Monday, February 25, 2013
นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา
อาจารย์เซนแนะนำว่า "ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?"
ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า "ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?"
พระรูปนั้นตอบว่า "ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก"
ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า "ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย"
เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า "อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น"
เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า "ที่แท้ "ปัญญา" ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?" เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า "ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา"
เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า "ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?"
เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า "หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่"
เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ
ปัญญาเซน : ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา
ที่มา : หนังสือ 《菩提树下听禅的故事》, 惟真 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 中国华侨出版社, 2004.08, ISBN 7-80120-851-X
Sunday, January 20, 2013
นิทานเซน : ชาวนาซื้อที่ดิน
อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก"
คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ อาจารย์เซนจึงเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้เขาฟัง ใจความดังนี้
ยังมีชาวนาผู้หนึ่ง ต้องการหาซื้อที่ดินสักหนึ่งผืน เขาได้ยินมาว่ามีคนต้องการขาย จึงได้เดินทางไปพบเพื่อติดต่อขอซื้อ เมื่อไปถึง ชาวนาจึงได้เอ่ยถามคนผู้นั้นว่า "ที่ดินของท่านขายอย่างไร?"
ผู้ที่ต้องการขายที่ดินตอบว่า "ขอเพียงท่านมอบเงิน ให้ข้า 1000 ตำลึงเท่านั้น จากนั้นให้เวลาท่านหนึ่งวันเต็มๆ นับจากพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ให้ท่านออกเดินเท้าไปรอบๆ ที่ดิน หากท่านสามารถเดินวนไปได้ไกลเท่าไหร่ ที่ดินเหล่านั้นล้วนนับเป็นของท่าน แต่หากว่าท่านเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน ท่านจะไม่ได้ที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว"
ชาวนาได้ฟังดังนั้นในใจก็คิดว่า "เช่นนี้ก็ไม่เลว ข้ายอมลำบากหนึ่งวัน เดินให้เร็วที่สุด ไกลที่สุด เพื่อที่จะได้ที่ดินกว้างใหญ่ การซื้อขายนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก" ดังนั้นเขาจึงตกลงทำสัญญากับผู้ขายที่ดินรายนั้น
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ชายชาวนาก็เร่งฝีเท้าจ้ำเดินออกไปทันที เมื่อถึงยามเที่ยงวัน เขาหันหลังกลับมามองก็พบว่าเขามาไกลจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นแล้ว จึงค่อยเลี้ยงโค้งเพื่อเดินวนไปอีกด้านหนึ่ง พร้อมทั้งก้าวเดินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพัก แม่ว่าจะหิวโหยและเหนื่อยอย่างยิ่งก็ตาม เขาก้าวเดินต่อไป ต่อไป จนกระทั่งพบว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ในใจเขาจึงร้อนรนขึ้นมาเพราะเกรงว่าหากกลับไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะหมดสิทธิ์ ครอบครองที่ดินทั้งหมด เขาจึงรีบหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังจุดเริ่มต้น แต่พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาลับฟ้าเต็มที เขาที่ทั้งเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น และหิวโหยพยายามเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเหลือเพียงสองก้าวจะถึงจุดเริ่มต้น ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามีได้ถูกใช้หมดสิ้นไปแล้ว สุดท้ายได้แต่ล้มลง ณ ที่นั้น ขณะล้มลงมือทั้งสองพลันทาบทับไปที่จุดเริ่มต้นพอดีกับที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้า พร้อมกับชายชาวนาที่ล้มหายใจขาดห้วง สิ้นใจไปในลักษณะนั้น
"ที่ดินผืนกว้างใหญ่มหาศาลตกเป็นของชาวนาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จะมีความหมายอันใด ในเมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว"
เมื่อจบเรื่องราวที่อาจารย์เซนเล่า เหล่าศิษย์ก็กระจ่างในใจ เข้าใจว่าเหตุใด "ความอยาก" จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก
ปัญญาเซน : กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์
Sunday, November 18, 2012
นิทานเซน : ความกังวลของหญิงชรา
หญิงชราตอบว่า "ข้ามีบุตรสาวอยู่สองคน คนโตแต่งออกไปให้กับพ่อค้าขายรองเท้าผ้า ส่วนคนเล็กแต่งให้กับพ่อค้าขายร่ม วันใดท้องฟ้าปลอดโปร่ง แดดจ้า ข้าก็เฝ้าแต่กังวลว่าร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กต้องขายไม่ได้เป็นแน่ จึงอดไม่ได้ที่จะทุกข์เศร้าแทนนาง แต่หากวันใดฟ้าครื้ม ฝนพรำ ข้าก็กังวลว่ากิจการร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตย่อมไม่ดีเป็นแน่ เพราะผู้คนไม่อยากใส่รองเท้าที่เปียกน้ำแฉะชื้น เมื่อทุกวันผ่านไปในลักษณะนี้ ข้าจึงได้แต่กังวลจนหลั่งน้ำตาออกมา"
เมื่ออาจารย์เซนได้ฟังจึงกล่าวว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านคิดแบบนี้ย่อมไม่ถูกต้องแล้ว"
หญิงชราสงสัยจึงถามว่า "มารดาวิตกกังวลแทนบุตร มีอันใดไม่ถูกต้อง? ข้ารู้ว่ากังวลไปก็แก้ไขอะไรมิได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดเป็นห่วงพวกนาง"
ยามนี้ อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า "มารดาวิตกกังวล เพราะบุตรมิใช่เรื่องผิด แต่มารดาเบิกบานใจเพราะบุตรย่อมดีกว่า ท่านลองคิดดู เมื่อวันแดดจ้าฟ้าใส ร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตของท่านย่อมขายดิบขายดีเป็นพิเศษ และเมื่อถึงวันฝนตก กิจการร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กก็ย่อมไปได้สวยเช่นกัน หากคิดเช่นนี้ท่านก็สามารถเบิกบานใจไปกับบุตรสาวทั้งสองได้ในทุกๆ วัน ไม่ต้องทุกข์เศร้าแล้ว"
เมื่อหญิงชราได้ฟังคำแนะนำของอาจารย์เซน ก็กระจ่างแจ้ง จากนั้นเมื่อคิดได้จึงรู้สึกสบายใจ ทุกครั้งที่นึกถึงบุตรสาวทั้งสอง นางล้วนมีรอบยิ้มแห่งความสุขประดับบนใบหน้าเสมอ
ปัญญาเซน : ไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้คนเรามีความทุกข์ได้เท่ากับตัวของตัวเอง สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจ เมื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดก็เปลี่ยนได้แม้เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะอีกด้านของความทุกข์ก็คือความสุข ไม่ว่าเรื่องใด เมื่อมองให้ทุกข์ย่อมทุกข์ได้ มองให้สุขย่อมสุขได้ ดังนั้นจงหยุดสร้างทุกข์ให้กับตนเอง
Sunday, November 11, 2012
นิทานเซน : คนตาบอดกับโคมไฟ
คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมอง เห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า "คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย" เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?"
