Thursday, December 18, 2014
หนึ่งเดียวอันนี้
คืนแรกอันหวานชื่นระหว่างหนุ่มหล่อกับเจ้าสาวแสนซื่อ หนุ่มก็หลอกเมียสาวว่าอาวุธประจำกาย ของเขามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในโลกนี้
สาวซื่อก็หลงเชื่อว่าเป็นจริง
วันต่อมาสามีหนุ่มก็ต้องกลับไปทำงานและไปประชุมต่างเมืองเสียหลายวัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็ต้องตอบคำถามของภรรยาคนซื่อ
"ที่รักคะ ไหนบอกว่าไอ้นั่นน่ะ มีอันเดียวในโลกไง ฉันเพิ่งรู้ว่าคนขายยาในเมืองก็มีแบบนี้เหมือนกัน" ภรรยาถาม
"เอ่อ.." สามีหนุ่มตอบไม่ค่อยถูกเหมือนกัน "จริงๆ ผมมีไอ้นั่นอยู่สองอัน แต่ไปสงครามเวียตนาม ด้วยกันผมเลยแบ่งให้คนขายยานั่นไปอันนึง.."
"เหรอคะ" ภรรยาสาวตาโต
"ทำไมคุณไม่เก็บอันที่ดีกว่าไว้ล่ะ"
อินเดียนเฒ่า
กองถ่ายหนังเข้าไปถ่ายทำในกลางทะเลทรายในถิ่นอินเดียนแดง
วันนึงอินเดียนเฒ่าโผล่เข้ามาในกองถ่าย
"พรุ่งนี้ฝนตก" เขาว่า
วันถัดมาฝนตกจริงๆ
อาทิตย์ถัดมา เขามาที่กองถ่ายอีก
"พรุ่งนี้มีพายุ" เขาว่า
วันถัดมามีพายุจริงๆ
ผู้ อำนวยการกองถ่ายรู้สึกทึ่งอินเดียนเฒ่ามาก เขาจึงจ้างอินเดียนเฒ่าเอาไว้ทำนายดินฟ้าอากาศ ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาทำนายถูกอีกหลายครั้ง ทำให้การถ่ายทำราบรื่นมาก แต่จู่ๆเขาก็หายหน้าไปเป็นอาทิตย์
ผอ.กองถ่ายรู้สึกอึดอัดเพราะต้องเจอปัญหาดินฟ้าอากาศที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เขาเลยไปตามอินเดียนเฒ่าถึงที่พัก
"เราจะถ่ายฉากสำคัญพรุ่งนี้" ผอ.ว่า "แต่เป็นห่วงเรื่องอากาศ คุณบอกผมหน่อยซิว่าพรุ่งนี้จะเป็นไง"
"ไม่รู้" อินเดียนเฒ่ายักไหล่
"วิทยุเสีย!!!"
ช่วยด้วย
มี หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้าไปในร้านขายของสำหรับผู้ใหญ่ Sex Shop และ ถามพนักงานว่า "นิ..นี่ พอ..พ่อ หนุ่ม พ..พอ จะมี..อี ไอ้ที่เป..เป็น ทะ..แท่ง แบบของผู้ ช..ชาย ขะ..ขายรึเปล่า.."
พนักงานขายของซึ่งกำลังวุ่นกับงาน อยู่ก็ตอบเธอว่า "อ๋อ..มีครับ"
หญิง ผู้นั้นก็ยกมือที่สั่น ๆ ของเธอขึน ทำท่าบอกความยาวว่าราวๆ 10 นิ้ว แล้วก็ถามพนักงานว่า "แล...แล้ว ธ...เธอ มี ข...ขาย บะ.. แบบที่มัน...น ย..ยาวประมาณนี้รึเปล่า"
"แน่นอนครับ เรามีขนาดที่คุณต้องการ" พนักงานตอบ
หล่อน ก็ทำมือกุมเป็นวงกลมขนาดเส้นผ่านศุนย์กลางประมาณ 5 นิ้ว แล้วก็ถามพนักงานต่อไปว่า "และ...แล้ว เธอมีขะ..ขาย อะ..อัน ที่ยะ..ใหญ่ ประมา..อาน นี้ด้วย มะ..ไหม จ๊ะ..ะ...."
"เออ.. มีครับ เรามีอันที่ใหญ่ขนาดนั้นเหมือนกัน"
"ละ..แล้ว พวกที่ ธ..เธอมีนั้นมันสั่น ดะ..ได้ ด้วย รึปะ..ปล่าว....วว.ว."
"เออ... รู้สึกว่าจะมีอยู่แบบที่สั่นได้ด้วยครับ"
"ด..ดี มาก.กก เลย จ..จ้า ธ...เธอ ร.รู้ มะ..ไหม ว..ว่า จะป..ปิด มะ..อัน ยัง..งาย..... "
เลี๋ยวมังก็หลุกปายเอง
หนุ่มใหญ่ไฮโซนายหนึ่งไปพบหมอที่คลีนิคกามโรคแห่งหนึ่ง หมอแจ้งแก่หนุ่มไฮโซว่า
"คุณเป็นโรคผู้หญิงขั้นรุนแรง...การรักษา มีทางเดียวเท่านั้นคือต้อง...ตัดทิ้ง.ง.ง"
หนุ่มไฮโซไม่ละความพยายามไปหาหมอจีนแผนโบราณที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่ง...และ เล่าอาการและคำแนะนำของหมอท่านแรกให้ฟัง
หมอจีนได้ฟังก็พูดขึ้นว่า..."ไม่ไหว..ไม่ไหว หมอสมัยนี้เอะอะก็จะตัดทิ้งอย่างเดียว"
หนุ่มไฮโซได้ฟังก็แสนจะดีใจและมีความหวังถามหมอจีนว่า...หมายความว่า ผมไม่ต้องตัด...ใช่ไหมครับหมอ?"
