติมขิงมากๆ เมื่อมีอากาศหนาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นได้ ส่วนประเทศไทย ถือว่ามีผักพื้นบ้านจำนวนมาก โดยผักที่สามารถนำมาดองได้ เช่น ผักเสี้ยน ผักกุ่ม ผักสามรส ที่ทำจากแครอท หัวไชเท้า แตงร้าน พริกชี้ฟ้า ผักกาดขาว มาผสมกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตามการเพิ่มผักดองในมื้ออาหาร ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกับระบบการขับถ่ายและเมื่อร่างกายสามารถขับถ่าย ได้ตามปกติโอกาสจะเกิดการเจ็บป่วยก็น้อยลง
ผักรวมดอง (สามรส)
เครื่องปรุง
แตงกวา 3-4 ผล
กะหล่ำปลี ¼ กิโลกรัม
ดอกกะหล่ำ ¼ กิโลกรัม
แครอท 1 หัว
พริกหวาน 3-4 เม็ด
น้ำส้มสายชู ½ ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 1 ถ้วย
น้ำเกลือ (เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 2 ถ้วย)
วิธีทํา
1. ล้างผักทุกชนิดให้สะอาด โดยเฉพาะกะหล่ำปลีกะหล่ำดอก ต้องล้างผ่านน้ำก๊อกหลายๆ ครั้ง
2. แตงกวา แครอท และพริกหวาน หั่นตามขวางเป็นแว่นหนาประมาณครึ่งเซนติเมตร หรือจะแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ใบไม้ตามชอบ ดอกกะหล่ำตัดช่อพอคำ กะหล่ำปลีผ่าซีกหั่นเป็นชิ้น เสร็จแล้วนำผักทั้งหมดแช่น้ำเกลือไว้ประมาณ 30 นาที นำขึ้นล้างแล้วผึ่ง
3. ผสมน้ำส้มสายชู เกลือ น้ำตาลทราย น้ำเปล่า ในหม้อเคลือบ นำขึ้นตั้งไฟ พอเดือดยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง นำขึ้นตั้งไฟอีกครั้ง พอเริ่มเหนียวยกลง พักไว้ให้เย็น
4. จัดผักลงในขวดแก้วหรือขวดโหล เทน้ำดองใส่ให้ท่วมผัก ปิดฝาให้สนิท ดองไว้ 2-3 วัน รับประทานได้
หมายเหตุ
- ขวดแก้ว ขวดโหล ควรฆ่าเชื้อโดยการต้มหรือนึ่ง ดังนั้นจึงควรเป็นขวดแก้วทนไฟ
- ถ้าต้องการดองระยะเวลาเร็ว 1-2 วัน ให้เพิ่มความเข้มข้นในน้ำดอง โดยการเติมน้ำส้มสายชู น้ำตาลทราย และเกลือ
Wednesday, August 27, 2014
อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ
อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ
ปัญหาเกินครึ่งหนึ่งในโลกนี้ มาจากมุมมองของความต่าง และความคาดหวัง เราเองก็มีมุมมองของเรา มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมาของตัวเราเอง คนอื่นเขาเองก็เช่นกัน เขาก็มีมุมมองและประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่แตกต่างจากคนอื่นเช่นกัน
อ่านตรงนี้ หลายคนอาจพยักหน้างึกงัก ok ก็รู้น่ะ แต่พอถึง เหตุการณ์จริง ข้อมูลที่รู้นี้ กลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เพราะเราชอบทึกทักเอาเอง เข้าข้างตัวเอง ในชีวิตที่ผ่าน ระหว่างเรากับคนอื่น เราทำผิดหรือคนอื่นทำผิดมากกว่ากัน คำตอบ คือ.....
มันเป็นอย่างนี้มั๊ย
ถ้าถามอะไรที่เราทำได้ดี เราเก่ง เราจะบอกได้ยืดยาว มันมากมายเหลือคณา แต่พอถามว่า ข้อเสียของเรามีอะไรบ้าง.. มันทำไม กลับนึกอะไรไม่ค่อยออกเอาซ่ะเลย
มนุษย์เราส่วนใหญ่ก็วนกันอยู่แบบนี้ เป็นวัฏจักร ใครเป็นมาก ก็เห็นมาก ใครเป็นน้อย ก็เห็นน้อย
ทำให้ความสุขที่เราน่าจะมีกันได้มากมาย ไม่จำกัด กลับลดลงอย่างมีนัยตามอัตตาของแต่ละคน
ทำยังไง ให้เราอยู่แบบมีความสุขตามที่เราควรเป็น
- มองคนอื่น จากมุมของเขา ไม่ใช่จากมุมของเรา
- พยายามให้มากขึ้น ที่จะเข้าใจคนอื่น อย่างจริงจัง ประหนึ่ง เขาคือ เพื่อนคนเดียวในโลกนี้ ที่เหลืออยู่ ถ้าไม่มีเขา เราก็จะไม่มีใครจริงๆ
- อะไรๆ ที่เคยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา มันไม่ใช่เพราะตัวของเรื่องเองหรอก แต่เป็นเพราะอารมณ์ร่วมที่เราใส่ลงไปต่างหาก
แล้วเราจะสามารถ อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ ที่ แท้จริง
ตามโค้ชต่อได้ที่ Facebook Fan Page: Weena Image Coach
ปัญหาเกินครึ่งหนึ่งในโลกนี้ มาจากมุมมองของความต่าง และความคาดหวัง เราเองก็มีมุมมองของเรา มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมาของตัวเราเอง คนอื่นเขาเองก็เช่นกัน เขาก็มีมุมมองและประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่แตกต่างจากคนอื่นเช่นกัน
อ่านตรงนี้ หลายคนอาจพยักหน้างึกงัก ok ก็รู้น่ะ แต่พอถึง เหตุการณ์จริง ข้อมูลที่รู้นี้ กลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เพราะเราชอบทึกทักเอาเอง เข้าข้างตัวเอง ในชีวิตที่ผ่าน ระหว่างเรากับคนอื่น เราทำผิดหรือคนอื่นทำผิดมากกว่ากัน คำตอบ คือ.....
มันเป็นอย่างนี้มั๊ย
ถ้าถามอะไรที่เราทำได้ดี เราเก่ง เราจะบอกได้ยืดยาว มันมากมายเหลือคณา แต่พอถามว่า ข้อเสียของเรามีอะไรบ้าง.. มันทำไม กลับนึกอะไรไม่ค่อยออกเอาซ่ะเลย
มนุษย์เราส่วนใหญ่ก็วนกันอยู่แบบนี้ เป็นวัฏจักร ใครเป็นมาก ก็เห็นมาก ใครเป็นน้อย ก็เห็นน้อย
ทำให้ความสุขที่เราน่าจะมีกันได้มากมาย ไม่จำกัด กลับลดลงอย่างมีนัยตามอัตตาของแต่ละคน
ทำยังไง ให้เราอยู่แบบมีความสุขตามที่เราควรเป็น
- มองคนอื่น จากมุมของเขา ไม่ใช่จากมุมของเรา
- พยายามให้มากขึ้น ที่จะเข้าใจคนอื่น อย่างจริงจัง ประหนึ่ง เขาคือ เพื่อนคนเดียวในโลกนี้ ที่เหลืออยู่ ถ้าไม่มีเขา เราก็จะไม่มีใครจริงๆ
- อะไรๆ ที่เคยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา มันไม่ใช่เพราะตัวของเรื่องเองหรอก แต่เป็นเพราะอารมณ์ร่วมที่เราใส่ลงไปต่างหาก
แล้วเราจะสามารถ อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ ที่ แท้จริง
ตามโค้ชต่อได้ที่ Facebook Fan Page: Weena Image Coach
"ทำไมเราโชคดีแบบนี้?" VS "ทำไมกูซวยแบบนี้?"
ถ้าคุณมีจิตใต้สำนึกแห่งการสร้างความมั่งคั่งจริง
คุณจะแปลกใจว่าคุณมักจะเจอเรื่องที่ไม่เคยรู้ เหตุการณ์ที่ไม่เคยคิด
โอกาสใหม่ๆหรือแม้แต่คนที่คุณไม่รู้จักเข้ามาช่วย
หรือมาทำให้คุณมีความมั่งคั่งมากกว่าเดิมเสมอๆ โดยที่คุณก็อาจจะรู้สึกแปลกๆ
เหมือนกัน และตั้งคำถามว่า
"ทำไมเราโชคดีแบบนี้?"
นั่นเป็นเพราะกฏแห่งแรงดึงดูด จากจิตใต้สำนึกของคุณในการสร้างความมั่งคั่งที่ทำสิ่งต่างๆ ออกไปต่อคนรอบข้าง สังคมรอบตัวมาอย่างต่อเนื่อง จนสิ่งที่คุณทำจะต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระจายไปเรื่อยจนไปกระทบกับสิ่งอื่นๆ หรือคนอื่นๆ จนรับรู้และมองเห็นถึงการกระทำจากจิตใต้สำนึกในการสร้างความมั่งคั่งของคุณ จึงกลับมาหาคุณในรูปแบบต่างๆ เหมือนคนแปลกหน้าที่อยากรู้จักคนที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกันนั่นเอง
ตรงกันข้ามถ้าคุณมีจิตใต้สำนึกของความขาดแคลน สิ่งที่คุณทำออกไปก็มักจะดึงดูด สิ่งต่างๆ เหตุการณ์หรือผู้คนที่มักจะกลับมาสร้างความเดือดร้อน ทำให้เรายากจนลงเสมอๆ จนมักถามกับตัวเองว่า
"ทำไมกูซวยแบบนี้?"
ลองมองย้อนกลับดูว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณมักจะมีความรู้สึกที่มีความสุข มั่งคั่ง ร่ำรวยมากขึ้นไหม หรือ รู้สึกว่าทำไมซวย ทำไมมีแต่เรื่องเดือดร้อน เงินไม่พอจ่าย รายได้ทรงๆ ทรุดๆ หาเรื่องดีๆ จริงๆ จังๆ ที่เกิดขึ้นได้น้อยเหลือเกิน
ชีวิตของคุณจะรวยหรือจะจน ทั้งหมดขึ้นกับจิตใต้สำนึกที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็กของคุณนั่นเอง อย่ามัวแต่ไปโทษคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆ มากนักเลยครับ คุณดึงสิ่งหรือคนเหล่านั้นเข้ามาเองซะเป็นส่วนใหญ่ด้วยตัวคุณเอง
"ทำไมเราโชคดีแบบนี้?"
นั่นเป็นเพราะกฏแห่งแรงดึงดูด จากจิตใต้สำนึกของคุณในการสร้างความมั่งคั่งที่ทำสิ่งต่างๆ ออกไปต่อคนรอบข้าง สังคมรอบตัวมาอย่างต่อเนื่อง จนสิ่งที่คุณทำจะต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระจายไปเรื่อยจนไปกระทบกับสิ่งอื่นๆ หรือคนอื่นๆ จนรับรู้และมองเห็นถึงการกระทำจากจิตใต้สำนึกในการสร้างความมั่งคั่งของคุณ จึงกลับมาหาคุณในรูปแบบต่างๆ เหมือนคนแปลกหน้าที่อยากรู้จักคนที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกันนั่นเอง
ตรงกันข้ามถ้าคุณมีจิตใต้สำนึกของความขาดแคลน สิ่งที่คุณทำออกไปก็มักจะดึงดูด สิ่งต่างๆ เหตุการณ์หรือผู้คนที่มักจะกลับมาสร้างความเดือดร้อน ทำให้เรายากจนลงเสมอๆ จนมักถามกับตัวเองว่า
"ทำไมกูซวยแบบนี้?"
ลองมองย้อนกลับดูว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณมักจะมีความรู้สึกที่มีความสุข มั่งคั่ง ร่ำรวยมากขึ้นไหม หรือ รู้สึกว่าทำไมซวย ทำไมมีแต่เรื่องเดือดร้อน เงินไม่พอจ่าย รายได้ทรงๆ ทรุดๆ หาเรื่องดีๆ จริงๆ จังๆ ที่เกิดขึ้นได้น้อยเหลือเกิน
ชีวิตของคุณจะรวยหรือจะจน ทั้งหมดขึ้นกับจิตใต้สำนึกที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็กของคุณนั่นเอง อย่ามัวแต่ไปโทษคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆ มากนักเลยครับ คุณดึงสิ่งหรือคนเหล่านั้นเข้ามาเองซะเป็นส่วนใหญ่ด้วยตัวคุณเอง
Tuesday, August 19, 2014
การลงทุนที่ผิดพลาดที่สุด
ผัว เมีย คู่หนึ่ง ทะเลาะกันว่าด้วยเรื่องการเก็งกำไรทอง
เมียบอกให้ผัว ขายทองที่ซื้อมา 20,000 บาท เมื่อกลางปี ออกไปซะ เพราะกลัวว่าราคาทองจะลดต่ำลงอีก หลังจากที่ขาดทุนมามากแล้ว
แต่ผัว ไม่ยอม เพราะเชื่อว่า ราคาทองจะขึ้นไปถึง เกือบ30,000 บาท เหมือนเมื่อปีที่แล้ว
ทำให้เมียโมโหมาก ตะโกนต่อว่า ว่า
“กอด ไอ้การลงทุน ที่ผิดพลาดที่สุด ในชีวิต ของแกไป ซะเถอะ ไอ้โง่!!!”
เมื่อเมียพูดจบ
“ผัวก็เดินมากอดเมีย…..”