คนผู้นั้นตอบว่า "ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร"
พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า "เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?"
คนตาบอดตอบว่า "เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูด กันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ"
พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า "ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์"
มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า "ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง"
"ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?" พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ
คนตาบอดอธิบายว่า เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตังแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย
ปัญญาเซน : การช่วยเหลือผู้อื่น ประโยชน์สูงสุดล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้
Thursday, April 26, 2012
ปริญญาสองใบ...
ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าว
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อ
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร
มาเรียนที่อเมริกา
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุ
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดม
ว่าสะอาดจริงมั้ย
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจา
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเล
ต้องให้ดีที่สุด
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเส
ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย แกมีบ้าน
มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง แกมีทุกอย่าง
วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พั
ลูกเมียไปขอพบ บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลง
ภรรยาพาเข้าโรงบาล ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย
จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แ
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบา
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้น
บันทึกชีวิตแกก่อนจะเสียชีว
แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแ
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาด
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษ
พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้
ปริญญาใบที่หนึ่ง ' ปริญญาวิชาชีพ '
เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น
พูดง่าย ๆ
ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใ
แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ แต่ ' ปริญญาวิชาชีวิต '
ปริญญาใบที่สอง ' ปริญญาวิชาชีวิต ' คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนิน
ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ
แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สาร
บ้าน รถ มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอ
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้ก
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและ
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตั
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่ว
นี่คือปริญญาวิชาชีวิต
ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่าน
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้ว
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแ
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัว
แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง
ดูจิต ดูใจตัวเอง ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า
พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาส
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเ
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอ
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนิน
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อน
ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว อยากพักให้ได้พัก
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลาก
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด
และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ
เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในช
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด
บางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ บางคนก็ตอบราชบัลลังก์
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของ
สุขภาพและชีวิต
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดา
และก็ชีวิตของเรา สุขภาพดีก็มีชีวิตต่อ ถ้ามีชีวิตอยู่ก็ต้องดูแลรั
Friday, March 30, 2012
นิทานเซน : ศิษย์ที่หลงทาง
ยังมีศิษย์เซนผู้หนึ่ง มีนิสัยเกียจคร้าน ทั้งยังชอบลักขโมยของผู้อื่น พฤติกรรมของเขาเป็นที่เอือมระอาของศิษย์เซนคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก
จนกระทั่งเมื่อศิษย์เซนเจ้าปัญหาถูกจับได้ว่าลักขโมยอีกครั้ง บรรดาศิษย์คนอื่นๆ จึงได้รวมตัวกันมาฟ้องร้องต่ออาจารย์เซนผานกุย โดยยื่นคำขาดว่าหากอาจารย์เซนไม่กำจัดศิษย์ผู้นี้ให้พ้นไปจากอารามโดยทันที เหล่าศิษย์ที่เหลือจะเป็นฝ่ายออกไปจากอารามเซนแห่งนี้แทน
มิคาด เมื่อได้ทราบเรื่องราว อาจารย์เซนผานกุยกลับกล่าวกับทุกคนว่า "พวกท่านล้วนเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูก-ผิด สิ่งใดดี-ชั่ว หากพวกท่านพาตัวพ้นจากอารามเซนแห่งนี้ไปล้วนไม่ก่อปัญหาภายนอก ทว่าศิษย์ผู้นี้ แม้แต่ถูก-ผิด เขายังมิอาจแยกแยะได้ หากเราไม่สอนเขาแล้วผู้ใดจะสอนเขา ดังนั้นเราจำเป็นต้องให้เขาอยู่ที่อารามแห่งนี้กับเรา ส่วนพวกท่านหากว่ามีผู้ใดไม่พอใจและตัดสินใจออกจากอารามนี้ไป ก็สุดแท้แต่เถิด"
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์เซนเจ้าปัญหาได้แต่คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความซาบซึ้งใจในจิตเมตตาของ อาจารย์เซน และพยายามกลับตัวเป็นคนดีในที่สุด
Wednesday, March 28, 2012
นิทานเซน :หลักพุทธธรรม
ไป๋จีว์อี้ มีอีกนามหนึ่งว่า เล่อเทียน ในวัยหนุ่มผ่านชีวิตลำบากยากแค้น จึงมีความเข้าอกเข้าใจความทุกข์ทรมานจากความยากจนของคนในสังคม เมื่ออายุได้ 28 ปี เขาสอบจองหงวนได้ในตำแหน่งจิ้นซื่อจึงได้เข้ารับราชการ ต่อมาถูกข้อหากระทำผิดต่อราชสำนักถูกลดยศไปรับตำแหน่งขุนนางดูแลเมืองเจียง โจว สุดท้ายสังกัดกระทรวงยุติธรรม
เล่ากันว่าครั้งหนึ่ง ไป๋จีว์อี้เอ่ยถามอาจารย์เซนเหนี่ยวเฉาว่า "ท่านอาจารย์ หัวใจหลักของพุทธธรรมคืออะไร?"
อาจารย์เซนตอบว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"
ไป๋จีว์อี้ได้ฟังดังนั้นก็ถอนใจด้วยความเบื่อหน่ายเพราะคิดว่าจะมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น พลางกล่าวว่า "หากตอบเช่นนี้ แม้แต่เด็กสามขวบก็ตอบได้"
อาจารย์เซนเหนี่ยวเฉาจึงตอบกลับไปว่า "แม้ว่าเด็กสามขวบก็สามารถตอบเช่นนี้ได้ แต่ไม่แน่ว่าจนกระทั่งแก่ชราจะสามารถปฏิบัติตามนี้ได้จริง"
ไป๋จีว์อี้เห็นจริงตามคำกล่าวของอาจารย์เซน จึงน้อมนำคำสั่งสอนนั้นเข้ามาไว้ในใจและนำไปปฏิบัติ
ปัญญาเซน : หลักธรรมคำสอนมีไว้ปฏิบัติ มิใช่เพียงท่องจำแต่ทำไม่ได้
Monday, March 12, 2012
ฝึกจิต ขณะขับรถ
ฝึกจิต ขณะขับรถ (ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ )
มีหลายคน สอบถามผม เรื่อง จะปฏิบัติธรรม จะฝึกสติ ในขณะขับรถยนต์ได้อย่างไร ?