หมอจีนตอบว่า..."ม่ายต้องตัดทิ้งหรอก...ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ เลี๋ยวมังก็หลุกปายเอง.ง.ง.ง
Wednesday, December 17, 2014
แบงค์ย่อย
ผู้หญิงคนหนึ่งทำกระเป๋าถือหล่นหายในห้างสรรพสินค้า
โชคดีที่มีเด็กคนนึงเก็บได้ และเขาก็เอามาคืนเธอ
เมื่อเธอเปิดกระเป๋าออกดูหลังจากได้รับแล้ว เธอก็ต้องแปลกใจ
“เอ๊ะ... ชั้นจำได้ว่ามีแบงค์ห้าร้อยในกระเป๋าอยู่ใบนึงนี่นา
ทำไมมันกลายเป็นแบงค์ย่อยหมดเลยล่ะ”
ไอ้หนูรีบตอบอย่างรวดเร็ว “คือว่านะคับ ครั้งที่แล้วผมเก็บกระเป๋าตังค์ได้
เจ้าของเค้าไม่มีแบงค์ย่อย ผมเลยอดรางวัลเลยคับ”
ยิงธนู
มี พระราชาองค์หนึ่งรักการยิงธนูเป็นชีวิตจิตใจ ต้องการหาชายหนุ่มที่มีความสามารถในการยิงธนูเพื่อมาแต่งงานกับพระธิดาสุด สวย เลยป่าวประกาศให้หนุ่มๆ จากทั่วสารทิศมาทำการแข่งขัน
ปรากฎว่ามี 3 คนเข้าร่วมในครั้งนี้ พระราชาให้นำผลแอ๊ปเปิ้ลวางไว้บนหัวพระธิดาเพื่อเป็นเป้า
ชาย คนแรกยิงปักเข้าที่กลางลูกแอ๊ปเปิ้ล ผู้คนตบมือกันดังสนั่น ชายคนแรกโค้งคำนับแล้วพูดว่า "I'm Robinhood" แล้วก็เดินกลับไปยังที่นั่ง
ชาย คนที่สองทำการยิงบ้าง ลูกธนูแล่นเข้าเสียบท้ายลูกธนูดอกแรกอย่างแม่นยำและทะลุลูกแอ๊ปเปิ้ล ชายคนที่สองประกาศอย่างเสียงดังว่า "I'm Herculis" เสียงปรบมือจากคนดูดังสนั่นกว่าเดิม
ชายคนสุดท้ายเดินออกมาอย่างมั่นใจ ง้างคันธนูเต็มแรง ลูกศรพุ่งแหวกอากาศเสียปึ๊กเข้าที่หน้าผาก เลือดทะลัก พระธิดาล้มลงขาดใจตายทันที ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ชม ชายคนที่ 3 ก็เกาหัวแกรกๆ แล้วประกาศออกไปว่า
"I'm sorry" แล้วย่องจากไปเงียบๆ....
Monday, September 29, 2014
10 อันดับแนวทางที่จะฟื้นฟูความรักให้กลับคืนมา
ความซ้ำซากจำเจถือเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง ถึงเวลาที่เราจะต้องทำในสิ่งที่แตกต่างกันออกไปได้แล้ว หากเราเลือกที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งในสุดสัปดาห์ ก็ต้องพยายามหาอะไรสักอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ ดีกว่าการออกไปกินอาหารมื้อเดิมๆอยู่เสมอ ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายรู้สึกสนุกและตื่นเต้นขึ้นมาจากการทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่เคยทำมา ก่อน
หากเราอยากมีอารมณ์ที่อยู่ในห้วงความรัก หรือหากไม่แล้ว เราก็ต้องฟังเพลงเพื่อเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่มีอยู่ข้างในของเรา หากการฟังเพลงทำให้เราอยู่ในอารมณ์ห้วงแห่งความรักได้นั้น ก็จะทำให้เรามีอารมณ์ทางเพศขึ้นมาได้ แล้วเพลงแบบไหนที่ทำให้เราเปลี่ยนอารมณ์ได้ล่ะ ก็อยู่ที่พวกเราเองว่า เราฟังเพลงแล้วรู้สึกแบบไหน ก็ต้องพยายามเลือกเพลงที่เหมาะสมกับทั้ง 2 ฝ่ายจะดีกว่ามาก
เราลองนั่งดูแล้วก็ตรวจเช็คตัวเองภายในใจว่า ตัวเองมีอารมณ์ที่แปรปรวนมากน้อยแค่ไหนในแต่วัน ที่อาจจะทำให้ความสัมพันธ์อีกฝ่ายหนึ่งขาดสะบั้นลงได้หากอารมณ์ของเราอยู่ใน เกณฑ์ที่แย่เอามากๆ จะต้องจำไว้ว่าพวกเราจะต้องปรับปรุงแก้ไขและหมั่นเช็คอารมณ์ของตัวเองอยู่ เสมอ ไม่ใช่ไปบอกให้อีกฝ่ายปรับปรุงแก้ไข แต่เป็นตัวเราต่างหากที่เป็นฝ่ายที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขก่อน
พวกเราจะต้องรู้ให้ได้ว่าจะต้องทำตัวเองอย่างไรให้ดีที่สุด เราจะต้องค้นหาตัวเองว่าสิ่งไหนที่จะทำให้เรากับอีกฝ่ายหนึ่งมีความสุขที่ สุด แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมดูตัวเอง แต่มักจะให้อีกฝ่ายหนึ่งสนองความปรารถนาตามที่พวกเขาต้องการ เราอย่าไปมองข้ามเรื่องนี้เป็นอันขาด เพราะว่าเราจะต้องใช้เวลาค้นหาตัวเองให้พบ ไม่ว่าจะเป็นจุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหาต่างๆที่เข้ามาสะสมในชีวิตของเรา ล้วนส่งผลต่อความสัมพันธ์อีกฝ่ายทั้งสิ้น
นี่ถือเป็นกฎที่เราจะต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าความรักส่วนหนึ่งบั่นทอนลงได้ก็เพราะเงินเป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน เราก็ต้องมาเช็คการเงิน การคลังของตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า พอที่จะประคับประคองทั้ง 2 ฝ่ายให้รอดได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า การพูดถึงเรื่องเงินจริงๆแล้วถือเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจสำหรับคนส่วนใหญ่ ที่บางทีเขาหรือเธออาจมีปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง จะให้ดีก็ต้องพยายามแก้เกมส์ตรงส่วนนี้ให้ได้
หากเราได้สัมผัสร่างกายของอีกฝ่าย ก็คงรู้สึกดีไม่ใช่น้อย แต่เราจะต้องมีทักษะในการสัมผัสร่างกายอย่างที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่เคยรู้สึกมา ก่อน ในความรักในชีวิตของพวกเรา พวกเราล้วนแล้วต้องการกำลังใจ สร้างอารมณ์และจิตใจให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม การสัมผัสที่ดีจะต้องสร้างความรู้สึกที่ดีขึ้นในการสัมผัสในครั้งต่อๆไป จะต้องมีจังหวะโอกาสในการสัมผัสที่เหมาะสม เพียงแค่นี้ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มมีความรู้สึกดีกลับคืนมาแล้ว
หากความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายเริ่มสะบั้นลง ก็จะต้องหาเวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ในการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจทั้งสองฝ่ายให้ กลับคืนมาอีกครั้ง โดยเราจะต้องทบทวนอดีตที่ผ่านมาว่า มีปัญหาตรงส่วนไหนบ้าง มีข้อผิดพลาดตรงไหน และจะแก้ไขให้กลับมาดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร บางเรื่องก็ใช้เวลานานมากน้อยไม่เหมือนกัน เราก็จะต้องใช้ความกล้าในการสร้างความสัมพันธ์ให้กับคืนมาดีเหมือนเดิม
หากเราอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกลับคืนมา ก็ต้องมาดูในส่วนต่างๆอย่างเช่น พฤติกรรมของแต่ละฝ่าย การพูดการจา รูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วก็มาดูว่าจะมีวิธีอย่างไรให้ความรักกลับคืนมาเบ่งบานอีกครั้ง แน่นอนว่าหลายคนคงเจอสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ก็ต้องหาดอกไม้แต่ละชนิดที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นเดียวกัน โดยเราก็ต้องค่อยๆหว่านเมล็ดพืชลงไปแล้วก็ทำการดูแลทะนุถนอมให้ดีจนมันเบ่ง บานขึ้นมาแล้ว
ทุกๆคนคงจะรู้สึกลำบากใจอยู่ไม่ใช่น้อยหากจะพูดอะไรออกมาที่อีกฝ่ายหนึ่ง อาจจะได้รับผลกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจ เราอาจจะรู้สึกกลัวจนไม่อยากที่จะพูดออกมา เพราะกลัวความผิดและกลัวความโศกเศร้าเสียใจ แต่แน่นอนสถานการณ์ของคนเราก็ต้องพยายามหาทางแก้เกมส์ ซึ่งพื้นฐานหลักๆเลยก็คือ กล่าวคำว่า ขอโทษเป็นอันดับแรกไปก่อน แล้วเราก็พูดในสิ่งที่เรารู้สึกลำบากใจออกมา ไม่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะรู้สึกยังไงก็ตาม มันก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้อีกฝ่ายสามารถรู้ความจริงที่มีอยู่ และพยายามหาทางแก้ไขกันต่อไป
ความสัมพันธ์ของเราตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างล่ะ มีความราบรื่นมากน้อยแค่ไหน แน่นอนพวกเราก็รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมลงมือทำจริงๆ ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แล้วว่า วิธีแบบนี้จะทำให้ความสัมพันธ์กลับมาฟื้นฟูใหม่ได้อีกครั้ง คงไม่ต้องให้ผมอธิบายอะไรมากหรอก เพราะพวกเราทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำยังไง ลุยเสียตั้งแต่ตอนนี้ไปเลยครับ
Wednesday, September 17, 2014
10 ความจริงอันโหดร้ายของมนุษย์เงินเดือน
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ความจริงหลายๆ อย่างก็ยากที่ยอมรับเหมือนกัน เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่คนทำงานออฟฟิศน่าจะเจอกันบ่อยๆ อย่างน้อยก็ให้ไว้เตือนใจกันหน่อยแล้วกันนะครับ
1. ไม่มีใครทำงานได้ทุกอย่าง
แม้ว่าเราจะชอบมีคำพูดประเภทคนเราสามารถเป็นในสิ่งที่เราอยากเป็นได้ถ้า พยายาม มันเลยทำให้หลายๆ คนมักมีความคิดเรื่องการโยกย้ายตำแหน่ง บ้างก็อยากลองไปทำงานในแผนกอื่นๆ ที่ดูน่าสนใจกว่า ดูน่าทำงานมากกว่างานของตัวเอง แต่เชื่อเถอะครับว่าเอาเข้าจริงแล้วการไปทำงานที่ตัวเองไม่เคยทำนั้นไม่ใช่ เรื่องง่ายๆ และมีน้อยคนที่จะสามารถไปทำงานใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ อาจจะมีบ้างที่พอสามารถทำงานกันไปได้ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นหรือ “ถูกหวย” แบบที่คนเก่งๆ หลายคนเอามาเหล่าให้ฟังกันหรอก ทั้งนี้เราต้องพูดกันบนความเป็นจริงว่าการทำงานต่างๆ นั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะและความสามารถหลายอย่าง บางอย่างฝึกกันได้แต่บางอย่างฝึกกันไม่ได้ บางอย่างอาจจะฝึกได้แต่ต้องใช้เวลาซึ่งการทำงานมันรอไม่ได้ขนาดนั้น ฉะนั้นถ้าคุณคิดว่าจะลองเปลี่ยนสายงาน อยากไปทดลองงานใหม่ๆ นั้น ควรคิดกันให้ดีๆ ว่าคุณเหมาะและพร้อมจะไปลองจริงๆ นะครับ
2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบคุณไปหมด
ต่อให้คุณเป็นคนดีมากมายในออฟฟิศ แต่เชื่อเถอะครับว่ามันก็จะมีคนที่ไม่ชอบคุณ ไม่ถูกกับคุณจนได้ ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่าถ้าคุณคิดจะไปเอาใจและหวังให้ทุกคนใน บริษัทรักคุณ (ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) คุณควรจะเลือกดูว่าคนไหนบ้างที่คุณควรให้ความสำคัญ ใครกันที่คุณควรจะแคร์และใส่ใจเป็นพิเศษ คุณอาจจะต้องแบ่งระดับความสำคัญของความสัมพันธ์กันให้ดีๆ แล้วดูว่าแต่ละคนอยู่ในระดับไหน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุณจะไม่สามารถทำให้ทุกคนรักคุณได้ แต่อย่างน้อยก็ใช่ว่าคุณจะต้องสร้างศัตรูให้เยอะเต็มออฟฟิศนะครับ ^^”
3. เพื่อนร่วมงานบางคนเหมาะเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน
จริงอยู่ว่าคุณอาจจะสนิทและไว้ใจเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนเหมาะจะกลายเป็นเพื่อนจริงๆ ของคุณในชีวิต ทุกวันนี้เรามักเจอสถานการณ์ประเภทพอเข้าที่ทำงานใหม่แล้วก็ Add Facebook กันไปหมดก่อนจะพบว่าภายหลังบางคนอยากจะ Unfriend ไปเสีย บางคนอยากจะ Block ไปเลยด้วยก็มี ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์ในที่ทำงานนั้นไม่ได้อยู่ในระดับความสัมพันธ์แบบ เพื่อนตั้งแต่ต้น มันก็จริงอยู่ว่าคุณอาจจะเจอคนที่ดี เจอคนที่ได้กลายเป็นเพื่อนสนิท กลายเป็นพี่ชาย กลายเป็นคนที่เคารพรัก แต่กับบางคนก็อาจจะดีกว่าถ้าคงความสัมพันธ์เป็น “เพื่อนร่วมงาน” หรือคุยกันด้วยเรื่องงานแทนที่จะคุยด้วยเรื่องส่วนตัว
4. วันนึงเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็คุณเองที่จะลาออก
แม้ว่าหลายๆ ครั้งคุณจะเจอเพื่อนร่วมงานที่คุณรักมาก เชื่อใจมาก หรือได้เจอหัวหน้าที่คุณรู้สึกว่าสุดยอดมากๆ อยากฝากชีวิตไว้กับเขา อยากทำงานร่วมกับเขาไปนานๆ แต่ความเป็นจริงแล้ววันหนึ่งคุณก็จะต้องแยกย้ายกันอยู่ดีเพราะแต่ละคนก็ต้อง มีทางชีวิตด้านหน้าที่การงานที่แตกต่างกันออกไป ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าคุณทำงานแผนกเดียวกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ 5 คนไปเรื่อยๆ มันคงไม่สามารถที่ทั้ง 5 คนจะถูกดันขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกเดียวกันได้ทุกคนอยู่แล้ว ถึงวันหนึ่งบางคนก็จะต้องเดินจากไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดีนั่นแหละ
5. ต่อให้คุณทำดีแทบตาย ก็ใช่ว่าคุณจะได้รับการโปรโมต
เรื่องนี้เรามักพูดกันบ่อยๆ ว่าบางคนสร้างผลงานแทบตาย เป็นคนทำงานที่ใครๆ ก็ชื่นชอบแต่กลับไม่ได้เลื่อนขั้นเพราะเหตุผลต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่หัวหน้ามองไม่เห็น หรือพรีเซนต์ไม่เก่ง ถ้าเอาหนักๆ ไปเลยก็คือโดนคนอื่นตัดหน้า เล่นเส้นเล่นสาย ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว กรณีนี้ต้องถือว่าวัดใจกับหัวหน้าและองค์กรอยู่พอสมควร เพราะถ้าหัวหน้าของคุณมองเห็นศักยภาพของคุณและพร้อมจะสนับสนุนแล้ว คุณก็ช่างโชคดีที่จะมีโอกาสก้าวหน้าได้อีกเยอะ แต่ถ้าคุณดันโชคร้ายไปอยู่กับหัวหน้าที่ไม่ได้คิดเรื่องนี้แล้วล่ะก็ คุณก็อาจจะโดนเก็บเข้าหลังบ้านเอาได้ง่ายๆ เช่นกัน
6. ทุกออฟฟิศมีการเมือง
“ที่นี่มีการเมืองไหม” เป็นคำถามที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ เวลาคนเปลี่ยนที่ทำงานซึ่งถ้าคนที่ผ่านงานมากมายหลายออฟฟิศก็จะพูดเหมือนกัน แหละว่า “ที่ไหนๆ ก็มีการเมือง” ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องธรรมดาว่าในออฟฟิศนั้นล้วนมีคนหมู่มากเข้ามาอยู่ด้วย กัน มันก็ย่อมมีคนบางกลุ่มที่มีคาแรคเตอร์ต่างจากอีกกลุ่ม ไหนจะมีเรื่องการเปลี่ยนถ่ายคนตามกาลเวลา มันเลยไม่แปลกที่จะเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกขึ้น ซึ่งไอ้พรรคพวกนี้แหละที่มักจะนำไปสู่ความขัดแย้งลึกๆ กันโดยไม่รู้ตัวและกลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างขั้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอเป็นเช่นนี้เราถึงพูดกันเสมอว่าคุณคงไม่สามารถเลี่ยงการเมืองในออฟฟิศได้ หากแต่คุณจะเลี่ยงมันได้แค่ไหน หรือในออฟฟิศนั้นจะรักษาระดับความรุนแรงที่เกิดจากการเมืองได้อย่างไรต่าง หาก
7. เรื่องที่ถูกต้องอาจจะไม่ใช่เรื่องที่คุณ (หรือคนอื่น) ถูกใจ
สิ่งที่คนทำงานมักจะเจอบ่อยๆ คือคำสั่งจาก “เบื้องบน” ที่หลายๆ ครั้งก็ฟังแล้วตะหงิดๆ ประเภทใช่เหรอ มันถูกต้องเหรอ และพอเรานำเสนอสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องแล้วก็ดันกลายเป็นว่าไม่ถูกใจหัวหน้า หรือคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไป เรื่องนี้มันเลยเข้าวัฏจักรที่ว่าหลายๆ อย่างที่คุณคิดว่ามัน “ถูกต้อง” มันก็อาจจะไม่ได้ “ถูกใจ” เสมอไป (เช่นเดียวกับเรื่องที่หลายๆ คน “ถูกใจ” มันก็ไม่ได้ “ถูกต้อง” เช่นกัน) ซึ่งเมื่อเราทำงานไปเรื่อยๆ นั้นก็จะเจอสถานการณ์ของความขัดแย้งนี้อยู่เรื่อยๆ เป็นธรรมดานั่นแหละครับ
8. คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าหรือแบรนด์นั้นจริงๆ หรอก
ต่อให้คุณได้รับตำแหน่งเป็น Brand Manager / Product Manager หรือเป็นผู้บริหารแบรนด์อะไรก็แล้วแต่ที่ได้รับอำนาจมากมายในการตัดสินใจ สร้างสรรค์ หรือขีดเส้นต่างๆ เพื่อการบริหารจัดการ แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมันจริงๆ แต่อย่างใดเพราะท้ายที่สุดมันก็คือสินทรัพย์ของบริษัทซึ่งวันหนึ่งผู้บริหาร อาจจะสั่งยกเลิก สั่งเปลี่ยน หรือสั่งย้ายคุณได้ (เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของบริษัทและสร้างมันขึ้นมาเองนั่นก็อีก เรื่อง) ฉะนั้นแล้วมันก็ดีถ้าคุณจะทุ่มเทและใส่ใจงานของคุณอย่างเต็มที่ประหนึ่งลูก แท้ๆ ของคุณ แต่คุณก็ต้องรู้ตัวว่าวันหนึ่งคุณก็จะต้องลาออกจากบริษัทและคุณก็ไม่สามารถ เอาแบรนด์หรือสินค้านั้นติดตัวคุณไปได้แต่อย่างใดหรอก