เมียบอกให้ผัว ขายทองที่ซื้อมา 20,000 บาท เมื่อกลางปี ออกไปซะ เพราะกลัวว่าราคาทองจะลดต่ำลงอีก หลังจากที่ขาดทุนมามากแล้ว
แต่ผัว ไม่ยอม เพราะเชื่อว่า ราคาทองจะขึ้นไปถึง เกือบ30,000 บาท เหมือนเมื่อปีที่แล้ว
ทำให้เมียโมโหมาก ตะโกนต่อว่า ว่า
“กอด ไอ้การลงทุน ที่ผิดพลาดที่สุด ในชีวิต ของแกไป ซะเถอะ ไอ้โง่!!!”
เมื่อเมียพูดจบ
“ผัวก็เดินมากอดเมีย…..”
ปลดล็อคกรงขังความคิดพนักงาน
- ปลดล็อคกรงขังความคิดพนักงาน
- รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
- HR & Management
สัปดาห์นี้ขอนำเสนอประเด็นที่ว่าทำอย่างไรสังคมไทยที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลง
การคิดนอกกรอบ จะสามารถพัฒนาปลูกฝังบุคลากรของเราให้เป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา
เป็นคนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มองหาช่องทางในการปรับปรุงการทำงานของ ตนเองและองค์กรให้ดีขึ้นอยู่เสมอๆ โดยไม่ต้องมีหัวหน้างานมายืนชี้นิ้วสั่ง
คราวก่อนดิฉันได้นำเสนอกลยุทธ์การนำและการบริหารที่หัวหน้างานทุกระดับ สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อที่จะปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ ขยันหาข้อมูล สนใจอ่านหนังสือให้แก่ลูกน้องไปบ้างแล้ว ซึ่งเชื่อว่าหากหัวหน้าและลูกน้องประสบความสำเร็จในการปูพื้นฐานการเป็นคน ใฝ่เรียนรู้ และฝึกวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปประเด็นในการนำเสนออยู่บ่อยๆ จะเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับการก้าวต่อไปเป็นผู้มีความคิดริเริ่ม เป็นผู้สร้างนวัตกรรมและเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ
เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคนเราทุกคนไม่ได้เกิดมา พร้อม DNA ที่มีความสร้างสรรค์อยู่ในตัวเสมอไป แต่เราสามารถฝึกฝน สร้างวัฒนธรรมค่านิยมและบริหารสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในบ้าน ในโรงเรียนและสถานที่ทำงานให้เอื้ออำนวยกับการบ่มเพาะทัศนะคติ พฤติกรรมการเรียนรู้และการทำงานของบุคลากรให้เป็นในแนวทางสร้างสรรค์อย่าง ที่ปรารถนาได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ ทั้งนี้เราต้องตระหนักว่าสำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มี DNA สร้างสรรค์ในตัวมากนักก็ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการพัฒนาพวกเขา
ทั้งนี้ผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดในการ ประกบ กระตุ้น และ กำกับ ให้พนักงานคิด พูดและปฏิบัติงานในเชิงรุกอย่างสร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์ก็คือหัวหน้างาน โดยตรงนั่นเอง เคยเห็นใช่ไหมคะว่ามีพ่อแม่หลายคู่ที่เป็นผู้มีการศึกษาดี ทำงานในองค์กรชั้นนำ แต่ยุ่งกับการงานมากจนไม่มีเวลาดูแลลูก ปล่อยให้พี่เลี้ยงเป็นคนดูแลเลี้ยงดู ผลก็คือเด็กในวัย 1-5 ขวบที่ใช้เวลาอยู่กับพี่เลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ก็จะเรียนรู้และลอกเลียน บุคลิกภาพและพฤติกรรมของพี่เลี้ยง เด็กหลายคนพูดภาษาไทยด้วยสำเนียงท้องถิ่นของพี่เลี้ยง (ดิฉันเองไม่มีอคติในเรื่องของสำเนียงการพูด เจตนาคือเพื่อแสดงให้เห็นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมกับการเรียนรู้ของคนเราค่ะ) ชอบทานอาหารแบบที่พี่เลี้ยงชอบ ชอบดูรายการโทรทัศน์และฟังเพลงแนวที่พี่เลี้ยงชอบ ซึ่งกว่าพ่อแม่จะปรับแก้พฤติกรรมของลูกให้เป็นในแนวทางที่ปรารถนาก็ต้องใช้ เวลาพอสมควร
เช่นเดียวกันกับการสร้างพฤติกรรมหรือแก้ไข พฤติกรรมของพนักงานที่คิดว่า การทำงานตามคำสั่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ไม่ได้คิดว่าบางทีหัวหน้าอาจสั่งงานเราพลาดก็ได้ เราควรมีความคิดเป็นของตัวเอง แสวงหาข้อมูลมาปรึกษาวิเคราะห์กับหัวหน้า เพื่อช่วยกันค้นหาแนวทางที่ดีที่สุดร่วมกัน ในการที่จะปลดล็อคกรงขังความคิดของพนักงาน (และของตัวผู้นำเอง) ทั้งนี้เราสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมและวิธีการต่างๆ เหล่านี้ค่ะ
ฝึกการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานที่ต้องออกจาก สภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย (Get out of your comfort zone) คำพูดนี้ได้ยินคนฝรั่งและคนไทยพูดกันบ่อยๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่คนที่พูดหลายคนทำไม่ได้ จากประสบการณ์ของตนเองและจากการศึกษาบุคลิกภาพของผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ ประสบความสำเร็จหลายท่านพบว่า การที่เราต้องเดินทางไปทำงานหรือไปพำนักในสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคย การเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน การรับประทานอาหารประจำท้องถิ่นอื่นๆ ที่เราไม่คุ้นเคย การฝึกทำงานด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด ฯลฯ
ดิฉันลองกับตัวเองแล้วในหลายๆ รูปแบบ เช่น หัดนั่งรถเมล์ในถิ่นที่เราพูดภาษาของเขาไม่ได้ มีเพียงแต่แผนที่ในมือ บางครั้งก็ลองจินตนาการว่าหากเราต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่ค่อย พัฒนา ไม่มีเครื่องทุ่นแรงและเทคโนโลยีครบแบบในเมืองใหญ่จะทำอย่างไร อาหารก็เลือกไม่ได้ แล้วเมื่อต้องทานในสิ่งที่ถิ่นนั้นมีอยู่ ดิฉันแสวงหาประสบการณ์เช่นนี้ในชีวิตอยู่เป็นระยะๆ ทำให้ตนเอง อยู่ได้ ในหลายสภาพแวดล้อม บางทีต้องนอนในเต็นท์หรือในที่พักเล็กๆ หรือนั่งสัปหงกกับเพื่อนร่วมทางตามป้ายรถเมล์ ต้องฝึกตัวเองให้หัดสังเกตการณ์ดีๆ หูไวตาไวเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน แต่ละครั้ง แต่ละหนที่ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นล้วนให้บทเรียนที่มีคุณค่าที่สอนให้ดิฉัน ทิ้งกฎเกณฑ์และกรอบความคิดต่างๆ ไปได้มากพอสมควร และพร้อมที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจเพื่อปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่
องค์กรสามารถจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ฝึก ให้พนักงานต้องออกจากมุมสบาย และมุมปลอดภัย (Comfort zone และ safety zone) ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นทำการสลับหน้าที่งาน (Job rotation) กันทำเพื่อสร้างทักษะให้พนักงานสามารถสลับหน้าที่งานได้ เวลาเกิดเหตุวิกฤตฉุกเฉินที่พนักงานบางตำแหน่งมาทำงานไม่ได้ ชาวญี่ปุ่นเขาก็ใช้วิธีการนี้ในการฝึกงานพนักงานเช่นกันเพื่อสร้างความ ยืดหยุ่นคล่องตัว
ฝึกให้คิดหาวิธีการทำงานมากกว่าหนึ่งวิธี (Find other possible ways to work) คนที่เกลียดการเปลี่ยนแปลงมักจะชอบการทำงานที่เหมือนเดิม ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องคิดใหม่ แต่ในยุคของการแข่งขันดุเดือดและเทคโนโลยีสื่อสารก้าวหน้าแบบนี้ ขืนไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคงไม่มีใครอยู่รอด ผู้นำจึงต้องสร้างระบบการทำงานที่กระตุ้นและกำกับให้พนักงานต้องมีความคิด สร้างสรรค์มากขึ้น โดยเราเริ่มจากการฝึกคิดในประเด็นงานประจำวันก่อน ยังไม่ต้องคิดอะไรยากๆ มากนัก เช่น ให้พิจารณากระบวนการขั้นตอนในการทำงานประจำวันของพนักงานแต่ละคนว่าวิธีการ ที่ทำอยู่นั้นมีข้อดี ข้อด้อยอย่างไร พนักงานมีข้อเสนอแนะอะไรบ้างที่จะทำงานที่รับผิดชอบอยู่ด้วยวิธีอื่นที่เร็ว กว่าเดิมหรือประหยัดกว่าเดิม นี่คือการฝึกให้คิดในระดับบุคคล แต่บางคนอาจจะหัวสี่เหลี่ยมจริงจริ๊ง...ประมาณว่าคิดไม่ออกเลย แล้วแต่หัวหน้าจะสั่งก็แล้วกัน แบบนี้หัวหน้าก็ต้องรู้จักป้อนคำถามให้เขารู้จักคิด
ทั้งนี้งานระดับปฏิบัติการที่ใช้เครื่องจักรทำงานเป็นส่วนใหญ่อาจจะทำให้ พนักงานไม่ทราบว่าจะปรับปรุงวิธีการทำงาน (ของเครื่องจักร) อย่างไร หัวหน้างานก็ต้องหาประเด็นอื่นๆให้พนักงานคิดให้เหมาะสมตามสถานการณ์นะคะ เรื่องของการฝึกคนให้คิดเป็น คิดอย่างสร้างสรรค์ กล้าเปลี่ยนแปลงและมีวิสัยทัศน์อย่างเห็นผลจับต้องได้ต้องอาศัยองค์ประกอบ และขั้นตอนการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมหลายประการดังที่กล่าวไปแล้ว
แค่ส่งพนักงานไปฝึกอบรมเรื่องการมีความคิดสร้างสรรค์สัก 2-3 วัน แล้วนึกว่าพอเพียงที่จะสร้างให้พวกเขาเป็นนักสร้างสรรค์นั้น ขอบอกว่าท่านอาจกำลังคิดผิด ครั้งหน้าจะคุยกันต่อว่าเราจะเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานให้ตอบ โจทย์ลูกค้าและตลาดได้อย่างไรกันค่ะ
Saturday, August 16, 2014
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (เพื่อน)
"เมื่อเรามีเป้าหมายในการทำชีวิตให้ดีขึ้น มั่นคงขึ้น
เราต้องใช้เวลาในชีวิตของเราส่วนใหญ่กับเพื่อนๆ
หรือคนรู้จักที่มีจุดหมายเหมือนเรา"
อาจจะเจ็บปวดบ้างที่ต้องออกห่างเพื่อนหลายๆ คนที่อยากอยู่กับที่ไม่ได้ต้องการไปกับเรา แต่เมื่อเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสิ่งเปลี่ยนไป เราก็ต้องเลือกระหว่าง "อนาคตของเรา กับเพื่อนๆ หรือคนรู้จักที่ไม่มีการพัฒนา"
อ้างอิงจาก
https://www.facebook.com/ChachchaiInvestment
https://www.facebook.com/1510690999161931?ref=hl
http://www.access-school.net/HOME.html
อาจจะเจ็บปวดบ้างที่ต้องออกห่างเพื่อนหลายๆ คนที่อยากอยู่กับที่ไม่ได้ต้องการไปกับเรา แต่เมื่อเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสิ่งเปลี่ยนไป เราก็ต้องเลือกระหว่าง "อนาคตของเรา กับเพื่อนๆ หรือคนรู้จักที่ไม่มีการพัฒนา"
อ้างอิงจาก
https://www.facebook.com/ChachchaiInvestment
https://www.facebook.com/1510690999161931?ref=hl
http://www.access-school.net/HOME.html
Friday, October 25, 2013
คนรวยเขาคิดกันแบบนี้นี่เอง
คนรวยเขาคิดกันแบบนี้นี่เอง ^^
1. คนรวยเชื่อว่า "ฉันควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง" คนจนเชื่อว่า "ฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนี้"
2. คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อที่จะเอาชนะ คนจนเล่นเกมการเงินเพื่อไม่ให้แพ้
3. คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย คนจนแค่อยากรวย
4. คนรวยคิดการใหญ่ คนจนคิดการเล็ก
5. คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค
6. คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ คนจนชิงชังผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ
7. คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ
8. คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเองและคุณค่าของตนเอง คนจนมองการขายและโปรโมชั่นในแง่ลบ
9. คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
10. คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่
11. คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
12. คนรวยเลือก "ทั้งสองทาง" คนจนเลือก "ทางใดทางหนึ่ง"
13. คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน คนจนสนใจแต่รายได้จากการทำงาน
14. คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิดๆ
15. คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน
16. คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว คนจนปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งตนเอง
17. คนรวยเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา คนจนคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว
1. คนรวยเชื่อว่า "ฉันควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง" คนจนเชื่อว่า "ฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนี้"
2. คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อที่จะเอาชนะ คนจนเล่นเกมการเงินเพื่อไม่ให้แพ้
3. คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย คนจนแค่อยากรวย
4. คนรวยคิดการใหญ่ คนจนคิดการเล็ก
5. คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค
6. คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ คนจนชิงชังผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ
7. คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ
8. คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเองและคุณค่าของตนเอง คนจนมองการขายและโปรโมชั่นในแง่ลบ
9. คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
10. คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่
11. คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
12. คนรวยเลือก "ทั้งสองทาง" คนจนเลือก "ทางใดทางหนึ่ง"
13. คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน คนจนสนใจแต่รายได้จากการทำงาน
14. คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิดๆ
15. คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน
16. คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว คนจนปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งตนเอง
17. คนรวยเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา คนจนคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว
สเปนเตรียมยกเลิก 'วัฒนธรรมนอนกลางวัน'
รัฐบาลสเปนเตรียมพิจารณายกเลิก "วัฒนธรรมนอนกลางวัน"
เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศหลังเผชิญวิกฤติ
หนี้ยุโรป