ก็ขอให้ลองอ่าน Note นี้ ซึ่งเป็นความเห็นของผมดูนะ ไม่มีใครผิดใครถูกนะครับ เป็นแค่ความเห็นหนึ่งเท่านั้นเอง อย่าไปจริงจัง อย่าเอาไปเป็นมาตรฐานอะไรนักเลย
(๑) คำว่า "สมาธิ" : ในความหมายที่ผมเข้าใจ คือ "ต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่อกแว่ก "
(๒) ผมใช้คำว่า ฝึกจิตให้เป็นสมาธิ หมายถึง จิตว่าง จิตโล่ง จิตโปร่งสบาย อย่าง ต่อเนื่อง อย่างคงที่ รักษาสภาพจิตว่างโล่งๆได้ตลอดเวลา ได้นาน ๆ _ ดังนั้น อย่าไปนึกว่า ต้อง นั่งปิดตา ดูลมหายใจ หยุดคิด ไม่คิดเลย ตลอดเวลา เพราะ ว่า เราคงทำแบบนั้น ขณะขับรถยนต์ ไม่ได้ ปิดตาขับ ก็ ชนกันแน่ๆ
(๓) "จิตว่าง" : หมายถึง จิตไม่เสวยอารมณ์ จิตปราศจากกิเลส จิตสบายๆ จิตไม่ตก จิตไม่เป็นกุศล จิตไม่เป็นอกุศล จิตโล่ง จิตเป็นอิสระจากความคิด จิตและความคิด เป็นอิสระ ไม่ส่งอิทธิพลต่อกัน
เมื่อจิตว่างๆ กลางอกของเราจะโล่งๆ ตัวเราจะเบาๆ เราจะรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติอย่างต่อเนื่อง ความคิดของเรา จะไม่มีกิเลส ไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง
(๔) การขับรถไปด้วย อบรมจิตไปด้วยนั้น เริ่มต้นจาก เรา ต้อง หายใจลึกๆชัดๆ เพื่อ สลัดนิวรณ์ ( ง่วง เบื่อ เซ็ง สงสัย แค้น เครียด ฯลฯ) ออกไปก่อน ทำใจของเราให้สบายๆ โล่งๆ
(๕) อยู่กับความคิดปัจจุบัน ซึ่ง ในการขับรถ "ความคิดปัจจบัน" คือ ขับรถให้ดีๆ เคารพกฏจราจร ขับอยู่ในทาง อยู่ในช่องของตนเอง ระวังรถตัดหน้า หยุดกระทันหัน สิ่งกีดขวาง รถคันหลังจะชนท้ายเราได้ไหม ไฟหน้าสูงเกินไปไหม อันตรายต่างๆ สภาพพร้อมของ รถยนต์ ฯลฯ
(๖) มือ (Hands) ก้น (ass) รับรู้ถึงแรงกระแทก ที่ ล้อทุกล้อ ลมที่กระแทกตัวถัง แรงสะบัดของพวงมาลัย ความร้อน หนาว ฯลฯ เท้า (Feet) ก็รับรู้ พลังของเครื่องยนต์ ความเร็วของรถยนต์ ความร้อน ฯลฯ ตา ก็ มองถนน มองป้ายจราจร ป้ายบอกทาง อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ฯลฯ จมูก ก็รู้ถึง กลิ่นที่ผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น และ หู ก็ รับรู้ ถึง เสียงของเครื่องยนต์ ที่อยู่ในระดับปกติ ลมที่ผ่านตัวรถไป เสียงผิดปกติหากเกิดขึ้น ฯลฯ เป็นการใช้ "กาย" รับรู้ ใช้ อายตนะ ของ หู ตา จมูก รับรู้
(๗) ตัวการใหญ่ ที่ทำให้จิตเกิดอาการ คือ "ความคิดจร" : เป็นความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจคิด ไม่ได้เชื้อเชิญ เป็นความคิดที่มาแซง มาเบียด มาแย่งความคิดปัจจุบัน (คือ ขับรถให้ปลอดภัย) ออกไป เป็นความคิดที่ชวนให้จิตเกิดอาการ เช่น ขับรถไป มองเห็น สาวสวยบนคัทเอ้าท์โฆษณา (แผงป้ายโฆษณา ริมถนน ที่ ชวนให้ จิตหื่นกาม) เมื่อ ตากระทบรูปสาว Sex สัญญา ความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) ก็สามารถจู่โจมจิตให้เกิดอารมณ์ได้ ยกเว้น เราจะติดตั้ง ระบบป้องกัน ระบบเตือนถัย ซึ่ง ระบบเตือนและป้องกันนี้ เขาเรียกกันว่า "สติ"
(๘) ดังนั้น ขับรถไป ขับแบบมีสติ ขับแบบ รักษาจิตใจอย่างสบายๆ ทำจิตใจโล่งๆ และ หาก มีความคิดจร ความคิดที่ไม่เป็นปัจจุบัน เช่น คิดถึงสาวสวย หนุ่มหล่อ คิดถึงเรื่องที่ทะเลาะกับแฟน กับใครสักคน กับเจ้านาย โกรธคนที่ขับรถปาดหน้า หยุดกระทันหัน แซงคิว เบียดกินทาง ส่งเสียงดัง มอเตอร์ไซค์ชนกระจกมองหลังด้านข้าง ฯลฯ ก็ให้ รู้เท่าทัน ความคิดจร ที่ ชวนให้จิตของเรา ปรี๊ดๆๆๆๆๆ จี๊ดๆๆๆๆ ออกอาการ หรือแม้น แต่ ฟังเพลงเพราะๆ จน ละ ความคิดปัจจุบัน ผลคือ เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ
(๙) ขณะขับรถ ก็ ทำใจให้โล่งๆ สบายๆ คิดอยู่กับปัจจุบัน อย่าเปิดโอกาสให้ความคิดจรเล่นงานเรา เช่น โกรธ หลง (ใจลอย หลับใน) โลภ (เอาเปรียบ เพื่อนร่วมถนน แซง ปาด โกง เห็นแก่ตัว ไม่มีเมตตา ฯลฯ) หาก มีความคิดจร ถ้าเป็น อกุศล ชวนให้ โกรธ โลภ หลง ก็ดับไป ละไป ให้อภัย ช่างหัวมัน หยวนๆไป
(๑๐) ต้องรู้จัก "สำเหนียก" คือ ถ้าจะฟังเพลง ฟังเทปเสียง สนทนากับใครก็ตาม ฯลฯ ก็ มีสติ ระลึกเสมอว่า เรากำลังควบคุมรถ เป็นวัตถุอันตราย ให้กลับมา ความคิดปัจจุบัน รักษากฏจราจร ดูทาง ฟังเสียงรถ เสียงเครื่อง กะระยะปลอดภัย ฯลฯ
(๑๑) สำเหนียก หมายถึง ทำกิจกรรมหลายๆอย่างพร้อมกันได้ โดย กิจกรรมหลัก ไม่เสียหาย ซึ่ง กิจกรรมหลักในที่นี้ คือ ขับรถอย่างปลอดภัย เคารพกฏจราจร มีน้ำใจ และ ไปถึงที่หมาย
(๑๒) ถ้าง่วง อย่ามีอัตตา อย่าอวดเก่ง อย่าเกรงใจ จง นอน