9. หลายๆ อย่างคุณทำเองได้ดีกว่า แต่คุณดันไม่ได้ทำงานนั้น
คนเป็นหัวหน้านั้นมักจะเจอสถานการณ์บ่อยๆ ประเภทเรื่องที่สั่งงานไปนั้นคุณรู้ว่าทำอย่างไรให้ดี ทำอย่างไรให้เร็วและมีประสิทธิภาพแต่พอลูกน้องไปทำแล้วดันไม่ได้ดั่งใจ บ้างก็รู้ว่าสามารถสร้างงานที่ดีกว่านี้ได้แต่คนอื่นดันทำไม่ได้และหลายๆ ครั้งมันก็สร้างความหงุดหงิดให้กับคุณเพราะมันไม่ได้ดั่งใจที่คุณวางไว้ แต่ก็นั่นแหละครับว่าทั้งบริษัทไม่ได้มีคุณคนเดียว และคุณก็ต้องยอมรับความจริงว่าหลายๆ อย่างนั้นคงไม่อาจได้ดั่งใจคุณ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำมันเสียทุกอย่างเช่นกัน
10. คุณจะได้เงินเดือนน้อยกว่าคนอื่นอยู่วันยังค่ำ
ที่ผมขึ้นแบบนี้เพราะอยากเตือนคนทั้งหลายที่พยายามถามว่าเงินเดือนคนอื่น เท่าไร เพราะถ้าคุณเมื่อไรที่คุณตั้งคำถามว่าคนอื่นได้เงินเดือนเท่าไรแล้ว ยังไงคุณก็จะเจอคนที่มีเงินเดือนมากกว่าคุณอยู่ดี แม้ว่าในบริษัทจะไม่มีคนเงินเดือนมากกว่าคุณ แต่คุณก็จะไปรู้ว่าบริษัทอื่นให้เงินเดือนมากกว่า วนไปวนมาแบบนี้ ถ้าคุณไม่ยอมรับความพอดีของเงินเดือนคุณ คุณก็จะต้องเจอความจริงข้อนี้วนไปวนมาไม่รู้จักจบสิ้นหรอกครับ ผมเขียน 10 ข้อนี้ด้วยการนึกประสบการณ์ส่วนตัวประกอบไปด้วย ถ้าคุณมีข้ออื่นๆ ที่คิดว่าเข้าท่าเหมือนกันก็ลองเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันนะครับ
Thursday, September 4, 2014
เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุงซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ
เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอายกำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า \"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็..ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย \"
ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น
ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร
ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
\"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ\"
เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม
ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ
เธอตกใจมาก
ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....
คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน!!
เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า
มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง
มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย
นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่นหลาย ๆสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสังสัยตัวเองว่า
\"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?\"
\"เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่\"
Sunday, November 18, 2012
สุขใจรายวัน กับ 9 สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ชีวิตของคุณแฮปปี้ขึ้น
1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยใจที่มุ่งมั่น "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์!"
แทนที่จะตื่นมา แคะขี้ตา แล้วอาบน้ำแปรงฟันเหมือนวันก่อน ๆ ลองเพิ่มหนึ่งกิจกรรมง่าย ๆ เข้าไปตอนตื่นนอน ให้บอกตัวเองดัง ๆ ว่า "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์ป้าบ" .. อ้อ แล้วไม่ใช่แค่บอกนะ ขอให้คุณ (พยายาม) เชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นด้วย ความเชื่อแบบนี้แหละ ที่จะทำให้คุณสามารถมองเรื่องที่แสนจะธรรมดาสามัญ แบบที่เคยมองว่ามันเป็นอย่างนั้นในวันก่อน ๆ ให้กลายเป็นเรื่องพิเศษขึ้นมาได้ เป็นต้นว่า ซื้อข้าวมันไก่กินแล้ววันนี้ดันได้ไก่เพิ่มมาหนึ่งชิ้น เท่านี้ก็พิเศษแล้ว (ดูเพ้อเจ้อไปหน่อย แต่มันทำให้คุณมีความสุขได้ง่ายขึ้นจริง ๆ นะเออ)
2. วางแผนสิ่งที่จะทำและลำดับความสำคัญ
ที่มาชั้นเยี่ยมของความเครียดในแต่ละวัน (ซึ่งเป็นตัวการขัดขวางความสุขของเรา) คือ การที่แต่ละวันมีงานสุมหัว มีเรื่องให้ต้องจัดการสารพัดมากมายร้อยแปด เยอะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี .. เอาล่ะ ใจเย็น ๆ นะ ค่อย ๆ พิจารณาความสำคัญของงานแต่ละชิ้นดูว่า อะไรควรทำก่อน-หลัง และที่สำคัญคือ สิ่งไหนจะทำให้คุณเขยิบเข้าใกล้เป้าหมายหรือความฝันของตัวเองได้มากขึ้นอีก นิด สิ่งนั้นแหละที่คุณควรจะให้ความสำคัญกับมันมากที่สุด จัดการเสียให้เรียบร้อย พอหมดวันรับรองว่าคุณจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับผลงานของตัวเอง
3. มอบของขวัญแก่ผู้คนที่พบในแต่ละวัน
เราไม่ได้พูดถึงของขวัญที่เป็นทางการแบบใส่ กล่องผูกโบนะคะ แต่เป็นของขวัญที่เรียบง่ายเปี่ยมด้วยความหมายดี ๆ จากตัวคุณเองต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แชร์เรื่องขำขัน พูดให้กำลังใจ หรือแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ฯลฯ .. รับรอง สุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับนะจ๊ะ