หลังจากเมื่อเดือนก่อนคณะกรรมาธิการรัฐสภาสเปนได้เสนอให้รัฐบาลปรับเขตเวลา ของประเทศ ให้เกิดความเหมาะสมในเวลาการทำงานเมื่อเทียบเวลากับดวงอาทิตย์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ล่าสุด รัฐบาลยังเตรียมพิจารณายกเลิกวัฒนธรรมการนอนกลางวัน หรือ Siesta ที่มีมาช้านานอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตของแรงงาน และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศหลังเผชิญวิกฤติหนี้ยุโรป
โดยปกติ ช่วงเวลาการทำงานและเปิดร้านค้าของคนสเปน คือ ตั้งแต่ 10.00 - 14.00 น. และ 16.00 - 20.00 น. โดยจะมีช่วง 2 - 3 ชั่วโมงระหว่างวันไว้สำหรับนอนกลางวัน โดยที่บริษัทและร้านค้าจะให้พนักงานหยุดพัก เพื่อกลับไปทำกับข้าวทานที่บ้าน จากนั้นก็ให้นอนหลับพักผ่อน แล้วจึงกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งในช่วงบ่าย ส่งผลโดยตรงแก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะนักนักท่องเที่ยวจะไม่สามารถเที่ยวชมที่ใดได้เลย เนื่องจากร้านค้าต่าง ๆ ปิดทำการ ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับประเทศที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจ เปราะบางที่สุดในยุโรปอย่างสเปน
โฆษกกระทรวงเศรษฐกิจสเปนได้กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการปรับชั่วโมงในการทำงานให้สิ้นสุดตอน 17.00 น. เป็นสากล นอกจากนี้ เวลาทานอาหารกลางวันยังไม่ควรเกิน 40 นาที เพื่อให้ประชาชนทำงานได้อย่างต่อเนื่องเต็มที่ ซึ่งคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ภาคการผลิตเติบโต รวมถึงภาคสังคมได้รับการพัฒนาไปควบคู่กันด้วย เนื่องจากพ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูก ๆ มากขึ้นนั่นเอง
หลังจากเมื่อเดือนก่อนคณะกรรมาธิการรัฐสภาสเปนได้เสนอให้รัฐบาลปรับเขตเวลา ของประเทศ ให้เกิดความเหมาะสมในเวลาการทำงานเมื่อเทียบเวลากับดวงอาทิตย์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ล่าสุด รัฐบาลยังเตรียมพิจารณายกเลิกวัฒนธรรมการนอนกลางวัน หรือ Siesta ที่มีมาช้านานอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตของแรงงาน และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศหลังเผชิญวิกฤติหนี้ยุโรป
โดยปกติ ช่วงเวลาการทำงานและเปิดร้านค้าของคนสเปน คือ ตั้งแต่ 10.00 - 14.00 น. และ 16.00 - 20.00 น. โดยจะมีช่วง 2 - 3 ชั่วโมงระหว่างวันไว้สำหรับนอนกลางวัน โดยที่บริษัทและร้านค้าจะให้พนักงานหยุดพัก เพื่อกลับไปทำกับข้าวทานที่บ้าน จากนั้นก็ให้นอนหลับพักผ่อน แล้วจึงกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งในช่วงบ่าย ส่งผลโดยตรงแก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะนักนักท่องเที่ยวจะไม่สามารถเที่ยวชมที่ใดได้เลย เนื่องจากร้านค้าต่าง ๆ ปิดทำการ ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับประเทศที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจ เปราะบางที่สุดในยุโรปอย่างสเปน
โฆษกกระทรวงเศรษฐกิจสเปนได้กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการปรับชั่วโมงในการทำงานให้สิ้นสุดตอน 17.00 น. เป็นสากล นอกจากนี้ เวลาทานอาหารกลางวันยังไม่ควรเกิน 40 นาที เพื่อให้ประชาชนทำงานได้อย่างต่อเนื่องเต็มที่ ซึ่งคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ภาคการผลิตเติบโต รวมถึงภาคสังคมได้รับการพัฒนาไปควบคู่กันด้วย เนื่องจากพ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูก ๆ มากขึ้นนั่นเอง
10 สุดยอดอาหารที่ควรทานทุกวัน
ไม่ว่าใคร ๆ ก็ล้วนแล้วอยากจะมีสุขภาพที่ดีไม่ต่างกัน ดังนั้น
การดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่หลาย ๆ คนเลือกใช้ และที่สำคัญ
มันให้ผลลัพธ์ที่ดีซะด้วยสิ
โดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหารที่ทำให้สุขภาพดีจากภายใน
ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ทุกวันเลยล่ะ
อ๊ะ ๆ แต่รู้มั้ยคะว่า นอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว หากคุณได้รับประทาน "สุดยอดอาหาร" ในทุก ๆ วันแล้ว ยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพดีมากขึ้นไปอีก เอ? ว่าแต่สุดยอดอาหารที่ว่านี้ คืออะไร อิอิ.. ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
1. เบอร์รี่
แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย
2. ไข่ไก่
ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย
3. ถั่ว
ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย
4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์
เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย
5. ส้ม
เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว
6. มันเทศ
อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ
7. บร็อคโคลี่
เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย
8. ชา
แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
9. คะน้า
มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก
10. โยเกิร์ต
อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ
อ๊ะ ๆ แต่รู้มั้ยคะว่า นอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว หากคุณได้รับประทาน "สุดยอดอาหาร" ในทุก ๆ วันแล้ว ยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพดีมากขึ้นไปอีก เอ? ว่าแต่สุดยอดอาหารที่ว่านี้ คืออะไร อิอิ.. ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
1. เบอร์รี่
แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย
2. ไข่ไก่
ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย
3. ถั่ว
ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย
4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์
เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย
5. ส้ม
เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว
6. มันเทศ
อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ
7. บร็อคโคลี่
เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย
8. ชา
แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
9. คะน้า
มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก
10. โยเกิร์ต
อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ
Monday, February 25, 2013
นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา
มีชายผู้หนึ่ง โง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน
ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้วยโชควาสนาที่พอมีอยู่
ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน
ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว
จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน
แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ
จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป
เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน
อาจารย์เซนแนะนำว่า "ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?"
ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า "ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?"
พระรูปนั้นตอบว่า "ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก"
ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า "ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย"
เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า "อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น"
เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า "ที่แท้ "ปัญญา" ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?" เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า "ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา"
เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า "ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?"
เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า "หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่"
เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ
ปัญญาเซน : ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา
ที่มา : หนังสือ 《菩提树下听禅的故事》, 惟真 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 中国华侨出版社, 2004.08, ISBN 7-80120-851-X
อาจารย์เซนแนะนำว่า "ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?"
ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า "ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?"
พระรูปนั้นตอบว่า "ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก"
ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า "ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย"
เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า "อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น"
เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า "ที่แท้ "ปัญญา" ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?" เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า "ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา"
เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า "ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?"
เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า "หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่"
เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ
ปัญญาเซน : ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา
ที่มา : หนังสือ 《菩提树下听禅的故事》, 惟真 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 中国华侨出版社, 2004.08, ISBN 7-80120-851-X
Sunday, January 20, 2013
นิทานเซน : ชาวนาซื้อที่ดิน
คนผู้หนึ่ง เอ่ยถามอาจารย์เซนว่า "สิ่งใดน่ากลัวที่สุดในโลก?"
อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก"
คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ อาจารย์เซนจึงเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้เขาฟัง ใจความดังนี้
ยังมีชาวนาผู้หนึ่ง ต้องการหาซื้อที่ดินสักหนึ่งผืน เขาได้ยินมาว่ามีคนต้องการขาย จึงได้เดินทางไปพบเพื่อติดต่อขอซื้อ เมื่อไปถึง ชาวนาจึงได้เอ่ยถามคนผู้นั้นว่า "ที่ดินของท่านขายอย่างไร?"
ผู้ที่ต้องการขายที่ดินตอบว่า "ขอเพียงท่านมอบเงิน ให้ข้า 1000 ตำลึงเท่านั้น จากนั้นให้เวลาท่านหนึ่งวันเต็มๆ นับจากพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ให้ท่านออกเดินเท้าไปรอบๆ ที่ดิน หากท่านสามารถเดินวนไปได้ไกลเท่าไหร่ ที่ดินเหล่านั้นล้วนนับเป็นของท่าน แต่หากว่าท่านเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน ท่านจะไม่ได้ที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว"
ชาวนาได้ฟังดังนั้นในใจก็คิดว่า "เช่นนี้ก็ไม่เลว ข้ายอมลำบากหนึ่งวัน เดินให้เร็วที่สุด ไกลที่สุด เพื่อที่จะได้ที่ดินกว้างใหญ่ การซื้อขายนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก" ดังนั้นเขาจึงตกลงทำสัญญากับผู้ขายที่ดินรายนั้น
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ชายชาวนาก็เร่งฝีเท้าจ้ำเดินออกไปทันที เมื่อถึงยามเที่ยงวัน เขาหันหลังกลับมามองก็พบว่าเขามาไกลจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นแล้ว จึงค่อยเลี้ยงโค้งเพื่อเดินวนไปอีกด้านหนึ่ง พร้อมทั้งก้าวเดินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพัก แม่ว่าจะหิวโหยและเหนื่อยอย่างยิ่งก็ตาม เขาก้าวเดินต่อไป ต่อไป จนกระทั่งพบว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ในใจเขาจึงร้อนรนขึ้นมาเพราะเกรงว่าหากกลับไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะหมดสิทธิ์ ครอบครองที่ดินทั้งหมด เขาจึงรีบหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังจุดเริ่มต้น แต่พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาลับฟ้าเต็มที เขาที่ทั้งเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น และหิวโหยพยายามเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเหลือเพียงสองก้าวจะถึงจุดเริ่มต้น ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามีได้ถูกใช้หมดสิ้นไปแล้ว สุดท้ายได้แต่ล้มลง ณ ที่นั้น ขณะล้มลงมือทั้งสองพลันทาบทับไปที่จุดเริ่มต้นพอดีกับที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้า พร้อมกับชายชาวนาที่ล้มหายใจขาดห้วง สิ้นใจไปในลักษณะนั้น
"ที่ดินผืนกว้างใหญ่มหาศาลตกเป็นของชาวนาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จะมีความหมายอันใด ในเมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว"
เมื่อจบเรื่องราวที่อาจารย์เซนเล่า เหล่าศิษย์ก็กระจ่างในใจ เข้าใจว่าเหตุใด "ความอยาก" จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก
ปัญญาเซน : กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์
อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก"
คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ อาจารย์เซนจึงเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้เขาฟัง ใจความดังนี้
ยังมีชาวนาผู้หนึ่ง ต้องการหาซื้อที่ดินสักหนึ่งผืน เขาได้ยินมาว่ามีคนต้องการขาย จึงได้เดินทางไปพบเพื่อติดต่อขอซื้อ เมื่อไปถึง ชาวนาจึงได้เอ่ยถามคนผู้นั้นว่า "ที่ดินของท่านขายอย่างไร?"