(๑๓) อย่าประมาท อย่าซิ่ง อย่าคะนอง อย่าเอาปมด้อยมาระบายด้วยการขับรถ อย่าอวดใครว่าขับรถเก่ง อย่าประชดใครด้วยการขับรถเร็ว อย่าเอาชีวิตคนอื่นมาย่อยยับเพราะปมในใจของเรา อย่าเอาท้องถนนมาเป็นที่ระบายอารมณ์
(๑๔) หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย _ ไม่ต้องด่าใคร ไม่ต้องทะเลาะกับใคร ไม่ต้องมีนิวรณ์ (แค้น อาฆาต กังวล เบื่อ ง่วง เครียด ติดเพลง ติดกินของอร่อย ฯลฯ) _ จิตเป็นปกติ คือ จิตว่างๆ สติต่อเนื่อง นี่แหละ เป็น อธิจิต อธิศีล อธิปัญญา
(๑๕) ขอให้ ทุกท่าน ปลอดภัย มีความสุข เข้าใจเรื่อง จิตเป็นสมาธิ เข้าใจเรื่องความคิดจร เห็นสถาวะที่ว่า "จิต กับ ความคิด" เป็นคนละตัวกัน ทำงานแยกกัน เป็นอิสระต่อกัน
(๑๖) ย้ำ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย หากใจคอไม่สบาย ก็ จง หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย แบบนี้อีก ตัดความคิดจร ความคิดงี่เง่าออกไป ความคิดหาเลือก ความคิดอวดเก่ง ฯลฯ ออกไป
มีความคิดอยากจะทำอะไรบ้าๆ (ปาดหน้า เอาคืน ตามไปด่า ขอดูหน้า ขอสั่งสอน ประลองความเร็ว ฯลฯ) ก็ดับความคิดนั้นๆ
กายมันฟ้อง ว่า เหนื่อยง่วง เมา ฯลฯ ก็นอน อย่ามีความคิด อวดเก่ง "เอาอยู่" ตายมาเยอะแล้ว
Monday, May 23, 2011
‘เรยา’ ในที่ทำงาน
กระแสความดังของ “เรยา” ในละครเรื่องดอกส้มสีทอง ที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นห่วงลูกหลานว่า จะมีพฤติกรรมเลียนแบบ แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเองก็ยังเป็นห่วงว่าจะมีผลกระทบต่อ เยาวชนในสังคม ข่าวคราววิพากษ์วิจารณ์ของตัวละคร “เรยา” นี้ ก็น่าจะมีแง่คิดให้ผู้บริหารองค์กรด้วยเช่นกัน
ตัวละคร “เรยา” เป็นใคร มีพฤติกรรมแบบไหน คงไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดของเนื้อหาในที่นี้ แต่พอสรุปสั้นๆ ได้ว่า “เรยา” ไม่เชื่อฟังแม่ ดุดัน ก้าวร้าว เกลียดการเรียน ใช้ความสะสวยของตนโปรยเสน่ห์ด้วยมารยาหญิง ปูทางลัดในหน้าที่การงาน มีแฟนหลายคนไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับชายที่มีครอบครัวมั่นคง มีเงินทอง มีฐานะดี แสวงหาความร่ำรวยและอำนาจ ชอบเอาชนะ ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่คำนึงถึงครอบครัวของผู้อื่น
อันที่จริงพฤติกรรมแบบตัวละคร “เรยา” มีให้รู้ให้เห็นกันมาตั้งแต่มนุษย์ได้ถูกก่อกำเนิดมาบนโลกใบนี้พร้อมๆกับคำ ว่า “เสน่หา” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง
อาดัมกับอีฟ มนุษย์คู่แรกที่พระเจ้าได้สร้างให้มีแต่ความดีงาม ไม่มีกิเลสไม่มีเกลียดชัง ริษยาอาฆาต แต่ด้วยอีฟอยากได้ผลแอปเปิ้ลบนต้นแอปเปิ้ลศักดิ์สิทธิ์ อาดัมซึ่งทนต่อความงดงามในเรือนร่างของอีฟไม่ไหว จึงยอมเด็ดผลแอปเปิ้ลศักดิ์สิทธิ์เอาใจอีฟละเมิดต่อความตั้งใจของพระเจ้า
คลีโอพัตราในประวัติศาสตร์อียิปต์ ใช้วิธีประจบเอาใจโปรยเสน่ห์ต่อจักรพรรดิซีซาร์แห่งโรมให้รบกับน้องชายตนเอง เพื่อยึดครองบัลลังก์ในอียิปต์และยังเป็นการป้องกันไม่ให้อียิปต์ต้องตกเป็น เมืองขึ้นของโรม หลังซีซาร์ถูกลอบสังหารในโรม พระนางวางแผนสืบทอดอำนาจของตนเองโดยใช้วิธีเสน่หากับแม่ทัพมาร์ค แอนโทนี่ ผู้ซึ่งเป็นทั้งลูกน้องและเพื่อนรักของซีซาร์
พระนางซูสีไทเฮาลูกสาวของข้าราชการขั้นต่ำ ถวายตัวเข้าวังมาเป็นนางกำนัลผู้เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง ก็ใช้เสน่หาหลอกล่อองค์ฮ่องเต้ ไต่เต้าจากนางสนมขั้นต่ำจนได้ครองตำแหน่งพระมเหสี หลังองค์ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ พระนางได้สั่งประหารผู้สำเร็จราชการด้วยข้อหาเป็นกบฎคบคิดกับชาวต่างชาติ เพื่อล้มราชวงศ์และสถาปนา ตนเองเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ได้เป็นใหญ่ว่าราชการหลังม่านบนแผ่นดินจีน
เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ก็ไม่ได้ต่างไปจากละครที่เริ่มต้นในเรื่อง “มงกุฎดอกส้ม” และมาลงเอยที่ “ดอกส้มสีทอง” (น่าจะเรียกสลับสีกัน) เช่นกัน
ปัจจุบันในโลกแห่งความเป็นจริง ตัวละครที่โปรยเสน่ห์เพื่อหวังผลแบบ “เรยา” คงไม่ได้มีเฉพาะแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นผู้ริเริ่ม อาจจะเป็นผู้ชายต่อผู้หญิง ผู้หญิงต่อผู้หญิง ผู้ชายต่อผู้ชาย ในที่ทำงานความสัมพันธ์แบบ “เรยา” โปรยเสน่ห์เพื่อหวังผลในรูปแบบ Informal Organization ย่อมมีให้เห็นให้พบเจอะกันทุกรูปแบบ