4. งดคุยเรื่องการเมือง - ศาสนา
มีบทสนทนาอยู่ 2 เรื่อง ที่ไม่ว่าจะถกเถียงอย่างไรก็ไม่เคยได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องที่สุด นั่นก็คือเรื่อง "การเมือง" กับ "ศาสนา" เถียงกันมาตั้งไม่รู้กี่สิบปี (บางกรณีอาจถึงขั้นร้อย หรือนานกว่านั้นเยอะเลยล่ะ) ก็ไม่เห็นจะได้คำตอบดี ๆ ที่ทำให้คนสองฝ่ายเข้าใจตรงกันได้สักครั้ง แถมมีแนวโน้มว่ายิ่งเถียงกันนานก็ยิ่งทวีความรุนแรงด้วย หากรู้ตัวว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำตกลงไปอยู่ในวังวนของบทสนทนาแบบนี้เมื่อไหร่ ขอบอกว่ารีบถอนตัวออกมาซะยิ่งเร็วยิ่งดี เดี๋ยวจะพาลหงุดหงิด เสียสุขภาพจิตเอาได้ง่าย ๆ
5. คิดไว้ก่อนว่าใคร ๆ ก็มีเจตนาดี
ตราบเท่าที่เราไม่สามารถอ่านความคิดของคนอื่นได้ ก็ไม่มีทางรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงได้หรอกว่า เหตุผลหรือเจตนาเบื้องหลังการกระทำของคนคนหนึ่งนั้นคืออะไร แล้วการไปตีความดักหน้า ว่าที่ใครคนหนึ่งทำอะไรแปลก ๆ ให้คุณรู้สึกตะหงิดใจ จะต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ ๆ นั่นจะกลายเป็นการผลักตัวคุณเองลงไปจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ ความไม่สบายใจนานาประการ พลิกความคิดนิดหน่อย เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่า "เขาน่าจะมีเจตนาดีแหละนะ" จะทำให้ใจคุณเบาหวิวขึ้นเยอะ และท้ายที่สุด ต่อให้เจตนาของเขาไม่ได้ดีอย่างที่คุณคาดหวังเอาไว้ ก็ยังทำให้คุณพร้อมที่จะปล่อยผ่านไป ไม่เก็บความไม่สบายใจไว้กับตัวด้วย
6. ละเลียดของอร่อย
ต่อมรับรสทำงานประสานกับความรู้สึกมีความสุข โดยตรงเลยนะขอบอก เครื่องดื่มเย็น ๆ สักแก้ว ขนมเค้กเล็ก ๆ สักชิ้น ช็อกโกแลตคุณภาพดีสักแท่ง ก็ทำให้วันของคุณสว่างสดใสได้แล้วล่ะ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมร้านเค้ก หรือว่าร้านกาแฟ จึงเปรียบเสมือนแฮปปี้ สเตชั่น ประจำวันของหลาย ๆ คน :)
7. เลิกกังวลถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
อีกหนึ่งศัตรูตัวร้ายที่คอยขัดขวางไม่ให้คุณมี ความสุข ก็คือ "ความกังวล" อันเป็นสิ่งที่เกิดจากการเอาใจไปผูกติดกับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสิ่งที่ล่วงผ่านไปแล้ว ไม่ว่าผลของมันจะแย่ หรือไม่น่าพอใจแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ กังวลไปก็เท่านั้น จะพาลให้วันทั้งวันของคุณไม่มีความสุขไปเปล่า ๆ ตั้งสติกลับมาใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันดีกว่านะ ทำให้ดีที่สุด ผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะได้ไม่ต้องมีอะไรให้เป็นกังวลอีก
8. เลิกเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน
ดูท่านี่จะเป็นนิสัยประจำตัวของหลาย ๆ ที่เมื่อถึงบ้านปุ๊บ ก็ต้องเปิดทีวีปั๊บ แล้วตัวเองก็ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยตามปกติ แล้วการเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อนนี่มันทำให้คุณไม่ฟีลกู้ดยังไงน่ะหรือ .. ตัวอันตรายอยู่ที่ช่วงโฆษณาทั้งหลายนั่นไงล่ะ มาอวดสรรพคุณว่าอันนั้นดี อันนี้เจ๋ง ที่นู่นกำลังลดราคาหากพลาดไม่ได้มาจะเสียใจ หรืออะไรทำนองนี้ สิ่งเหล่านี้มันเร้ากิเลสในใจให้ลุกโชน การความรู้สึกอยากมีอยากได้อยากเป็นเจ้าของ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้จิตใจสงบมีความสุขเลย
9. บันทึกสิ่งดีของวันนั้นก่อนเข้านอน
ก่อนจะล้มตัวลงนอน คว้าไดอะรี่พร้อมปากกาขึ้นมาหนึ่งแท่ง เขียนสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีในตลอดวันนี้ลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างเจ้านายอนุมัติเลื่อนตำแหน่ง หรือเรื่องเล็กกระจิริด อย่างกดลิฟต์ให้คนที่กำลังหอบของเต็มสองมือ ไม่ว่ามันจะใหญ่หรือเล็กขนาดไหน แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่ดีที่สุดของวันนั้น อ่านแล้วก็อดยิ้มกริ่มตามไปไม่ได้ว่าวันนี้ก็มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะ แล้วยิ่งได้บันทึกเอาไว้หลายวัน เมื่อมาอ่านย้อนหลังแล้วคุณจะยิ่งรู้สึกว่า ชีวิตเรานี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน มีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นทุกวันเลย ..แล้วอย่างนี้จะไม่ให้มีความสุขกับทุก ๆ วันของชีวิต ทั้งวันนี้และวันต่อ ๆ ได้อย่างไรกันล่ะนี่ ^___^
Monday, August 13, 2012
ทัศนคติ ที่ซ่อนในใจคุณ
-ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย
-นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม
-นักเขียนการ์ตูน
-คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์
-ขนม
-แปรงสีฟัน
-ร่ม
-เกมส์
-ยาเปลี่ยนเพศ
-พรมวิเศษ
-ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย
-กระจกที่มองเห็นอนาคต
-ทุ่งหญ้า
-ยอดเขา
-ทะเล