ผู้ที่ต้องการขายที่ดินตอบว่า "ขอเพียงท่านมอบเงิน ให้ข้า 1000 ตำลึงเท่านั้น จากนั้นให้เวลาท่านหนึ่งวันเต็มๆ นับจากพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ให้ท่านออกเดินเท้าไปรอบๆ ที่ดิน หากท่านสามารถเดินวนไปได้ไกลเท่าไหร่ ที่ดินเหล่านั้นล้วนนับเป็นของท่าน แต่หากว่าท่านเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน ท่านจะไม่ได้ที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว"
ชาวนาได้ฟังดังนั้นในใจก็คิดว่า "เช่นนี้ก็ไม่เลว ข้ายอมลำบากหนึ่งวัน เดินให้เร็วที่สุด ไกลที่สุด เพื่อที่จะได้ที่ดินกว้างใหญ่ การซื้อขายนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก" ดังนั้นเขาจึงตกลงทำสัญญากับผู้ขายที่ดินรายนั้น
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ชายชาวนาก็เร่งฝีเท้าจ้ำเดินออกไปทันที เมื่อถึงยามเที่ยงวัน เขาหันหลังกลับมามองก็พบว่าเขามาไกลจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นแล้ว จึงค่อยเลี้ยงโค้งเพื่อเดินวนไปอีกด้านหนึ่ง พร้อมทั้งก้าวเดินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพัก แม่ว่าจะหิวโหยและเหนื่อยอย่างยิ่งก็ตาม เขาก้าวเดินต่อไป ต่อไป จนกระทั่งพบว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ในใจเขาจึงร้อนรนขึ้นมาเพราะเกรงว่าหากกลับไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะหมดสิทธิ์ ครอบครองที่ดินทั้งหมด เขาจึงรีบหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังจุดเริ่มต้น แต่พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาลับฟ้าเต็มที เขาที่ทั้งเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น และหิวโหยพยายามเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเหลือเพียงสองก้าวจะถึงจุดเริ่มต้น ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามีได้ถูกใช้หมดสิ้นไปแล้ว สุดท้ายได้แต่ล้มลง ณ ที่นั้น ขณะล้มลงมือทั้งสองพลันทาบทับไปที่จุดเริ่มต้นพอดีกับที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้า พร้อมกับชายชาวนาที่ล้มหายใจขาดห้วง สิ้นใจไปในลักษณะนั้น
"ที่ดินผืนกว้างใหญ่มหาศาลตกเป็นของชาวนาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จะมีความหมายอันใด ในเมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว"
เมื่อจบเรื่องราวที่อาจารย์เซนเล่า เหล่าศิษย์ก็กระจ่างในใจ เข้าใจว่าเหตุใด "ความอยาก" จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก
ปัญญาเซน : กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์
Saturday, January 5, 2013
คำแนะนำสำหรับปีใหม่จาก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’
เราเริ่มต้นปีใหม่นี้ด้วยความกระตือรือร้นที่หดหู่ และ การมองโลกแง่ดีที่ถูกทำลาย
ความสุขของเราถูกเจือจางลง และ ความสงบสุขของเราถูกคุกคามด้วยเชื้อป่วยไข้ของเศรษฐกิจ ที่ระบาดมายังครอบครัว องค์กร และ ประเทศชาติของเรา
เราทุกคนต่างค้นหายารักษาอย่างสิ้นหวัง เพื่อรักษาความเจ็บป่วยของเศรษฐกิจ และให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
พวกเราต่างฝากความหวังไว้กับผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ว่าพวกเขาจะจัดหายารักษาให้แก่พวกเราได้
ทั้งที่จริง พวกเราคงลืมไปว่า… ก็ไม่ใช่พวกผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจเหล่านี้หรอกหรือ ที่เป็นคนสร้างความวุ่นวายทางเศรษฐกิจนี้ขึ้นมาเอง
ทุกๆปีใหม่ ผมนำ “คติพจน์เก่าๆ” มาเป็น “ไฟนำทาง” อนาคตของผม
สูตรบำบัดรักษาตัวเองต่อไปนี้ ให้ความมั่นใจกับผมว่า…
ในแต่ละปีที่ผ่านไป ผมเติบโต-อย่างมีปัญญามากขึ้น ไม่ใช่แก่-อายุมากขึ้น
ปีนี้ผมจึงขอเชิญชวนทุกคน ให้นำความคิดคุณเจาะเข้าถึงข้อคิดที่ให้สติทางการเงินนี้ร่วมกัน และกลายเป็น ผู้ที่ชาญฉลาดทางเศรษฐกิจ
ความขยัน : ทุกความขยัน…นำรายได้มาให้, แค่พูด…มีแต่นำความยากจนมาให้
ขี้เกียจ : กุ้งลอบสเตอร์ที่หลับ จะถูกกระแสน้ำพัดพาหายไป
เงินที่หาได้ : อย่าพึ่งพา “แหล่งรายได้เพียงทางเดียว” เป็นอันขาด (อย่างน้อย ทำให้ “การลงทุนใดๆ” เกิดเป็นรายได้แหล่งที่ 2 ของคุณ)
การใช้จ่าย : ถ้าคุณ “ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น”, คุณจะต้อง “ขายสิ่งที่จำเป็น”…ในไม่ช้า
การออม : อย่าเพียงออมเท่าที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ให้ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว
การยืม : คนเป็น“ลูกหนี้” กลายเป็น…“ทาสของเจ้าหนี้”
ทำบัญชี : จะมีประโยชน์อะไรในการกางร่ม, ถ้ารองเท้าของคุณฉีกขาดอยู่
ตรวจสอบ : ระมัดระวังแม้รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ, รอยรั่วเล็กๆ สามารถจมเรือใหญ่ๆได้
การเสี่ยง : อย่าตรวจความลึกของแม่น้ำด้วยเท้า 2 ข้างเป็นอันขาด (มีแผนอื่นรองรับไว้ให้พร้อม)
การลงทุน : อย่าใส่ไข่ทั้งหมดของคุณ…รวมไว้ในตระกร้าเพียงใบเดียว
ผมมั่นใจว่า… ใครก็ตามที่ฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้อยู่แล้ว เป็นผู้ที่ดำรงการมีฐานะการเงินที่แข็งแรงไว้ได้
ผมมั่นใจเท่าๆกันด้วยว่า… ใครก็ตามที่เริ่มต้นฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ จะกลับมาเป็นผู้มีฐานะการเงินที่เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว
ขอเราทุกคนต่างกลายเป็น ผู้ที่มีปัญญามากขึ้น และ นำไปสู่ความสุข มีชีวิตที่แข็งแรง, มั่งคั่งและ สงบสุข
*************************
คำแนะนำสำหรับปีใหม่จาก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’
25 ก.พ. 2552
แปลและเรียบเรียง โดย โอกาส ชาญเชาวน์กุล
ความสุขของเราถูกเจือจางลง และ ความสงบสุขของเราถูกคุกคามด้วยเชื้อป่วยไข้ของเศรษฐกิจ ที่ระบาดมายังครอบครัว องค์กร และ ประเทศชาติของเรา
เราทุกคนต่างค้นหายารักษาอย่างสิ้นหวัง เพื่อรักษาความเจ็บป่วยของเศรษฐกิจ และให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
พวกเราต่างฝากความหวังไว้กับผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ว่าพวกเขาจะจัดหายารักษาให้แก่พวกเราได้
ทั้งที่จริง พวกเราคงลืมไปว่า… ก็ไม่ใช่พวกผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจเหล่านี้หรอกหรือ ที่เป็นคนสร้างความวุ่นวายทางเศรษฐกิจนี้ขึ้นมาเอง
ทุกๆปีใหม่ ผมนำ “คติพจน์เก่าๆ” มาเป็น “ไฟนำทาง” อนาคตของผม
สูตรบำบัดรักษาตัวเองต่อไปนี้ ให้ความมั่นใจกับผมว่า…
ในแต่ละปีที่ผ่านไป ผมเติบโต-อย่างมีปัญญามากขึ้น ไม่ใช่แก่-อายุมากขึ้น
ปีนี้ผมจึงขอเชิญชวนทุกคน ให้นำความคิดคุณเจาะเข้าถึงข้อคิดที่ให้สติทางการเงินนี้ร่วมกัน และกลายเป็น ผู้ที่ชาญฉลาดทางเศรษฐกิจ
ความขยัน : ทุกความขยัน…นำรายได้มาให้, แค่พูด…มีแต่นำความยากจนมาให้
ขี้เกียจ : กุ้งลอบสเตอร์ที่หลับ จะถูกกระแสน้ำพัดพาหายไป
เงินที่หาได้ : อย่าพึ่งพา “แหล่งรายได้เพียงทางเดียว” เป็นอันขาด (อย่างน้อย ทำให้ “การลงทุนใดๆ” เกิดเป็นรายได้แหล่งที่ 2 ของคุณ)
การใช้จ่าย : ถ้าคุณ “ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น”, คุณจะต้อง “ขายสิ่งที่จำเป็น”…ในไม่ช้า
การออม : อย่าเพียงออมเท่าที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ให้ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว
การยืม : คนเป็น“ลูกหนี้” กลายเป็น…“ทาสของเจ้าหนี้”
ทำบัญชี : จะมีประโยชน์อะไรในการกางร่ม, ถ้ารองเท้าของคุณฉีกขาดอยู่
ตรวจสอบ : ระมัดระวังแม้รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ, รอยรั่วเล็กๆ สามารถจมเรือใหญ่ๆได้
การเสี่ยง : อย่าตรวจความลึกของแม่น้ำด้วยเท้า 2 ข้างเป็นอันขาด (มีแผนอื่นรองรับไว้ให้พร้อม)
การลงทุน : อย่าใส่ไข่ทั้งหมดของคุณ…รวมไว้ในตระกร้าเพียงใบเดียว
ผมมั่นใจว่า… ใครก็ตามที่ฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้อยู่แล้ว เป็นผู้ที่ดำรงการมีฐานะการเงินที่แข็งแรงไว้ได้
ผมมั่นใจเท่าๆกันด้วยว่า… ใครก็ตามที่เริ่มต้นฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ จะกลับมาเป็นผู้มีฐานะการเงินที่เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว
ขอเราทุกคนต่างกลายเป็น ผู้ที่มีปัญญามากขึ้น และ นำไปสู่ความสุข มีชีวิตที่แข็งแรง, มั่งคั่งและ สงบสุข
*************************
คำแนะนำสำหรับปีใหม่จาก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’
25 ก.พ. 2552
แปลและเรียบเรียง โดย โอกาส ชาญเชาวน์กุล
ป้ายกำกับ:
Warren Buffett,
การเงิน,
การลงทุน,
วอร์เรน บัฟเฟตต์
Sunday, November 18, 2012
สุขใจรายวัน กับ 9 สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ชีวิตของคุณแฮปปี้ขึ้น
ใครที่ใช้ชีวิตเก่ง ๆ จะรู้ว่า
"ความสุข" ถือเป็นเกณฑ์การวัดความสำเร็จในชีวิตของคนคนหนึ่งได้ดีที่สุดแล้ว
และหากสามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย
ก็นับเป็นความสำเร็จในการมีความสุขแบบคูณสอง รับรองคุณจะยิ่งแฮปปี้เลยล่ะ
... แต่ว่าเรื่องนี้มันจะเป็นไปไม่ได้เลยนะ
หากว่าคุณไม่เริ่มต้นด้วยการทำให้ตัวเองมีความสุขเสียก่อน
แหม
พอฟังแล้วชักจะคิดหนัก ไอ้ชีวิตทุกวันนี้ก็นับว่าโอเคในระดับหนึ่งล่ะนะ
แต่ถ้าถามว่าอยู่ในระดับที่เรียกว่า "แฮปปี้กับทุกวันของชีวิต" ไหม
ก็ยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แล้วพอเป็นเสียอย่างนี้
เรื่องจะไปทำให้คนรอบข้างมีความสุขตามไปด้วยนี่แทบจะลืมไปได้เลย
จะทำยังไงให้เติมความสุขลงไปในชีวิตแต่ละวันได้บ้างหนอ แล้วขอแบบง่าย ๆ
ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องขวนขวายมากน่ะ จะมีหรือเปล่า
เพราะขอบอกว่าไม่ว่างพอที่จะลาพักร้อนไปเที่ยวเติมความสุขใหตัวเองหรอกนะ ..
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนี้ล่ะก็ คงต้องลองสิ่งเล็ก ๆ ทำง่าย ๆ
แต่เพิ่มระดับดีกรีความสุขในแต่ละวันได้ ลองดูคำแนะนำทั้ง 9 ข้อนี้ จาก
inc.com ดูสิ น่าจะช่วยคุณได้นะ
1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยใจที่มุ่งมั่น "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์!"