ตั้งแต่ระดับพนักงานกันเอง พนักงานกับหัวหน้างาน ผลที่ตามมาก็หนีไม่พ้นการทะเลาะเบาะแว้งกัน กลั่นแกล้งกันทั้งแบบเปิดเผยและแอบแฝงในที่ทำงาน หรือเกิดคำครหานินทาจากผู้คนรอบข้าง ด้วยการดูแลเอาใจใส่เฉพาะบุคคลเป็นพิเศษ ความไม่ยุติธรรมในการจัดสรรงาน ตลอดจนผลประโยชน์ที่ไม่เสมอภาค การตัดสินใจที่มีเบื้องหลัง แอบแฝงผิดแปลกไปจากนโยบายที่กำหนดไว้ บ่อยครั้งเข้าความเลื่อมล้ำในการปกครองก็ส่งผลให้ผู้คนไม่ยอมรับ ไม่เชื่อถือ ไม่นับถือ ไม่เคารพและไม่ศรัทธา ที่สุดความเสียหายที่ไม่อาจประเมิน ย่อมตกอยู่กับองค์กร
ความยุ่งยากวุ่นวายและผลเสียหายที่เกิดขึ้นในที่ทำ งาน ไม่น่าจะแตกต่างอะไรกับเรื่องราวในบทละครดอกส้มสีทอง อะไรจะเกิดขึ้น หากหัวหน้าชายฝ่ายบุคคลของภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นขายดีแห่งหนึ่ง ผู้มีหน้าที่ดูแลซอฟต์แวร์รายงานเรื่องขาดลามาสาย คอยแก้เวลาให้ถูกต้องกับสุดหล่อที่กิ๊กกันอยู่ ทั้งๆที่สุดหล่อขาดงานเป็นประจำ แต่กลับได้รับรายได้ตามปกติ เพื่อนๆพนักงานต่างก็รู้อยู่ว่าใคร คอยรู้เห็นเป็นใจ
อะไรจะเกิดขึ้น เมื่ออยู่ๆ ฝ่ายคิวซีสินค้าของโรงงานเย็บชุดนักเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งพบว่ากองชุดนัก เรียนสีขาวที่กำลังจะส่งไปขายก่อนเปิดเทอม เลอะเทอะเต็มไปด้วยน้ำแดงและต่างก็สงสัยกันว่า เกิดจากฝีมือของพนักงานสาวสองสามรายที่หมายปอง สาวหล่อคนเดียวกัน
อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อผู้จัดการฝีมือฉกาจของบริษัทรับทำโฆษณากำลังจะรับกิ๊กขาประจำเข้ามาทำ งานใกล้ชิดกัน ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า ความสามารถและคุณสมบัติของเธอผู้นั้นไม่น่าจะตรงกับงาน อีกทั้งยังมีผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าต้องมาเป็นลูกน้องของเธอ
อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อหมอของโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่งทนความสาวสวยหุ่นดีหน้าตาพริ ตตี้ของเซลล์ขายยาแห่งใหม่ไม่ได้ กำลังจะสั่งซื้อยาที่หมอเองก็ยังไม่ได้ทดสอบว่าดีจริงหรือไม่ หรืออะไรจะเกิดขึ้น เมื่อสุดหล่อเอ๊าะๆ ของข้าราชการสาวใหญ่ คอยนำความเท็จให้ร้ายเพื่อนร่วมงานในระดับเดียวกัน ใส่ความเพื่อหวังผลไต่เต้าได้เลื่อนตำแหน่งให้ใหญ่โตขึ้นในเร็ววัน
อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อพนักงานสาวสองคนทำงานอยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมาตบตีกันในคลังสินค้าจัดเก็บอะไหล่รถยนต์แห่งหนึ่ง เพราะต่างก็ทำตัวแบบ “เรยา” ในที่ทำงาน ที่จริง “เรยา” อีกคนก็คอยดูความเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ แถวนั้น หรืออะไรจะเกิดขึ้น เมื่อพนักงานสาวเปรี้ยวของบริษัท ประกันภัยหัวก้าวหน้าแห่งหนึ่ง คอยโปรยยิ้มที่แฝงไปด้วยเสน่หา เล่นหูเล่นตากับเหล่าผู้จัดการอาวุโสที่มีครอบครัวแล้ว เข้าข่าย Sexual Harassment (คุกคามทางเพศให้ลำบากใจ) ในเบื้องต้น และอะไรจะเกิดขึ้นอีก หากหนึ่งในผู้จัดการโคแก่สิ้นคิดให้ความร่วมมือ เข้าทางสาวเปรี้ยว คอยออกหน้าออกตาจัดการปูทางอนาคตอันสดใสให้ทุกๆ เรื่อง ด้วยความหลงใหลในยิ้มบาดใจของเธอ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หากภรรยาทางบ้านตามมาราวี คราวนี้สารพัดดอก …คงปลิวว่อนในที่ทำงาน
อันที่จริงเรื่องความรักในที่ทำงานเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่ต้องยึดมั่นว่า เป็นความรักจากใจจริง เป็นรักแท้ที่บริสุทธิ์แบบ Monogamy (การมีสามีภรรยาเดียวในเวลาเดียว) ไม่ใช่ Polygamy และต้องไม่แอบแฝงไปด้วยเป้าหมายของกิเลสแห่งวาสนาอำนาจ ลาภยศตำแหน่งและเงินตราที่ต้องแลกด้วยเสน่หาพร้อมๆ กับการทำลายเหยียบย่ำให้ร้ายผู้อื่น
การไม่รักษาศีลข้อที่ 3 เพียงข้อเดียว (ไม่ให้ผิดลูกเมียผู้อื่น ปัจจุบันต้องเพิ่มสามี เข้าไปด้วยเป็น “ไม่ให้ผิดลูกเมียสามีผู้อื่น”) ส่งผลให้กระทำผิดศีลที่เหลืออีก 4 ข้ออย่างหลีกหนีไม่พ้น เพราะเมื่อไปผิดลูกเมียสามีผู้อื่น ก็ถือเป็นการแอบ ลักลอบ ขโมย เป็นการผิดศีลข้อที่ 2 อย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้มาแล้วก็เกิดให้ลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับเสน่หาอาลัย จึงถือเป็นการผิดศีลข้อที่ 5 ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการมัวเมาทางสุรายาเสพหรือการพนันเท่านั้น จากนั้นก็ต้องทำผิดในศีลข้อที่ 4 เพราะคงจะคอยพูดปดมดเท็จสารพัดอย่างเพื่อนำมาสนองกิเลสที่หยุดไม่ได้ ที่สุดการเบียดเบียน ทำร้ายจิตใจของผู้อื่นหรืออาจถึงขั้นทำร้ายฆ่าแกงกันก็คือการผิดศีลข้อที่ 1 (ผิดยก Package กันไปเลย)มองบทละครของ “เรยา” เป็นอุทาหรณ์สอนใจ อย่าเห็นผิดเป็นชอบเป็นดีที่สุดครับ