-บนตึกสูงในเมืองหลวง
-ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย : คุณเป็นคนแบบที่เชื่อสนิทใจว่า คนที่ยิ่งใหญ่มักเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นคุณจึงชอบข่าวต่างๆ ทั้งข่าวดี ข่าวลือ ที่เขาเขียนลงในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นคนที่มุ่งมั่นว่าจะต้องประสบความสำเร็จในด้านการเรียนและหน้าที่การงาน
-นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม : เป็นสัญลักษณ์ของจินตนาการและเพศตรงข้าม ใจของคุณมักไล่ตามจินตนาการ และมักคิดถึงเรื่องความรัก รู้สึกจริงจังทั้งเวลาที่อกหักและอยากมี ความรัก เมื่อเหนื่อยก็หยุดแล้วกลับมามีความรักอีก
-นักเขียนการ์ตูน : สำหรับคุณแล้ว การคบเพื่อน คุณมักให้ความสำคัญกับความรู้สึก คุณน่าจะเป็นคนที่มีเพื่อนสนิทอยู่มาก ซึ่งสนใจในเรื่องเดียวกันและมีความฝันเหมือนกัน แฮ่ม.. คนที่คุณชอบก็แนวเดียวกันนี่ใช่ป่ะล่ะ
-คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์ : แสดงถึงชีวิตที่ราบเรียบ เป็นเรื่องธรรมดาของคุณที่คิดว่าเมื่อแต่งงานแล้วมีลูก สร้างครอบครัว มีชีวิตที่มีความสุขเหมือนในหนังประเภทครอบ ครัว ที่พูดว่า "คุณพ่อกลับมาแล้ว" ทุกวัน
ขนม : เป็นสัญลักษณ์ของการร้องขอ อยากถูกตามใจ การทำอะไรเพื่อคนอื่นสำหรับคนอื่นคุณถือว่าเป็นความอดทน จริง ๆ แล้วคุณเป็นคนละเอียดรอบคอบ ทำอะไรก็จะ หมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น ๆ จนทำให้ใคร ๆ คิดว่าคุณไม่ค่อยสนใจเรื่องของชาวบ้านเท่าไหร่ เรียกว่าออกจะเอาแต่ใจน่ะ คุณต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราหน่อยแล้ว
ร่ม : แสดงถึงจิตใจที่ปกปิด คุณมีนิสัยขี้ตกใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของคนอื่น ภายนอกดูกล้า แต่ความจริงแล้วปกปิดความอ่อนแอไว้ในใจ คุณมักบ่นซ้ำ ๆ กับเรื่องที่ทำไปแล้ว ว่ามันไม่ดีมั่ง น่าจะดีกว่านี้มั่ง แม้ว่าคนรอบข้างยังไม่ได้ว่าอะไรซักกะติ๊ด คุณต้องสงบจิตสงบใจ ค่อยคิดค่อยทำหน่อย
แปรงสีฟัน : เป็นสัญลักษณ์ของความเข้าใจ แต่แม้ว่าคุณจะเข้าใจดีในเรื่องต่าง ๆ แต่มักจะพูดไม่ตรง คุณจะยอมพูดว่า ใช่ ๆ ๆ ก่อนเสมอ คุณต้องเข้มแข็งกว่านี้ให้มาก
เกมส์ : แสดงถึงความรุนแรงในการแข่งขัน คุณเป็นคนที่อยากจะเอาชนะคนอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเก็บความรู้สึกไว้ ไม่กระทำ แต่จะออกมาทางคำพูด เช่น การเหน็บแนม หรืออะไรประมาณนั้น ก็ระวังอย่าให้มากไปจะกลายเป็นก้าวร้าวได้
ยาเปลี่ยนเพศ : คุณเป็นประเภทขี้เหนียวกับเพศเดียวกัน แต่ใจกว้างกับเพศตรงข้ามว่างั้น ประมาณเห็นแฟนดีกว่าเพื่อนตลอด ดังนั้น นอกเหนือจากปัญหาความสัมพันธ์อันดี งามกับเพื่อนเพศเดียวกันแล้ว คุณต้องระวังเรื่องการใช้เงินเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพศตรง ข้ามด้วยนะ
พรมวิเศษ : ใจของคุณมักลองทำนู่น ดูนี่ ไปโน่น ฯลฯ เสมอ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของคุณเอง พจนานุกรมของคุณจึงไม่มีคำว่า ฟุ่มเฟือย จะซื้ออะไรที คิดแล้ว คิด อีก แล้วคิดอีกที ยังไงกะเพื่อนกะฝูงอย่าเหนียวให้มากนักเลยคู้ณ
ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย : นี่ก็อีกหนึ่งความเหนียว คุณชอบที่จะเห็นตัวเลขในสมุดธนาคารเพิ่มขึ้น ๆ เห็นแล้วก็ชื่นใจ ตัวจะลำบากก็ไม่แคร์ ควักออกมาจ่ายแลกความสุขให้ตัว เองมั่งเฮอะ
กระจกที่มองเห็นอนาคต : การอยากรู้เรื่องที่คนอื่นไม่รู้ สื่อว่าคุณจะคิดก่อนใช้เงินกับเรื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องล่ะก็ คุณเสร็จทุกที เสียเงินไปกับเรื่องขี้หมู ขี้หมา แล้วไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะฉะนั้นจะใช้อะไร ให้คิดหน้าคิดหลังให้ดีนะจ๊ะ
ทุ่งหญ้า : เป็นกลุ่มที่อยากติดต่อกับเพศตรงข้ามอย่างเท่าเทียมกัน ชอบการแต่งงานแบบเรียบง่าย มองเห็นภาพตัวเองและคู่รัก ดูแลกัน นั่งจิบน้ำชาเป็นเพื่อนกัน จนกระทั่ง แก่เฒ่ากลายเป็นคุณตาคุณยาย
ยอดเขา : คุณมีความทะเยอทะยาน ชอบคนมีการศึกษาสูง ฐานะดี การงานดี หน้าตาก็ต้องดี แต่งตัวก็ต้องดี สรุปว่าชั้นสนแต่คนระดับเนี้ยะแหละ โดยไม่สนซะด้วยว่าใครจะมองว่ายังไง
ทะเล : คุณมีความเป็นพ่อแม่อยู่ในตัว มีความอดทนสูง คุณไม่คาดหวังในตัวคู่ของคุณจนเกินไป แต่ก็อยากให้คุณตั้งเสปคเลือกให้ดีหน่อยละกันนะ อย่าเผลอไปเออออห่อ หมกกับใครเพราะแรงยุล่ะ เลือกผิดจะแย่
บนตึกสูงในเมืองหลวง : เป็นคนที่วาดหวังไว้สูง ชอบทำงานมากกว่าการมีครอบครัว อนาคตถึงมีแฟนก็ยังให้ความสำคัญกับงานก่อน แต่ก็ยังจะให้ความสำคัญกับชีวิตแต่ง งานอยู่นะ
Friday, September 17, 2010
สิ่งที่ควรระวังกับตัวเองและครอบครัว..กับสภาพสังคมในปัจจุบัน
จงบอกให้เขาไปขอความช่วยเหลือ จาก พนง.ธนาคารดีกว่า ...
เหตุผลคือ "มีกล้อง วงจรปิด ที่หน้าตู้" .... ถ้าบัตรนั้นถูกขโมยมา ภาพของคุณจะปรากฎ แทนหน้าโจร (งานเข้า ละท่าน)
(2) ถ้าบ้านคุณเกิดไฟดับ แต่เมื่อมองไปไฟข้างๆบ้านยังมี..