แทนที่จะตื่นมา แคะขี้ตา แล้วอาบน้ำแปรงฟันเหมือนวันก่อน ๆ ลองเพิ่มหนึ่งกิจกรรมง่าย ๆ เข้าไปตอนตื่นนอน ให้บอกตัวเองดัง ๆ ว่า "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์ป้าบ" .. อ้อ แล้วไม่ใช่แค่บอกนะ ขอให้คุณ (พยายาม) เชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นด้วย ความเชื่อแบบนี้แหละ ที่จะทำให้คุณสามารถมองเรื่องที่แสนจะธรรมดาสามัญ แบบที่เคยมองว่ามันเป็นอย่างนั้นในวันก่อน ๆ ให้กลายเป็นเรื่องพิเศษขึ้นมาได้ เป็นต้นว่า ซื้อข้าวมันไก่กินแล้ววันนี้ดันได้ไก่เพิ่มมาหนึ่งชิ้น เท่านี้ก็พิเศษแล้ว (ดูเพ้อเจ้อไปหน่อย แต่มันทำให้คุณมีความสุขได้ง่ายขึ้นจริง ๆ นะเออ)
2. วางแผนสิ่งที่จะทำและลำดับความสำคัญ
ที่มาชั้นเยี่ยมของความเครียดในแต่ละวัน (ซึ่งเป็นตัวการขัดขวางความสุขของเรา) คือ การที่แต่ละวันมีงานสุมหัว มีเรื่องให้ต้องจัดการสารพัดมากมายร้อยแปด เยอะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี .. เอาล่ะ ใจเย็น ๆ นะ ค่อย ๆ พิจารณาความสำคัญของงานแต่ละชิ้นดูว่า อะไรควรทำก่อน-หลัง และที่สำคัญคือ สิ่งไหนจะทำให้คุณเขยิบเข้าใกล้เป้าหมายหรือความฝันของตัวเองได้มากขึ้นอีก นิด สิ่งนั้นแหละที่คุณควรจะให้ความสำคัญกับมันมากที่สุด จัดการเสียให้เรียบร้อย พอหมดวันรับรองว่าคุณจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับผลงานของตัวเอง
3. มอบของขวัญแก่ผู้คนที่พบในแต่ละวัน
เราไม่ได้พูดถึงของขวัญที่เป็นทางการแบบใส่ กล่องผูกโบนะคะ แต่เป็นของขวัญที่เรียบง่ายเปี่ยมด้วยความหมายดี ๆ จากตัวคุณเองต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แชร์เรื่องขำขัน พูดให้กำลังใจ หรือแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ฯลฯ .. รับรอง สุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับนะจ๊ะ
4. งดคุยเรื่องการเมือง - ศาสนา
มีบทสนทนาอยู่ 2 เรื่อง ที่ไม่ว่าจะถกเถียงอย่างไรก็ไม่เคยได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องที่สุด นั่นก็คือเรื่อง "การเมือง" กับ "ศาสนา" เถียงกันมาตั้งไม่รู้กี่สิบปี (บางกรณีอาจถึงขั้นร้อย หรือนานกว่านั้นเยอะเลยล่ะ) ก็ไม่เห็นจะได้คำตอบดี ๆ ที่ทำให้คนสองฝ่ายเข้าใจตรงกันได้สักครั้ง แถมมีแนวโน้มว่ายิ่งเถียงกันนานก็ยิ่งทวีความรุนแรงด้วย หากรู้ตัวว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำตกลงไปอยู่ในวังวนของบทสนทนาแบบนี้เมื่อไหร่ ขอบอกว่ารีบถอนตัวออกมาซะยิ่งเร็วยิ่งดี เดี๋ยวจะพาลหงุดหงิด เสียสุขภาพจิตเอาได้ง่าย ๆ
5. คิดไว้ก่อนว่าใคร ๆ ก็มีเจตนาดี
ตราบเท่าที่เราไม่สามารถอ่านความคิดของคนอื่นได้ ก็ไม่มีทางรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงได้หรอกว่า เหตุผลหรือเจตนาเบื้องหลังการกระทำของคนคนหนึ่งนั้นคืออะไร แล้วการไปตีความดักหน้า ว่าที่ใครคนหนึ่งทำอะไรแปลก ๆ ให้คุณรู้สึกตะหงิดใจ จะต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ ๆ นั่นจะกลายเป็นการผลักตัวคุณเองลงไปจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ ความไม่สบายใจนานาประการ พลิกความคิดนิดหน่อย เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่า "เขาน่าจะมีเจตนาดีแหละนะ" จะทำให้ใจคุณเบาหวิวขึ้นเยอะ และท้ายที่สุด ต่อให้เจตนาของเขาไม่ได้ดีอย่างที่คุณคาดหวังเอาไว้ ก็ยังทำให้คุณพร้อมที่จะปล่อยผ่านไป ไม่เก็บความไม่สบายใจไว้กับตัวด้วย
6. ละเลียดของอร่อย
ต่อมรับรสทำงานประสานกับความรู้สึกมีความสุข โดยตรงเลยนะขอบอก เครื่องดื่มเย็น ๆ สักแก้ว ขนมเค้กเล็ก ๆ สักชิ้น ช็อกโกแลตคุณภาพดีสักแท่ง ก็ทำให้วันของคุณสว่างสดใสได้แล้วล่ะ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมร้านเค้ก หรือว่าร้านกาแฟ จึงเปรียบเสมือนแฮปปี้ สเตชั่น ประจำวันของหลาย ๆ คน :)
7. เลิกกังวลถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
อีกหนึ่งศัตรูตัวร้ายที่คอยขัดขวางไม่ให้คุณมี ความสุข ก็คือ "ความกังวล" อันเป็นสิ่งที่เกิดจากการเอาใจไปผูกติดกับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสิ่งที่ล่วงผ่านไปแล้ว ไม่ว่าผลของมันจะแย่ หรือไม่น่าพอใจแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ กังวลไปก็เท่านั้น จะพาลให้วันทั้งวันของคุณไม่มีความสุขไปเปล่า ๆ ตั้งสติกลับมาใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันดีกว่านะ ทำให้ดีที่สุด ผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะได้ไม่ต้องมีอะไรให้เป็นกังวลอีก
8. เลิกเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน
ดูท่านี่จะเป็นนิสัยประจำตัวของหลาย ๆ ที่เมื่อถึงบ้านปุ๊บ ก็ต้องเปิดทีวีปั๊บ แล้วตัวเองก็ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยตามปกติ แล้วการเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อนนี่มันทำให้คุณไม่ฟีลกู้ดยังไงน่ะหรือ .. ตัวอันตรายอยู่ที่ช่วงโฆษณาทั้งหลายนั่นไงล่ะ มาอวดสรรพคุณว่าอันนั้นดี อันนี้เจ๋ง ที่นู่นกำลังลดราคาหากพลาดไม่ได้มาจะเสียใจ หรืออะไรทำนองนี้ สิ่งเหล่านี้มันเร้ากิเลสในใจให้ลุกโชน การความรู้สึกอยากมีอยากได้อยากเป็นเจ้าของ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้จิตใจสงบมีความสุขเลย
9. บันทึกสิ่งดีของวันนั้นก่อนเข้านอน
ก่อนจะล้มตัวลงนอน คว้าไดอะรี่พร้อมปากกาขึ้นมาหนึ่งแท่ง เขียนสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีในตลอดวันนี้ลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างเจ้านายอนุมัติเลื่อนตำแหน่ง หรือเรื่องเล็กกระจิริด อย่างกดลิฟต์ให้คนที่กำลังหอบของเต็มสองมือ ไม่ว่ามันจะใหญ่หรือเล็กขนาดไหน แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่ดีที่สุดของวันนั้น อ่านแล้วก็อดยิ้มกริ่มตามไปไม่ได้ว่าวันนี้ก็มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะ แล้วยิ่งได้บันทึกเอาไว้หลายวัน เมื่อมาอ่านย้อนหลังแล้วคุณจะยิ่งรู้สึกว่า ชีวิตเรานี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน มีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นทุกวันเลย ..แล้วอย่างนี้จะไม่ให้มีความสุขกับทุก ๆ วันของชีวิต ทั้งวันนี้และวันต่อ ๆ ได้อย่างไรกันล่ะนี่ ^___^
นิทานเซน : ความกังวลของหญิงชรา
ในระหว่างที่อาจารย์เซนออกจาริกธรรม
ได้รับนิมนต์ไปพำนักยังบ้านของหญิงชราผู้หนึ่ง
ทว่าเมื่อไปถึงพบว่าหญิงชราหน้าตาอมทุกข์ ทั้งยังร้องไห้ไม่หยุด
อาจารย์เซนจึงกล่าวกับนางว่า "ท่านมีความทุกข์ใจอันใดจึงร้องไห้ติดต่อกันไม่หยุดเช่นนี้?"
หญิงชราตอบว่า "ข้ามีบุตรสาวอยู่สองคน คนโตแต่งออกไปให้กับพ่อค้าขายรองเท้าผ้า ส่วนคนเล็กแต่งให้กับพ่อค้าขายร่ม วันใดท้องฟ้าปลอดโปร่ง แดดจ้า ข้าก็เฝ้าแต่กังวลว่าร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กต้องขายไม่ได้เป็นแน่ จึงอดไม่ได้ที่จะทุกข์เศร้าแทนนาง แต่หากวันใดฟ้าครื้ม ฝนพรำ ข้าก็กังวลว่ากิจการร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตย่อมไม่ดีเป็นแน่ เพราะผู้คนไม่อยากใส่รองเท้าที่เปียกน้ำแฉะชื้น เมื่อทุกวันผ่านไปในลักษณะนี้ ข้าจึงได้แต่กังวลจนหลั่งน้ำตาออกมา"
เมื่ออาจารย์เซนได้ฟังจึงกล่าวว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านคิดแบบนี้ย่อมไม่ถูกต้องแล้ว"
หญิงชราสงสัยจึงถามว่า "มารดาวิตกกังวลแทนบุตร มีอันใดไม่ถูกต้อง? ข้ารู้ว่ากังวลไปก็แก้ไขอะไรมิได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดเป็นห่วงพวกนาง"
ยามนี้ อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า "มารดาวิตกกังวล เพราะบุตรมิใช่เรื่องผิด แต่มารดาเบิกบานใจเพราะบุตรย่อมดีกว่า ท่านลองคิดดู เมื่อวันแดดจ้าฟ้าใส ร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตของท่านย่อมขายดิบขายดีเป็นพิเศษ และเมื่อถึงวันฝนตก กิจการร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กก็ย่อมไปได้สวยเช่นกัน หากคิดเช่นนี้ท่านก็สามารถเบิกบานใจไปกับบุตรสาวทั้งสองได้ในทุกๆ วัน ไม่ต้องทุกข์เศร้าแล้ว"
เมื่อหญิงชราได้ฟังคำแนะนำของอาจารย์เซน ก็กระจ่างแจ้ง จากนั้นเมื่อคิดได้จึงรู้สึกสบายใจ ทุกครั้งที่นึกถึงบุตรสาวทั้งสอง นางล้วนมีรอบยิ้มแห่งความสุขประดับบนใบหน้าเสมอ
ปัญญาเซน : ไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้คนเรามีความทุกข์ได้เท่ากับตัวของตัวเอง สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจ เมื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดก็เปลี่ยนได้แม้เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะอีกด้านของความทุกข์ก็คือความสุข ไม่ว่าเรื่องใด เมื่อมองให้ทุกข์ย่อมทุกข์ได้ มองให้สุขย่อมสุขได้ ดังนั้นจงหยุดสร้างทุกข์ให้กับตนเอง
หญิงชราตอบว่า "ข้ามีบุตรสาวอยู่สองคน คนโตแต่งออกไปให้กับพ่อค้าขายรองเท้าผ้า ส่วนคนเล็กแต่งให้กับพ่อค้าขายร่ม วันใดท้องฟ้าปลอดโปร่ง แดดจ้า ข้าก็เฝ้าแต่กังวลว่าร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กต้องขายไม่ได้เป็นแน่ จึงอดไม่ได้ที่จะทุกข์เศร้าแทนนาง แต่หากวันใดฟ้าครื้ม ฝนพรำ ข้าก็กังวลว่ากิจการร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตย่อมไม่ดีเป็นแน่ เพราะผู้คนไม่อยากใส่รองเท้าที่เปียกน้ำแฉะชื้น เมื่อทุกวันผ่านไปในลักษณะนี้ ข้าจึงได้แต่กังวลจนหลั่งน้ำตาออกมา"
เมื่ออาจารย์เซนได้ฟังจึงกล่าวว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านคิดแบบนี้ย่อมไม่ถูกต้องแล้ว"
หญิงชราสงสัยจึงถามว่า "มารดาวิตกกังวลแทนบุตร มีอันใดไม่ถูกต้อง? ข้ารู้ว่ากังวลไปก็แก้ไขอะไรมิได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดเป็นห่วงพวกนาง"
ยามนี้ อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า "มารดาวิตกกังวล เพราะบุตรมิใช่เรื่องผิด แต่มารดาเบิกบานใจเพราะบุตรย่อมดีกว่า ท่านลองคิดดู เมื่อวันแดดจ้าฟ้าใส ร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตของท่านย่อมขายดิบขายดีเป็นพิเศษ และเมื่อถึงวันฝนตก กิจการร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กก็ย่อมไปได้สวยเช่นกัน หากคิดเช่นนี้ท่านก็สามารถเบิกบานใจไปกับบุตรสาวทั้งสองได้ในทุกๆ วัน ไม่ต้องทุกข์เศร้าแล้ว"
เมื่อหญิงชราได้ฟังคำแนะนำของอาจารย์เซน ก็กระจ่างแจ้ง จากนั้นเมื่อคิดได้จึงรู้สึกสบายใจ ทุกครั้งที่นึกถึงบุตรสาวทั้งสอง นางล้วนมีรอบยิ้มแห่งความสุขประดับบนใบหน้าเสมอ
ปัญญาเซน : ไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้คนเรามีความทุกข์ได้เท่ากับตัวของตัวเอง สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจ เมื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดก็เปลี่ยนได้แม้เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะอีกด้านของความทุกข์ก็คือความสุข ไม่ว่าเรื่องใด เมื่อมองให้ทุกข์ย่อมทุกข์ได้ มองให้สุขย่อมสุขได้ ดังนั้นจงหยุดสร้างทุกข์ให้กับตนเอง
Sunday, November 11, 2012
นิทานเซน : คนตาบอดกับโคมไฟ
ยังมีตรอกสายหนึ่งที่ทั้งมืดทั้งแคบ
ทั้งยังไม่มีดวงไฟส่องทางให้ความสว่างแม้แต่น้อย ดังนั้นเมื่อถึงยามค่ำคืน
การเดินทางในตรอกแห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก
คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมอง เห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า "คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย" เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?"
คนผู้นั้นตอบว่า "ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร"
พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า "เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?"
คนตาบอดตอบว่า "เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูด กันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ"
พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า "ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์"
มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า "ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง"
"ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?" พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ
คนตาบอดอธิบายว่า เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตังแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย
ปัญญาเซน : การช่วยเหลือผู้อื่น ประโยชน์สูงสุดล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้
คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมอง เห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า "คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย" เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?"
คนผู้นั้นตอบว่า "ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร"
พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า "เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?"