Tags : บุญชัย ปัณฑุีรอัมพร
บุญชัย ปัณฑุรอัมพร
CEO Dialogue
Wednesday, July 14, 2010
Wednesday, July 7, 2010
สัณชาติญาณของแมงป่อง จาก ท่าน ว.วชิรเมธี
พอได้ฟังแล้วก็ทำให้เกิดความสว่างโพลงในหัวใจได้ไม่น้อย
คุณน่าจะได้ฟังนิทานเรื่องนี้ดู บางทีอาจจะทำให้หายข้องใจได้บ้างว่า
คนบางคนนั้น เขามี "" ธาตุแท้ "" ของเขามาอย่างนั้นเอง
นิทานนั้นมีอยู่ว่า ......
มีอยู่วันหนึ่ง เจ้าแมงป่องตัวหนึ่ง
ไต่ไปมาตามริมฝั่งน้ำจนเซ็งชีวิต เลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า
ถ้าได้ข้ามน้ำไปยังฝั่งโน้น
คงมีอะไรให้ทำมากกว่าการไต่ไปมาอยู่ที่เดิมอย่างซ้ำซากเป็นแน่
มันมองหาวิธีที่จะข้ามน้ำไปยังฝั่งโน้นอยู่หลายวัน และในที่สุด
โอกาสก็มาถึงจนได้
เมื่อมันพบกบตัวหนึ่งกำลังจะว่ายข้ามน้ำไปยังฝั่งตรงข้ามพอดี
เจ้าแมงป่องเห็นเช่นนั้น จึงขอเป็นผู้โดยสารขี่หลังกบไปชมวิวฝั่งโน้นบ้าง
กบนึกสังหรณ์ใจแปลกๆ จึงถามว่า
"" แมงป่องเพื่อนรัก เธอจะรับประกันได้อย่างไรละว่า
เมื่อฉันให้เธอขี่หลังข้ามไปฝั่งโน้นแล้ว เธอจะไม่แว้งมาต่อยฉัน ""
"" กบเพื่อนรัก ทำไมจึงมองฉันในแง่ร้ายเช่นนั้น
ถ้าคนอย่างฉันไม่มีคุณธรรมต่อเพื่อนเช่นเธอเสียแล้ว ในโลกนี้
คงหาคนดีไม่ได้อีกแล้ว ""
"" มั่นใจนะว่าเธอจะไม่ต่อยฉันกลางแม่น้ำแน่ๆ "" กบคาดคั้น
"" โธ่เพื่อนเอ๋ย - - ถ้าฉันต่อยเธอ ฉันก็จมไปพร้อมๆ
กับเธอนะสิ "" แมงป่องอธิบายอย่างสมเหตุสมผล
"" เออ จริงของเธอสินะ มาสิ
ถ้างั้นเธอขึ้นขี่หลังฉันได้เลย เราจะข้ามไปฝั่งโน้นด้วยกัน ""
ว่าแล้ว เจ้าแมงป่องก็ได้ขี่หลังกบสมใจ
กบน้อยพาเพื่อนร่วมทางลอยไปสักพักหนึ่งก็จะถึงฝั่ง
พอเห็นฝั่งเคลื่อนตัวมาใกล้ทุกที
เหลืออีกเพียงศอกเดียวเท่านั้นก็จะถึงฝั่ง
แมงป่องก็เผลอตัวต่อยหลังกบเข้าอย่างถนัดถนี่
กบร้องด้วยความเจ็บปวดขึ้นสุดเสียง พอรู้สึกตัว กบก็หันมาถามแมงป่องว่า
"" ไหนแกรับปากว่าจะไม่ต่อยฉัน แล้วนี่แกทำอะไรลงไป ""
"" ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้คิดจะต่อยเธอเลย
แต่มารู้สึกตัวอีกที ฉันก็ต่อยเธอไปแล้ว ""
แมงป่องตอบอย่างเสียไม่ได้ไม่ยี่หระกับสิ่งที่ตนทำแม้สักนิด
อนิจจา กบน้อยพอลอยแตะฝั่ง ก็ถึงแก่กรรมไป
ส่วนแมงป่อง ก็ขึ้นฝั่งอย่างสบายใจ
ดูไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรกับสิ่งที่ตนเป็นคนก่อแม้แต่น้อย... ""
ทันทีที่ฟังนิทานเรื่องนี้จบ ผู้เขียนนึกถึงคำๆ
หนึ่งขึ้นมาทันที นั่นคือคำว่า
"" สันดาน ""
ขออภัย หากคำนี้เป็นคำไม่สุภาพ แต่ผู้เขียนรู้สึกว่า
ในโลกนี้ มีคนบางประเภทจริงๆ ที่เกิดมาแล้วทำตัวเป็น "" อันธพาล ""
โดยสายเลือด โดยความเคยชิน จนเป็นนิสัย
เราไม่ทราบว่า คนที่รู้สึกมีความสุขเสมอ
กับการได้ทำร้ายคนอื่นทั้งโดยตรงและโดยอ้อมนั้น
เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมอย่างไร ได้รับการศึกษามาอย่างไร
แต่พอมาเจอกับเรา
เขาก็ได้กลายเป็นคนที่มีความสุขกับการเป็นคนเลวไปเสียแล้ว
สำหรับคนประเภทนี้ คุณคงไม่ต้องไปทำร้าย
หรือตอบโต้เขาอีกแล้ว การที่เขาเป็นคนเช่นนั้น
นับว่าเป็นเคราะห์กรรมของเขามากพออยู่แล้ว
"เพราะทั้งชีวิตนี้คนเช่นนี้จะไม่ได้รับความรักจากใครเลย"
ลึกๆแล้วคนที่มีความสุขกับการหาทุกข์ให้คนอื่นนั้น เขาเป็นคนน่าสงสาร
บางทีหากเราสามารถคลี่ปมของเขาออกมาดูได้ ก็จะเห็นว่า
คนอย่างนี้ควรได้รับความเห็นใจ มากกว่าจะซ้ำเติมเขา
ปล่อยเขาไปเถอะคุณ
การที่เขาเป็นคนเลว (โดยสันดาน) แล้วยังไม่รู้สึกตัวนั้น
ก็ทำให้เขาสร้างกรรมหนักหนาสาหัสแก่ตัวเองมากพออยู่แล้ว
เราไม่ควรจะเลวร่วมขบวนกับเขา ด้วยการหาวิธี "" เอาคืน "" แก่เขาเลย
การไม่ยุ่งกับคนประเภทนี้ คือ วิธีรับมือที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
พระพุทธเจ้าเคยเล่านิทานว่า
ในอดีตชาติ
พระองค์ทรงเคยเกิดเป็นราชสีห์เจ้าป่า จู่ๆ
วันหนึ่งมีหมูสกปรกที่ชอบนอนกลิ้งเกลือกในหลุมอุจจาระเหม็นคลุ้งมาท้าสู้กัน
ราชสีห์เจ้าป่ามองดูเจ้าหมูสกปรกแล้วก็คำรามขึ้นว่า
"" เจ้าหมูสกปรกเอ๋ย หากเจ้าต้องการชัยชนะ
ข้าก็ยินดีจะยกชัยชนะนั้นให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย
แต่จะให้ข้าไปสู้กับเจ้านั้น ข้าไม่สู้หรอก
ข้ายินดียอมแพ้เสียยังจะดีกว่าไปสู้กับหมูสกปรกอย่างเจ้า ""
คนบางคนนั้น มีธาตุแท้ไม่ต่างอะไรกับแมงป่อง
และมีความสุขกับการทำความเลวเหมือนกับหมูป่าที่ชอบคลุกอุจจาระ
หากคนเห็นเช่นนี้เข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตของเรา วิธีที่ดีที่สุด
ไม่ใช่การไปสู้กับเขา แต่ควรถอยออกมาจะดีกว่า การถอยนั้น
บางครั้งไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดรูปแบบหนึ่ง
คนบางประเภทนั้น
เขาเป็นมนุษย์ประเภทสูญเสียสามัญสำนึกขั้นพื้นฐาน
ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วถูกผิด หากคุณไม่ถอยให้เขา ก็มีแต่เจ็บตัวฟรี
ดีไม่ดีอาจวอดวายหายนะถึงชีวิต และจะหวังให้คนชนิดนี้สำนึกผิดนะหรือ
ไม่มีทางเสียหรอก
แมงป่องน่ะคุณ เวลามันต่อยใคร
มันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไปได้อย่างไร
จะให้เขาสำนึกจึงเป็นเรื่องไกลเกินฝัน
ทางที่ดีที่สุด คือ อยู่ห่างๆ ไว้ ปลอดภัยที่สุด.
โดย : ท่านว.วชิรเมธี
Friday, June 25, 2010
จงปล่อยวางกับชีวิตเสียบ้าง..แล้วชีวิตจะดีขึ้น







เรื่องดีๆ โดยธรรมะของท่าน ว.วชิรเมธี
เรื่อง ประตูสองบาน
ประตูมีหลายแบบ
ความทุกข์และปัญหาก็มีหลายแบบเช่นกัน
บางครั้งเราใช้ชีวิตแบบดึง
ทั้งที่ประตูบอกว่าผลัก
และใช้ชีวิตแบบผลัก
ทั้งที่ประตูบอกให้เลื่อน
ประตูเปิดไม่ออก ปัญหาผลักไม่ออก
ไม่ใช่เป็นเพราะปัญหาแก้ไม่ได้ หรือประตูเปิดไม่ได้
หากแต่เป็นที่ตัวเราไม่เคยใช้ ' ความคิด '
เพื่อค้นหาวิธีการเปิดประตูอย่างถูกต้องเลย
ใครที่ไม่ได้ไปนั่งฟังการบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี มีพี่ๆ ที่รู้จักไปนั่งฟังมา ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้
1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ' กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก '
คน ที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส ' จิตประภัสสร ' ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี ' แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข '
2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
' แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน '
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า ' เจ้ากรรมนายเวร ' ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น ' ไฟสุมขอน ' ( ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี ' แผ่เมตตา ' หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป
3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ' ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น '
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ ' ย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน '
' อยู่กับปัจจุบันให้เป็น ' ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี ' สติ ' กำกับตลอดเวลา
4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
' ตัณหา ' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ ' ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม '
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลาไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า ' เิกิดมาทำไม ' ' คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน ' ตามหา ' แก่น ' ของชีวิตให้เจอ
' คำว่า ' พอดี ' คือ ถ้า ' พอ ' แล้วจะ ' ดี ' รู้จัก ' พอ ' จะมีชีวิตอย่างมีความสุข '
Saturday, June 12, 2010
มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี
๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ
๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข
๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน
๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง
๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา
๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้
๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ
๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา
๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่
๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย
๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า
๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน
๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
1)จู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
2)ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ
มีลูกค้า
๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเอ??ว่า เราเกิดมาจากใคร
๑๖. สวดมนต์บทไหนดี?