คนตาบอดตอบว่า "เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูด กันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ"
พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า "ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์"
มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า "ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง"
"ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?" พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ
คนตาบอดอธิบายว่า เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตังแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย
ปัญญาเซน : การช่วยเหลือผู้อื่น ประโยชน์สูงสุดล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้
Tuesday, October 2, 2012
หนึ่งในความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็กชาย และอาจจะรวมไปถึงเด็กหญิงบางคน คือการได้เป็น "ซุปเปอร์ฮีโร่" ช่วยกอบกู้โลกสักครั้ง
ยิ่งเดี๋ยวนี้ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่มีมาให้ดูกันไม่ขาดสาย แถมแต่ละราย ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือจัดเต็ม เสริมความเก่งกาจ และเพิ่มมาดเท่สุดสุด ดูแล้วอย่าว่าแต่เด็กๆ เลย ผู้ใหญ่เองก็อยากลองเป็นซุปเปอร์ฮีโร่สักครั้ง
แต่ใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆ
ด้วยยุคนี้แค่มีจิตใจดี ร่างกายแข็งแรง และพลังพิเศษน่ะ ไม่เพียงพอ
แต่ต้องมีเงินด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ "แบทแมน" กับ "ไอรอน แมน ยืนยันได้ เพราะรู้อยู่ว่า "ราคา" ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ช่วยในการทำงานของซุปเปอร์ฮีโร่น่ะ ถูกซะเมื่อไหร่
เว็บไซต์ www.moneysupermarket.com เองก็รู้เหมือนกัน โดยจากการคำนวณค่าใช้จ่ายในชีวิตพวกเขาเหล่านั้นทำให้ทราบว่า ลำพังค่าฝึกฝนของ บรูซ เวย์น เพื่อเป็น "แบทแมน" ที่เก่งกาจก็ปาเข้าไปเกือบ 47 ล้านบาท เพราะทั้งฝึกนักบินทหาร, ฝึกกับกองกำลังพิเศษ และยังมีค่าเล่าเรียน ที่ทำให้เขาคว้าปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์มาอีกหลายใบ
"ค่าชุด" เองก็ไม่ใช่น้อย เพราะมีทั้งหน้ากาก, เกราะชนิดพิเศษในหลายส่วน, ผ้าคลุมไหล่, เข็มขัดสารพัดประโยชน์, ดาบที่ปลอกแขน, กันกระแทกตามส่วนต่างๆ, ถุงมือ และรองเท้า ซึ่งทั้งหมดก็ตกเกือบ 33 ล้านบาท
ส่วนยานพาหนะสุดไฮเทค ทั้งรถถัง "เดอะ ทัมเบอร์", มอเตอร์ไซค์ "แบทพอด" และเครื่องบิน "เดอะ แบท" ราคารวมกันก็ไม่เท่าไหร่ แค่เกือบ 2,500 ล้านบาท นี่ยังไม่นับอาวุธเล็กๆ น้อยๆ ประเภทปืน ระเบิดควัน ระเบิดลูกเล็ก และอื่นๆ ที่รวมๆ แล้วก็ 5 ล้านกว่าบาท ไม่รวมส่วนที่ใช้แล้วหมดไป ต้องซื้อหามาใหม่อีกนะ
สำหรับคฤหาสน์ตระกูลเวย์นและถ้ำแบทแมน ดูแล้วราคาสร้างอยู่ที่ประมาณเกือบ 19,000 ล้านบาท พ่วงด้วยค่าดูแลต่อปีอีกปีละล้านกว่าๆ ยังมีค่าจ้าง "อัลเฟรด" ที่เป็นพ่อบ้าน และผู้ดูแล (แถมเป็นผู้ช่วยในบางครั้ง) อีกปีละเกือบ 9 ล้านบาทด้วยรวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายในการเป็นแบทแมนก็ประมาณ 21,000 ล้านบาท
แบทแมนว่าเยอะแล้ว ฝั่งเศรษฐีเพลย์บอย "โทนี่ สตาร์ก" เยอะกว่า
เริ่มจากราคาส่วนประกอบต่างๆ ของชุดเกราะสีแดงทอง รวมถึงอาวุธที่เห็นกันตั้งแต่หัวจรดเท้ารวมแล้วประมาณ 3,400 กว่าล้านบาท
เทคโนโลยีทั้งหลายแหล่ที่ประกอบอยู่ในชุดไม่ว่าจะเป็น "อาร์ค แรคเตอร์" แหล่งพลังงานกลางหน้าอก, วัสดุไทเทเนี่ยมทองอัลลอยที่นำมาทำชุด, เครื่องเจ็ตไอพ่นทั้งที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า, ปืนและวัตถุระเบิด และระบบคอมพิวเตอร์ในชุด สนนราคาประมาณ 3,600 ล้านบาท ยังมีคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ "จาร์วิส" ราคา 300 กว่าล้านบาทอีกด้วย
หากรวมราคาของชุดเกราะไอรอนแมนที่พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ "มาร์ค 1-7" ก็ปาเข้าไป 45,000 กว่าล้านบาทแล้ว
ถ้ารวมราคาบ้านหลังสวย 775 ล้านบาท และราคา 105 ล้านบาท ของรถคันงามหลายคันเข้าไปด้วย ค่าใช้จ่ายในการเป็นไอรอนแมนก็อยู่ที่ประมาณเกือบ 50,000 ล้านบาท
เห็นอย่างนี้แล้ว ต่อให้ฝันไว้แค่ไหน ก็คงเป็นได้แค่คนดูธรรมดาๆ อย่างเดิม
ยิ่งเดี๋ยวนี้ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่มีมาให้ดูกันไม่ขาดสาย แถมแต่ละราย ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือจัดเต็ม เสริมความเก่งกาจ และเพิ่มมาดเท่สุดสุด ดูแล้วอย่าว่าแต่เด็กๆ เลย ผู้ใหญ่เองก็อยากลองเป็นซุปเปอร์ฮีโร่สักครั้ง
แต่ใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆ
ด้วยยุคนี้แค่มีจิตใจดี ร่างกายแข็งแรง และพลังพิเศษน่ะ ไม่เพียงพอ
แต่ต้องมีเงินด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ "แบทแมน" กับ "ไอรอน แมน ยืนยันได้ เพราะรู้อยู่ว่า "ราคา" ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ช่วยในการทำงานของซุปเปอร์ฮีโร่น่ะ ถูกซะเมื่อไหร่
เว็บไซต์ www.moneysupermarket.com เองก็รู้เหมือนกัน โดยจากการคำนวณค่าใช้จ่ายในชีวิตพวกเขาเหล่านั้นทำให้ทราบว่า ลำพังค่าฝึกฝนของ บรูซ เวย์น เพื่อเป็น "แบทแมน" ที่เก่งกาจก็ปาเข้าไปเกือบ 47 ล้านบาท เพราะทั้งฝึกนักบินทหาร, ฝึกกับกองกำลังพิเศษ และยังมีค่าเล่าเรียน ที่ทำให้เขาคว้าปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์มาอีกหลายใบ
"ค่าชุด" เองก็ไม่ใช่น้อย เพราะมีทั้งหน้ากาก, เกราะชนิดพิเศษในหลายส่วน, ผ้าคลุมไหล่, เข็มขัดสารพัดประโยชน์, ดาบที่ปลอกแขน, กันกระแทกตามส่วนต่างๆ, ถุงมือ และรองเท้า ซึ่งทั้งหมดก็ตกเกือบ 33 ล้านบาท
ส่วนยานพาหนะสุดไฮเทค ทั้งรถถัง "เดอะ ทัมเบอร์", มอเตอร์ไซค์ "แบทพอด" และเครื่องบิน "เดอะ แบท" ราคารวมกันก็ไม่เท่าไหร่ แค่เกือบ 2,500 ล้านบาท นี่ยังไม่นับอาวุธเล็กๆ น้อยๆ ประเภทปืน ระเบิดควัน ระเบิดลูกเล็ก และอื่นๆ ที่รวมๆ แล้วก็ 5 ล้านกว่าบาท ไม่รวมส่วนที่ใช้แล้วหมดไป ต้องซื้อหามาใหม่อีกนะ
สำหรับคฤหาสน์ตระกูลเวย์นและถ้ำแบทแมน ดูแล้วราคาสร้างอยู่ที่ประมาณเกือบ 19,000 ล้านบาท พ่วงด้วยค่าดูแลต่อปีอีกปีละล้านกว่าๆ ยังมีค่าจ้าง "อัลเฟรด" ที่เป็นพ่อบ้าน และผู้ดูแล (แถมเป็นผู้ช่วยในบางครั้ง) อีกปีละเกือบ 9 ล้านบาทด้วยรวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายในการเป็นแบทแมนก็ประมาณ 21,000 ล้านบาท
แบทแมนว่าเยอะแล้ว ฝั่งเศรษฐีเพลย์บอย "โทนี่ สตาร์ก" เยอะกว่า
เริ่มจากราคาส่วนประกอบต่างๆ ของชุดเกราะสีแดงทอง รวมถึงอาวุธที่เห็นกันตั้งแต่หัวจรดเท้ารวมแล้วประมาณ 3,400 กว่าล้านบาท
เทคโนโลยีทั้งหลายแหล่ที่ประกอบอยู่ในชุดไม่ว่าจะเป็น "อาร์ค แรคเตอร์" แหล่งพลังงานกลางหน้าอก, วัสดุไทเทเนี่ยมทองอัลลอยที่นำมาทำชุด, เครื่องเจ็ตไอพ่นทั้งที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า, ปืนและวัตถุระเบิด และระบบคอมพิวเตอร์ในชุด สนนราคาประมาณ 3,600 ล้านบาท ยังมีคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ "จาร์วิส" ราคา 300 กว่าล้านบาทอีกด้วย
หากรวมราคาของชุดเกราะไอรอนแมนที่พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ "มาร์ค 1-7" ก็ปาเข้าไป 45,000 กว่าล้านบาทแล้ว
ถ้ารวมราคาบ้านหลังสวย 775 ล้านบาท และราคา 105 ล้านบาท ของรถคันงามหลายคันเข้าไปด้วย ค่าใช้จ่ายในการเป็นไอรอนแมนก็อยู่ที่ประมาณเกือบ 50,000 ล้านบาท
เห็นอย่างนี้แล้ว ต่อให้ฝันไว้แค่ไหน ก็คงเป็นได้แค่คนดูธรรมดาๆ อย่างเดิม
ไม่รู้โว้ย
ชายคนหนึ่ง เพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทของต่า งชาติแห่งหนึ่งในฐานะหัวหน้างาน กำลังอยู่ในช่วงทดลองงาน ได้โทรศัพท์เข้าไปในครัว แล้วสั่งกาแฟหนึ่งแก้ว ขอเร็วๆ เสียงจากปลายสายว่า ...
"ไอ้โง่ มึงต่อเบอร์ผิด มึงรู้มั๊ยว่าคุยกับใครอยู่"
เขาจึงตอบกลับไปว่า "ไม่ทราบครับ"
เสียงตอบมาว่า"กู กรรมการผู้จัดการโว้ย ไอ้โง่ "
เขาก็เลยตะโกนสวนไปว่า .... "แล้วมึงรู้มั๊ยว่า มึงพูดกับใครอยู่ "
เสียงตอบกลับมาอย่างโกรธมากว่า "ไม่รู้โว้ย "
เขาดีใจมาก เลยตอบกลับไปว่า ....
"งั้นก็ดีแล้ว ไอ้โง่ ขอบคุณพระเจ้า" แล้วก็วางสายทันที
"ไอ้โง่ มึงต่อเบอร์ผิด มึงรู้มั๊ยว่าคุยกับใครอยู่"
เขาจึงตอบกลับไปว่า "ไม่ทราบครับ"
เสียงตอบมาว่า"กู กรรมการผู้จัดการโว้ย ไอ้โง่ "
เขาก็เลยตะโกนสวนไปว่า .... "แล้วมึงรู้มั๊ยว่า มึงพูดกับใครอยู่ "
เสียงตอบกลับมาอย่างโกรธมากว่า "ไม่รู้โว้ย "
เขาดีใจมาก เลยตอบกลับไปว่า ....