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง
๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด
๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน
๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน
๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี
Monday, April 26, 2010
พร 4 ข้อจากท่าน ว.วชิรเมธี
1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ‘กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก’ คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส ‘จิตประภัสสร’ ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี’แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข’
2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
‘แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน’
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า ‘เจ้ากรรมนายเวร’ ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น ‘ไฟสุมขอน’ (ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี ‘แผ่เมตตา’
หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป
3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ‘ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น’
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ ‘อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน’
‘อยู่กับปัจจุบันให้เป็น’ ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี ‘สติ’ กำกับตลอดเวลา
4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
‘ตัณหา’ ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ
ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ ‘ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม’
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร
คือ ไว้ดูเวลาไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า ‘เกิดมาทำไม’ ‘คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน
‘ตามหา ‘แก่น’ ของชีวิตให้เจอ
‘ คำว่า ‘พอดี’ คือ ถ้า ‘พอ’ แล้วจะ ‘ดี’ รู้จัก ‘พอ’ จะมีชีวิตอย่างมีความสุข’
ใครที่ไม่ได้ไปนั่งฟังการบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี มีพี่ๆ ที่รู้จักไปนั่งฟังมา ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้
Sunday, April 25, 2010
สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป
เรื่อง สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป
เมื่อคุณชี้แจงไปแล้ว เขาก็ควรจะยอมรับฟัง แต่เมื่อเขาไม่ฟัง และคุณก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดไปแล้ว ก็คงต้อง “ ปล่อยมันไป ”
ในโลกนี้ มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถให้เวลากับมัน หรือไม่สามารถทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แต่แล้วเราก็ต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไป เพราะหากเรามัว แต่จะ “ นับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา ” ( มีความหมายว่า จะพยายามทำให้คนทั้งโลกรู้สึกพอใจตัวเองในทุกเรื่อง) เวลาของคุณคงไม่พอเป็นแน่
ดังนั้น ทำอะไรก็ตาม ควรทำเท่าที่เราทำได้ เมื่อทำอย่างดีี่สุดแล้ว คนเขาไม่เห็นว่าดีก็ต้อง “ ปล่อยมันไป ”
เลือก ทำในสิ่งที่เห็นว่า เราถนัดที่สุด และมีความสุขที่จะทำก็พอแล้ว อะไรก็ตาม ที่เราไม่ถนัด หรือ ถึงถนัด แต่ไม่มีความสุขที่จะทำ ก็อย่าทำ
เรา มีเวลาไม่มากนักหรอกที่จะแบกสารพัดภาระในโลกนี้ ควรมองไหล่ของตัวเองดูสักหน่อยว่า พร้อมจะแบกเป้หลังที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเองเพราะไม่เพียงแต่มันจะทำให้คุณเป็นทุกข์ แต่บางทีอาจมีผลต่อการยืนตรงๆ อย่างยาวนานของคุณด้วย
Friday, January 8, 2010
ธรรมะของหลวงปู่ทวด [ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า]

[ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า]
หลวงปู่ทวด
วัดช้างให้ จ.ปัตตานี ท่านเป็นพระมหาเถระที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในนาม
" หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด "
คาถาบูชาท่าน คือ นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา
ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125
ชาติภูมิ บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา
บรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี
อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี
มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ.2225
สิริรวมอายุได้ 99 ปี
คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด
ธรรมประจำใจ
พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์
ละได้ย่อมสงบ
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ
สันดาน
" ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได้ แต่สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง
ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก
ชีวิตทุกข์
การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ
จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ
เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ เมื่อเราจะออกจากบ้าน
ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ
นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย
บรรเทาทุกข์
การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม
เราต้องเป็นตัวของเราเองและเราจะต้องวินิจฉัย ในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง
กับตัวเราว่าสิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ
ยากกว่าการเกิด
ในการที่เราเกิดมา ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก
เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย
ไม่สิ้นสุด
แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด
กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น
ยึดจึงเดือดร้อน
ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโน่น ยึดนี่ ยึดพวกยึดพ้อง
ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรม สากลจักรวาลโลกมนุษย์นี้
ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน
เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ
อยู่ให้สบาย
ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด
อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย
อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์
เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง
ธรรมารมณ์
การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน
และรู้หน้าที่ในการงาน คือรู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆแล้ว
ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจ เป็นทุกข์
กรรม
ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว
ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์ มีความรื่นเริง
มารยาทของผู้เป็นใหญ่
" ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง " มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่
ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ
โลกิยะหรือโลกุตระ
คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า
ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน เราต้องตัดสินใจ
ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง
ศิษย์แท้
พิจารณากาย ในกาย พิจารณาธรรม ในธรรม พิจารณาวิญญาณ
ในวิญญาณ นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
รู้ซึ้ง
ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล ผลนั้นเกิดจากเหตุ
เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา
ใจสำคัญ
การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ จะต้องทำด้วยความศรัทธา
ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้น เกินความคาดหมาย
หยุดพิจารณา
คนเรานี้ ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว จิตมันจะฟุ้งซ่าน
และถ้าภาวะนั้นตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือหยุดพิจารณา
แล้วค้นสัจจะของ ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้
บริจาค
ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอก
การสวดมนต์เป็นการภาวนา การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ
การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากว่า การบริจาคภายนอก นี่คือเรื่องของนามธรรม
ทำด้วยใจสงบ
เราจะทำบุญก็ดี เราจะทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน
เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น มันจะพาเราไปสู่หายนะ เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน
เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จงอย่าทำ นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้ว
ปัญญาก็เกิด เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก
มีสติพร้อม
จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม คือ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผลมาอยู่เหนือความจริง
เตือนมนุษย์
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีงานทำในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า
พิจารณาตัวเอง
คืนหนึ่งก็ดี วันหนึ่งก็ดี ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร
ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ ว่าที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร
คือให้ปลีกตัวมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น
เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้ มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง
คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน
เล่มของหลวงปู่ทวดขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม
[ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า]