"งั้นก็ดีแล้ว ไอ้โง่ ขอบคุณพระเจ้า" แล้วก็วางสายทันที
Tuesday, August 28, 2012
นิทานเซน : วิธีปราบวัชพืช
นิทานเซน : วิธีปราบวัชพืช
บรรดาสานุศิษย์พากันนั่งห้อมล้อมอาจารย์เซน เพื่อขอให้อาจารย์บอกเล่าถึงความลี้ลับของมนุษย์และจักรวาล
อาจารย์เซนไม่เอ่ยวาจา หลับตานิ่ง จากนั้นสักพักจึงโพล่งถามเหล่าสานุศิษย์ว่า "ทำอย่างไรจึงจะกำจัดวัชพืชออกจากพื้นที่โล่งนี้ได้?" บรรดาสานุศิษย์ต่างนิ่งงัน เพราะคิดไม่ถึงว่าอาจารย์เซนจะถามคำถามพื้นๆ เช่นนี้ออกมาได้
ศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยตอบว่า "ใช้จอบเสียมแซะขุดทำลายวัชพืชทิ้งไปให้หมด" เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง เพียงอมยิ้มไม่กล่าวกระไร
ศิษย์อีกผู้หนึ่งตอบว่า "ใช้ไฟเผา วัชพืชทั้งหมดย่อมถูกทำลายไป" อาจารย์เซนได้ฟังแล้ว ยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้ม พร้อมกับผงกหัวเล็กน้อย
ศิษย์คนที่สามตอบว่า "ใช้ปูนขาวโรยบนวัชพืชให้ทั่ว เท่านี้บรรดาวัชพืชก็จะตายหมด" อาจารย์เซนยังคงมีปฏิกริยาเช่นเดิม
ศิษย์คนที่สี่เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า "วิธีการของพวกเขาล้วนไม่ถูกต้อง เพราะล้วนไม่ได้กำจัดถึงรากวัชพืช การกำจัดวัชพืชที่ถูกต้องต้องถอนรากถอนโคน"
เมื่อเหล่าสานุศิษย์ต่างหมดคำตอบแล้ว อาจารย์เซนจึงเอ่ยว่า "พวก
เจ้าล้วนตอบได้ดี ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป
พวกเจ้าจงแบ่งที่ดินผืนนี้ออกเป็นส่วนๆ
แล้วใช้วิธีการที่แต่ละคนได้เสนอมาในการกำจัดวัชพืซส่วนของใครของมัน
แล้ววันนี้ของปีหน้าพวกเจ้าจงมารวมตัวกันที่นี่อีกครั้ง"
หนึ่งปีผ่านไป เหล่าสานุศิษย์ต่างมารวมตัวกันอีกครั้ง
แต่พื้นที่ซึ่งเดิมเต็มไปด้วยวัชพืชนั้นไม่มีแล้ว
กลับกลายเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารเหลืองอร่ามไปทั่วผืนดิน เนื่องจากในช่วง 1
ปีที่ผ่านมา บรรดาสานุศิษย์ใช้วิธีการต่างๆ นานา
ล้วนไม่สามารถกำจัดวัชพืชได้อย่างหมดจด
สุดท้ายจึงได้แต่ปลูกพืชพันธุ์ที่เป็นผลิตผลทางการเกษตรลงไปแทนที่เพื่อ
ป้องกันไม่ให้วัชพืชเติบโตขึ้นมาอีก
ยามที่เหล่าศิษย์มารายล้อมอยู่นั้นพืชพันธุ์ทั้งหลายต่างกำลังสุกงอมเต็มที่
ทว่าอาจารย์เซนได้ล่วงลับดับขันธ์ไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว
คำสอนสุดท้ายที่อาจารย์ได้ทิ้งไว้ให้เหล่าสานุศิษย์ก็คือ วิธี
กำจัดวัชพืชที่ได้ผลที่สุด
มีเพียงวิธีเดียวคือปลูกพืชพันธุ์ที่ใช้การได้ทับลงไปแทนที่
ส่วนวิธีเดียวที่จะทำให้จิตวิญญาณของตนเองไม่ว่างเปล่า
คือปลูกฝังด้วยคุณธรรมอันดีงามเท่านั้น
Friday, August 24, 2012
เพิ่งเข้ามา
เพิ่งเข้ามา
ก่อนถึงวันปีใหม่ รัฐมนตรีเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจคนไข้โรคจิต ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
คนไข้ทั้งหมดมานั่งฟังเขาพูดอภิปราย
ผ่านไป 2 ชั่วโมง ก็มีคนไข้คนหนึ่งยืนขึ้น แล้วพูดเสียงดังว่า
"พวกเราอย่าไปฟัง ไอ้หมอที่พูดจาเหลวไหล
เจ้านี่มันเป้นคนบ้าเพิ่งถูกส่งตัวเข้ามาเมื่อเช้านี้เอง"
ก่อนถึงวันปีใหม่ รัฐมนตรีเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจคนไข้โรคจิต ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
คนไข้ทั้งหมดมานั่งฟังเขาพูดอภิปราย
ผ่านไป 2 ชั่วโมง ก็มีคนไข้คนหนึ่งยืนขึ้น แล้วพูดเสียงดังว่า
"พวกเราอย่าไปฟัง ไอ้หมอที่พูดจาเหลวไหล
เจ้านี่มันเป้นคนบ้าเพิ่งถูกส่งตัวเข้ามาเมื่อเช้านี้เอง"
ข้อมูลสำคัญที่ขาดหายไป
ข้อมูลสำคัญที่ขาดหายไป
ภรรยาแสนจะภูมิใจที่เห็นสามีนั่งดูทะเบียนสมรสอยู่นานแสนนาน
ในที่สุดก็เอ่ยปากถามสามีว่า
"ดูไม่เบื่อเลยหรือคะ"
สามีสุดที่รักเลยบอกว่า
"ไม่หรอก ผมพยายามหาวันที่มันหมดอายุ อยู่น่ะ"
ภรรยาแสนจะภูมิใจที่เห็นสามีนั่งดูทะเบียนสมรสอยู่นานแสนนาน
ในที่สุดก็เอ่ยปากถามสามีว่า
"ดูไม่เบื่อเลยหรือคะ"
สามีสุดที่รักเลยบอกว่า
"ไม่หรอก ผมพยายามหาวันที่มันหมดอายุ อยู่น่ะ"
Tuesday, August 21, 2012
แค่กลับกัน
เยาวชน2คน ติดคุกด้วยข้อหาเสพยา ในวันพิจารณาโทษศาลวินิจฉัยว่า
"ศาลขอสั่งให้เธอทั้งสองไปทำความดีเป็นการไถ่โทษ เนื่องจากศาลเห็นว่า
เธอทั้งสองยังเป็นเยาวชน น่าจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ขอให้เธอไปชักจูงคนอื่นๆ
ที่ยังเสพยาให้เลิกเสีย ได้ความแค่ไหนให้กลับมารายงานตัวในสัปดาห์หน้าด้วย"
สัปดาห์ถัดไป จำเลยจึงกลับมารายงานตัว
"ศาลขอฟังรายงานเธอทั้งสองสิว่า มีผลงานยังไงบ้าง
จำเลยคนแรกลองว่ามาสิ..."
"ผมได้ไปเกลี้ยกล่อมเพื่อนๆให้เลิกยาได้แล้ว 10 คนครับ"
"ดีมาก..เธอทำยังไงนะ ลองเล่าให้ศาลฟังสิ"
"ผมใช้แผนภาพครับ เป็นภาพวงกลมใหญ่1วง และวงกลมเล็ก
1วง แล้วชี้ไปที่วงกลมใหญ่ก่อน บอกพวกเขาว่า นี้เป็นสมอง
ของพวกคุณก่อนเสพยา และนี้เป็นสมองของคุณหล้งจากเสพยาไปแล้ว"
ศาลยิ้งปริด้วยความชื่นชม "ดี ดีมาก แล้วจำเลยที่สองล่ะ เป็นยังไงบ้าง?"
"ผมก็ไปชวนเพื่อนๆให้เลิกเสพยาได้สำเร็จ 50คนครับ"
"โอ๊!เยี่ยมจริงๆ ว่าแต่เธอใช้วิธีไหนไปกล่อมพวกเค้าตั้งมากมายได้หรือ?"
"ผมก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันแหละครับ เพียงแต่ผมชี้ไปที่วงกลมวงเล็กก่อน
แล้วบอกเขาว่า นี่คือขนาดรูก้นของคุณก่อนเข้าคุก และนี่คือขนาดรูก้นของคุณ
หลังจากติดคุกไปแค่วันเดียว"
"ศาลขอสั่งให้เธอทั้งสองไปทำความดีเป็นการไถ่โทษ เนื่องจากศาลเห็นว่า
เธอทั้งสองยังเป็นเยาวชน น่าจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ขอให้เธอไปชักจูงคนอื่นๆ
ที่ยังเสพยาให้เลิกเสีย ได้ความแค่ไหนให้กลับมารายงานตัวในสัปดาห์หน้าด้วย"
สัปดาห์ถัดไป จำเลยจึงกลับมารายงานตัว
"ศาลขอฟังรายงานเธอทั้งสองสิว่า มีผลงานยังไงบ้าง
จำเลยคนแรกลองว่ามาสิ..."
"ผมได้ไปเกลี้ยกล่อมเพื่อนๆให้เลิกยาได้แล้ว 10 คนครับ"
"ดีมาก..เธอทำยังไงนะ ลองเล่าให้ศาลฟังสิ"
"ผมใช้แผนภาพครับ เป็นภาพวงกลมใหญ่1วง และวงกลมเล็ก
1วง แล้วชี้ไปที่วงกลมใหญ่ก่อน บอกพวกเขาว่า นี้เป็นสมอง
ของพวกคุณก่อนเสพยา และนี้เป็นสมองของคุณหล้งจากเสพยาไปแล้ว"
ศาลยิ้งปริด้วยความชื่นชม "ดี ดีมาก แล้วจำเลยที่สองล่ะ เป็นยังไงบ้าง?"
"ผมก็ไปชวนเพื่อนๆให้เลิกเสพยาได้สำเร็จ 50คนครับ"
"โอ๊!เยี่ยมจริงๆ ว่าแต่เธอใช้วิธีไหนไปกล่อมพวกเค้าตั้งมากมายได้หรือ?"
"ผมก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันแหละครับ เพียงแต่ผมชี้ไปที่วงกลมวงเล็กก่อน
แล้วบอกเขาว่า นี่คือขนาดรูก้นของคุณก่อนเข้าคุก และนี่คือขนาดรูก้นของคุณ
หลังจากติดคุกไปแค่วันเดียว"
Thursday, August 16, 2012
ประตูสวรรค์
ประตูสวรรค์
เหตุเกิดขึ้น ณ ประตูสวรรค์มีหญิงสาว 3 คน กำลังยืนรอคำพิพากษาของ St. Peter อยู่
St. Peter : ข้ามีคำถามจะถามเจ้าง่ายๆเพื่อเป็นการเลือกว่าจะส่งเจ้าไปประตูไหน
St. Peter ถามสาวคนแรกว่า : เจ้าจงบอกสถานภาพของเจ้าตอนก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานซิ
สาวคนแรก : ก่อนแต่งงานข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์ หลังจากแต่งงานแล้วข้าก็ยังคงความบริสุทธิ์เอาไว้
St. Peter : เยี่ยมมาก เจ้าเป็นคนดีจริงๆ งั้นเจ้าเอากุญแจทองไป
หลังจากนั้น St. Peter ก็ถามสาวคนที่ 2 ด้วยคำถามเดียวกัน
สาวคนที่สองจึงตอบว่า : ก่อนแต่งงานข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์แต่หลังแต่งข้าไม่บริสุทธิ์แล้ว
St. Peter : เจ้าก็เป็นคนดีใช้ได้ที่รักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ก่อนแต่ง งั้นเอากุญแจเงินไป
ต่อมา St. Peter ก็ถามสาวคนสุดท้าย ด้วยคำถามเดียวกัน
สาวคนสุดท้าย : ข้าไม่เคยรักษาความบริสุทธิ์ไว้เลย ข้ามี sexกับผู้ชายทุกคนที่พบ ทั้งก่อนแต่งและหลังแต่ง
ทุกที่ทุกเวลาที่ทำได้
St. Peter : เยี่ยมมากเลย งั้นเจ้าเอากุญแจห้องข้าไป!!
เหตุเกิดขึ้น ณ ประตูสวรรค์มีหญิงสาว 3 คน กำลังยืนรอคำพิพากษาของ St. Peter อยู่
St. Peter : ข้ามีคำถามจะถามเจ้าง่ายๆเพื่อเป็นการเลือกว่าจะส่งเจ้าไปประตูไหน
St. Peter ถามสาวคนแรกว่า : เจ้าจงบอกสถานภาพของเจ้าตอนก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานซิ
สาวคนแรก : ก่อนแต่งงานข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์ หลังจากแต่งงานแล้วข้าก็ยังคงความบริสุทธิ์เอาไว้
St. Peter : เยี่ยมมาก เจ้าเป็นคนดีจริงๆ งั้นเจ้าเอากุญแจทองไป
หลังจากนั้น St. Peter ก็ถามสาวคนที่ 2 ด้วยคำถามเดียวกัน
สาวคนที่สองจึงตอบว่า : ก่อนแต่งงานข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์แต่หลังแต่งข้าไม่บริสุทธิ์แล้ว
St. Peter : เจ้าก็เป็นคนดีใช้ได้ที่รักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ก่อนแต่ง งั้นเอากุญแจเงินไป
ต่อมา St. Peter ก็ถามสาวคนสุดท้าย ด้วยคำถามเดียวกัน
สาวคนสุดท้าย : ข้าไม่เคยรักษาความบริสุทธิ์ไว้เลย ข้ามี sexกับผู้ชายทุกคนที่พบ ทั้งก่อนแต่งและหลังแต่ง
ทุกที่ทุกเวลาที่ทำได้
St. Peter : เยี่ยมมากเลย งั้นเจ้าเอากุญแจห้องข้าไป!!
คนแคระ
คนแคระ
คนแคระ 2 คนเข้าไปในบาร์ ขากลับหิ้วอีหนูออกไปด้วย 2 คน เข้าห้องพักโรงแรมซึ่งได้ห้องติดกัน
ปรากฏว่าหนุ่มคนแคระคนที่ 1 ผิดหวังมาก เพราะทำยังไง ๆ เจ้าน้องชายก็ไม่ยอมลุกขึ้นสู้
ต้องนอนทรมานฟังเสียงครวญครางจากห้องข้าง ๆ
"หนึ่ง, สอง, สาม.....โอ๊ย ! " แล้วก็ตามด้วย " นึง...ส่อง....ซั้ม...อู้ย ! " เป็นระยะ ๆ
อยู่ตลอดคืน รุ่งเช้า พอเจอหน้ากัน หนุ่มแคระคนที่ 2 ก็ถามทันที " ไงเพื่อน ดีไหม ? "
"ดีกะผีอะไรเล่า " หนุ่มแคระคนที่ 1 ตอบ "ขายหน้าจังว่ะ ทำยังไง ๆ มันก็ไม่สู้ "
หนุ่มแคระคนที่ 2 ส่ายหน้า " แค่นี้ก็รู้สึกขายหน้าแล้วเหรอ ข้านะ พยายามขึ้นเตียงทั้งคืน ยังขึ้นไม่ได้เลย
คนแคระ 2 คนเข้าไปในบาร์ ขากลับหิ้วอีหนูออกไปด้วย 2 คน เข้าห้องพักโรงแรมซึ่งได้ห้องติดกัน
ปรากฏว่าหนุ่มคนแคระคนที่ 1 ผิดหวังมาก เพราะทำยังไง ๆ เจ้าน้องชายก็ไม่ยอมลุกขึ้นสู้
ต้องนอนทรมานฟังเสียงครวญครางจากห้องข้าง ๆ
"หนึ่ง, สอง, สาม.....โอ๊ย ! " แล้วก็ตามด้วย " นึง...ส่อง....ซั้ม...อู้ย ! " เป็นระยะ ๆ
อยู่ตลอดคืน รุ่งเช้า พอเจอหน้ากัน หนุ่มแคระคนที่ 2 ก็ถามทันที " ไงเพื่อน ดีไหม ? "
"ดีกะผีอะไรเล่า " หนุ่มแคระคนที่ 1 ตอบ "ขายหน้าจังว่ะ ทำยังไง ๆ มันก็ไม่สู้ "
หนุ่มแคระคนที่ 2 ส่ายหน้า " แค่นี้ก็รู้สึกขายหน้าแล้วเหรอ ข้านะ พยายามขึ้นเตียงทั้งคืน ยังขึ้นไม่ได้เลย
Tuesday, August 14, 2012
เสียท่าซะก่อน
เสียท่าซะก่อน
ขี้เมา 2 คนเที่ยวกันจนดึกจนดื่น ทั้งคู่เมามากจนขับรถกลับบ้านไม่ไหว
จึงตกลงกันว่าจะเช้าห้องเตียงคู่ที่โรงแรมนอนกันสักคืน พอเข้าไปในห้องก็ดับไฟ
ล้มตัวลงนอนทั้งคู่ สักพักขี้เมาคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า
ขี้เมา 1 : เฮ้ย! ทำไมเตียงข้ามีคนมานอนด้วยวะ
ขี้เมา 2 : เออว่ะ! ของข้าก็มีคนมานอนด้วย
ขี้เมา 1 : งั้นเรามาช่วยกันถีบมันลงไปเถอะ
ขี้เมา 2 :ได้เลย
ว่าแล้วขี้เมาคนที่ 1 ก็ออกแรงถีบขี้เมาคนที่ 2 อย่างแรงจนตกเตียง
ขี้เมา 1 : ข้าจัดการมันได้แล้วว่ะ แล้วเอ็งละ
ขี้เมา 2 : แย่วะ! ข้าเสียท่า โดนมันถีบตกลงมาก่อน !!!
ขี้เมา 2 คนเที่ยวกันจนดึกจนดื่น ทั้งคู่เมามากจนขับรถกลับบ้านไม่ไหว
จึงตกลงกันว่าจะเช้าห้องเตียงคู่ที่โรงแรมนอนกันสักคืน พอเข้าไปในห้องก็ดับไฟ
ล้มตัวลงนอนทั้งคู่ สักพักขี้เมาคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า
ขี้เมา 1 : เฮ้ย! ทำไมเตียงข้ามีคนมานอนด้วยวะ
ขี้เมา 2 : เออว่ะ! ของข้าก็มีคนมานอนด้วย
ขี้เมา 1 : งั้นเรามาช่วยกันถีบมันลงไปเถอะ
ขี้เมา 2 :ได้เลย
ว่าแล้วขี้เมาคนที่ 1 ก็ออกแรงถีบขี้เมาคนที่ 2 อย่างแรงจนตกเตียง
ขี้เมา 1 : ข้าจัดการมันได้แล้วว่ะ แล้วเอ็งละ
ขี้เมา 2 : แย่วะ! ข้าเสียท่า โดนมันถีบตกลงมาก่อน !!!
เศร้ากว่า
เศร้ากว่า
มีชายอยู่ 4 คนเพิ่งกลับจากเลิกงานคนที่ 1 เลยชวนเพื่อนมากินข้าวห้องของเค้าซึ่งอยู่ชั้น 80
พอเดินมาถึงที่ลิฟท์ก็พบว่ามันเสียคนที่ 1 เลยบอกว่าเราเดินขึ้นกันก็ได้ ทั้งหมดเลยตกลงเดินขึ้น
ระหว่างเดินพวกเค้าจะให้แต่ละคนเล่าเรื่องมาคนละเรื่อง คนละ 20 ชั้น
คนที่ 4 เริ่มด้วยการเล่าเรื่องตลกทำให้เพื่อนๆแต่ละคนสนุกสนาน จนถึงชั้น 20
พอคนที่ 3 ก็เราเรื่องที่ตลกกว่า จนถึงชั้น 40 คนที่ 2 เริ่มเล่าเรื่องเศร้าของตัวเองทำให้เพื่อนแต่ละคนพากันร้องไห้จนถึงชั้น 60
ถึงตาคนที่ 1 เค้าจึงบอกว่ากูมีเรื่องเศร้ากว่านั้นว่ะ
คนที่ 2 :เรื่องอะไร
คนที่ 1 : กรูลืมเอากุญแจห้องมาจากในรถ !!!
มีชายอยู่ 4 คนเพิ่งกลับจากเลิกงานคนที่ 1 เลยชวนเพื่อนมากินข้าวห้องของเค้าซึ่งอยู่ชั้น 80
พอเดินมาถึงที่ลิฟท์ก็พบว่ามันเสียคนที่ 1 เลยบอกว่าเราเดินขึ้นกันก็ได้ ทั้งหมดเลยตกลงเดินขึ้น
ระหว่างเดินพวกเค้าจะให้แต่ละคนเล่าเรื่องมาคนละเรื่อง คนละ 20 ชั้น
คนที่ 4 เริ่มด้วยการเล่าเรื่องตลกทำให้เพื่อนๆแต่ละคนสนุกสนาน จนถึงชั้น 20
พอคนที่ 3 ก็เราเรื่องที่ตลกกว่า จนถึงชั้น 40 คนที่ 2 เริ่มเล่าเรื่องเศร้าของตัวเองทำให้เพื่อนแต่ละคนพากันร้องไห้จนถึงชั้น 60
ถึงตาคนที่ 1 เค้าจึงบอกว่ากูมีเรื่องเศร้ากว่านั้นว่ะ
คนที่ 2 :เรื่องอะไร
คนที่ 1 : กรูลืมเอากุญแจห้องมาจากในรถ !!!
ดริ๊งค์อย่างไร ไม่ทำร้าย 'ตับ'
ดริ๊งค์อย่างไร ไม่ทำร้าย 'ตับ'
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในงานเลี้ยงหรือ งานปาร์ตี้ที่ใดๆ มักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวชูโรงเพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ให้กับนัก ดื่มทั้งหลายแบบขาดไม่ได้ แต่ทุกคนก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โทษของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นส่งผลต่อตัวเองและคนรอบข้างเช่นไร หากดื่มในปริมาณที่มากเกินควร
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีทั้งโทษและประโยชน์ต่อร่าง กาย แต่คนส่วนใหญ่มักตีตราเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าเป็นเครื่องดื่มมึนเมา ที่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับ “ตับ” ที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเช่น ไขมันสะสมในตับ (Alcoholic Fatty Liver), ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Hepatitis), ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Cirrhosis) และมะเร็งตับ (Hepatocellelar carcinoma) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ดื่มสุราทุกคนจะต้องเป็นโรคตับเสมอไป เพียงแต่จะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าเท่านั้นเอง
1. ไขมันสะสมในตับ (Alcoholic Fatty Liver) เป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะแรก ที่มีการสะสมของไขมันโดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ที่เพิ่มขึ้นในตับ ในระยะนี้จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาให้เห็น การตรวจเลือดอาจจะพบความผิดปกติเล็กน้อย หากหยุดดื่มได้ในระยะนี้ตับจะสามารถกลับไปเป็นปกติไม่นำไปสู่โรคตับแข็ง แต่บางรายอาจะมีอาการเบื่ออาหาร, คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้องรอบสะดือ หรือใต้ชายโครงด้านขวา เป็นต้น
2. ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Hepatitis) เป็นโรคที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต หรือพิการได้ ในการตรวจร่างกายจะพบว่าตับมีขนาดใหญ่และกดเจ็บ หากตรวจเลือดจะพบว่ามีความผิดปกติในการทำงานของตับได้อย่างชัดเจน อาการที่พบส่วนใหญ่ของผู้ป่วยคือ มีไข้ ปวดท้องทั่วๆ ไป คลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักลดลง มีภาวะ ตับวาย เลือดออกง่าย ดีซ่าน ถ้าเป็นมากอาจจะเสียชีวิตได้ในช่วง 1-2 สัปดาห์ ถ้าไม่เสียชีวิตจะเป็นโรคตับแข็งต่อไป
3. ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Cirrhosis) ตับแข็ง หมายถึง การมีแผลเป็นเกิดขึ้นในตับ เพราะตับอักเสบมากๆ เมื่อเซลล์ตับตายไปจะกลายเป็นแผลพังผืดเข้ามาแทนที่ ถึงแม้ว่าตับจะสามารถสร้างเซลล์ขึ้นมาทดแทนได้บางส่วน ก็ไม่สามารถทดแทนเซลล์เก่าได้ ทำให้ตับทำงานผิดปกติ อาการในช่วงนี้จะคล้ายกับช่วงตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ แต่อาจจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มือแดงมาก ลูกอัณฑะฝ่อ ต่อมน้ำลายโต ถ้ามีภาวะโรคแทรกซ้อน โอกาสเสียชีวิตจะสูงมาก
4. มะเร็งตับ (Hepatocellelar carcinoma) เมื่อถึงขั้นสุดท้าย คือภาวะตับแข็ง ถึงจะมีการสร้างเซลล์ตับใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน แต่ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย อย่างไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ชนิด บี ซี จะทำให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตในที่สุด
ดื่มเพื่อสุขภาพ ไม่ทำร้าย “ตับ”
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยให้สุขภาพแข็งแรงได้ สิ่งที่คุณควรรู้คือ ดื่มแค่ไหนถึงจะเรียกว่า ดีต่อสุขภาพ และดื่มแค่ไหนถึงจะทำร้ายสุขภาพ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการกำหนดปริมาตรการดื่มที่เรียกว่า standard drink สำหรับแอลกอฮอล์ขึ้นมา สำหรับคุณหนุ่มๆ ไม่ควรดื่มเกิน 2 standard drinks ส่วนคุณสาวๆ ไม่ควรดื่มเกิน 1 standard drink
วิสกี้หรือสุราที่มีแอลกอฮอล์ 40 ดีกรี 1 standard drink คือ 43 ซีซี หรือประมาณ 1.5 ออนซ์
เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 5 เปอร์เซนต์ 1 standard drink คือ 341 ซีซี หรือ 12 ออนซ์ (ประมาณ 1 กระป๋องเล็ก)แต่เบียร์ในบ้านเรามีความเข้มข้นสูงกว่าที่ระบุคือประมาณ 6 - 10 เปอร์เซนต์ ดังนั้น 1 standard drink จะน้อยกว่า 1 กระป๋อง
ไวน์ ที่เป็น Table wine มีแอลกอฮอล์ ประมาณ 8 - 12 เปอร์เซนต์ 1 standard drink จะเท่ากับ ประมาณ 142 ซีซี หรือ 5 ออนซ์ ในขณะที่ Fortified wine หรือ Port wine มีแอลกอฮอล์ถึง 18 เปอร์เซนต์ 1 standard drink จะเท่ากับ 85 ซีซี หรือ 3 ออนซ์
ดื่มเป็นประจำ 1 - 2 แก้ว
คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ 1 - 2 แก้ว จะมีอัตราเสี่ยงตายจากโรคหัวใจ, เส้นเลือดอุดตันน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มเหล้าถึง 20 - 40 เปอร์เซนต์
ดื่ม 2 แก้วต่อวัน ไม่เมา
ปริมาณการดื่มให้พอดีมักจะคิดคำนวณจากน้ำหนักตัว โดยทั่วไป ร่างกายจะเจือจางแอลกอฮอล์แก้วหนึ่งประมาณ 1 ชั่วโมง อย่างคนที่หนัก 180 ปอนด์ ดื่มเหล้าเข้าไป 2 แก้วใน 2 ชั่วโมง จะมีแอลกอฮอล์อยู่ในเลือดประมาณ 0.016 ฤทธิ์แอลกอฮอล์เท่านี้ยังไม่สามารถทำให้คุณออกอาการเมาได้
ดื่มชั่วโมงละ 3 - 4 แก้ว จะเริ่มมึนหัว
ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของคุณจะเพิ่มเป็น 0.056 ถึงตอนนี้คุณจะเริ่มมีอาการมึนหัวเล็กน้อย บางคนอาจมีปัญหาเรื่องการทรงตัวและสายตา ถ้าดื่มเข้าไป 4 แก้วภายใน 2 ชั่วโมง ค่าแอลกอฮอล์จะเพิ่มเป้น 0.064 ซึ่งฤทธิ์แอลกอฮอล์ในระดับนี้จะทำร้ายสมองบางส่วน เข้าข่ายอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาขับรถ
ดื่มวันละ 4 แก้ว เริ่มอันตราย
หากคุณดื่มแอลกอฮอล์วันละ 4 แก้ว ต่อวัน จะเริ่มส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน ผู้ชาย 4 ใน 10 คนที่กินเหล้าวันละ 4 แก้ว จะต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคตับอักเสบ ถ้าคุณดื่มอย่างนี้ติดต่อกันไปนานๆ 15 - 20 ปี โรคตับแข็งจะถามหาคุณแน่นอน นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย
ดื่มมากกว่าวันละ 6 แก้วภายใน 4 ชั่วโมง หัวหมุน ขาดสติ
การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จะทำให้ระบบการทำงานในร่างกายของคุณไม่เป็นไปตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับรู้ การตัดสินใจ และความทรงจำต่างๆ ระบบการทำงานของกล้ามเนื้อจะช้าลง เลือดหมุนเวียนไม่ทั่ว คุณจะรู้สึกหน้าชา และน็อคไปเลยก็เป็นได้
สำหรับหนุ่มสาวนักปาร์ตี้คอทองแดง ก็ขอให้ตระหนักโทษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะตามมาด้วย ถึงแม้เครื่องดื่มเหล้านี้จะมีประโยชน์ แต่โทษของมันก็ไม่เบาเลยทีเดียว จะดื่มอะไรก็นึกถึง “ตับ ตับ ตับ ตับ...” อวัยวะที่ได้รับผลเต็มๆ จากการเป็นนักดื่มของคุณในภายหลังด้วย
ที่มา..จากผู้จัดการออนไลน์
Subscribe to:
Posts (Atom)