จงอย่าผลีผลาม เปิดประตูบ้านออกไป เพื่อตรวจดูมิเตอร์ไฟ
เพราะคุณอาจเจอ คนถือมีด ยืนรอปล้นคุณอยู่ที่หน้าประตู
(3) คุณอาจเคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนคือ...เห็นเด็กน้อยยืนร้องไห้ อยู่ข้างทาง บอกว่าหลงทางและขอให้พาไปส่งบ้าน ตามที่อยู่ในกระดาษ
เมื่อไปถึงบ้านเด็กที่หลงทาง... คุณจะถูกไฟฟ้าดูด จนหมดสติ เมื่อเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู
เมื่อได้สติ จะพบว่าตนเองอยู่ในสภาพเปลือย ในห้องที่ว่างเปล่า
** การเป็นคนใจดี ในสมัยนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วย**
(4) วันหนึ่ง มีหญิงแก่ มายืนที่หน้าบ้าน ถือถุงขนมมาด้วย 2 ถุง
.. ตอนแรกคิดว่าเป็นคนในระแวกบ้านเอาขนมมาให้
แต่พอเธอเอ่ยปากพูดจึงรู้ว่า เธอเป็นชาวต่างชาติ เพราะพูดภาษากันไม่รู้เรื่อง
เลยปิดประตู เพราะคิดว่ามาขอเงิน
**ภายหลัง จึงได้รู้ว่าหญิงแก่คนนี้ ได้ปล้นคนบางคน ในระแวกถนนนั้นได้สำเร! ! ็จ
(5) ขณะที่กำลังจะถอนเงินทีตู้เอทีเอ็ม ก็มีหญิงแกขอร้องให้ช่วยกดเงินให้เธอ เพราะเธอทำไม่เป็น ... เวลา เดียวกัน ... จะมีเด็กตัวเล็กมายืนข้างๆ เตรียมจะเอามือไปเตรียมหยิบเงิน"ของคุณ" --- ขณะที่หญิงแก่ พยายามดึงความสนใจของคุณไปจากหน้าตู้
* จงระวังและตื่นตัว ขณะกดเงิน*** และ ระวังคนที่ไม่น่าไว้ใจด้วย
crimew!(6) มีคุณแม่ผู้เกษียณแล้วอยู่บ้านเฉยๆ ได้เล่าให้ฟังว่า..
วันหนึ่งมีวัยรุ่นมาที่บ้านบอกว่าน้ำมันหมด แล้วขอกระป๋องโค๊ก เปล่าๆ ใบหนึ่ง เพื่อเอาไปซื้อน้ำมันที่ปั๊ม โดยจะจ่ายให้ 2 ริงกิต (เงินมาเลย์) = 9.7 x2 บาท
แล้วล้วงกระเป๋าเอาธนบัตร100 ริงกิต ออกมาให้ .... แล้วให้ท่านทอน เงิน
แต่โชคดีที่ ท่านบอกว่า ไม่เอาเงินค่ากระป๋องเปล่า ให้ฟรีๆ
(โชคดีมากๆ เพราะ*เงินนั้นเป็นเงินปลอม* ถ้าทอนจะเสียเงินไป 98 ริงกิต
(7) เรื่องนี้เกิดที่บาหลี เมื่อผู้สามีภรรยาที่ไปเที่ยว แล้วภรรยาเกิดหายตัวไป....
ตอนแรกนึกว่า เล่นกัน แต่หายไปหลายชั่วโมง จนต้องแจ้งให้ตำรวจช่วยตามหา...แต่ก็ไร้ผล
หลายปีต่อมา ... สามีกลับมา บาหลีอีกครั้ง และได้ไปดูโชว์ "ของแปลก" ในบ้านเก่าๆ หลังหนึ่ง....
เขาไปเห็น มีหีบเหล็กที่สกปรกและขึ้นสนิม.... ในนั้นมี หญิงสาวผู้ ไร้แขนขา ..ทั่วใบหน้าและทั่วร่างเต็มไปด้วยแผลเป็น
เมื่อเขาได้มองใกล้ๆ ก็ต้องตกใจ เพราะนั่นคือภรรยาที่หายไปของเขา ทีถูกจับขังเพื่อเป็นขอทาน
(8) ระวัง เสี! ! ยงเด็กร้องไห้
เพราะคนร้ายจะอัดเทปเสียง เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดประตูออกมา...
*มีคนหายไปจากแหล่งชอปปิ้งที่เซี่ยงไฮ้ หาไปเจอ
เวลาผ่านไปหลายปี ก็มีคนพบว่า เธอกลายเป็นขอทานข้างถนนในกรุงเทพ ในสภาพพิการไร้แขนขาและถูกล่ามโซ่
(10) ระวังเวลาไปเข้าห้องน้ำ คนเดียว
คุณอาจจะถูกแก๊งค์ขายชิ้นส่วนมนุษย์จับไป โดยยัดไว้ใต้รถเข็นอุปกรณ์ทำความสะอาด
(11) แก๊งค์จะทำเป็นเอาธนบัตรหล่นไว้ล้อหลังของรถคุณ
แล้วมาเคาะหน้าต่าง เรียกคุณลงไป "เก็บ"เงินทีคุณทำตกไว้
เมื่อคุณลงไป คุณจะถูกปล้น !!!
Thursday, July 8, 2010
พ่อครับ ขอยืมตังค์หน่อย

"พ่อครับ ขอยืมตังค์หน่อย"
เสร็จ จากงานถึงบ้าน เกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว เขาเดินเข้าบ้าน ที่ดูเงียบเหงา เนื่องจากภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อปีกลาย ทิ้งลูกชายคนเดียวไว้ กับเขาให้หาเลี้ยงลูกตามลำพัง ดีว่าเจ้าหนูน้อยพอจะช่วยตัวเองได้บ้าง อาหารก็กิน อาหารปิ่นโต ที่ผูกประจำ หากินเองได้ ทำให้ไม่เป็นภาระมากมายนัก
เข้า มาในบ้าน เหงื่ออาบแก้ม ยังไม่ทันได้พัก ผู้เป็นพ่อ เห็นหน้าลูกชายวัยซน ที่รอรับหน้า เอ่ยปากทัก "พ่อครับ วันนี้ทำงานเหนื่อยมั้ยครับ"
"เหนื่อยสิลูก แล้ววันนี้ทำการบ้านเสร็จแล้วเหรอ" ผู้เป็นพ่อตอบเนือยๆ พร้อมกับถาม ต่อด้วยความเคยชิน
"เสร็จหมดแล้วครับ คือ ผมมีเรื่องบางอย่างอยากจะถามพ่อน่ะ พ่อว่างหรือยังครับ"
ลูกชาย ตัวน้อย ถามต่อ
"เดี๋ยว พ่อจะไปอาบน้ำ หาข้าวกินข้าวซักหน่อย แล้วคงจะเข้านอน วันนี้เหนื่อยเหลือเกิน ว่าแต่แกจะถามอะไรพ่อเหรอ" ผู้เป็นพ่อ ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
"คือผมอยากรู้ ว่า พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันละเท่าไร ครับ" ลูกชายถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
หันมามองหน้าลูกชาย พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แล้วผู้เป็นพ่อ แต่ก็ตอบไปว่า " วันล่ะ สี่ร้อย"
"งั้นผม ขอยืม ตังค์ พ่อ ซักสองร้อยได้มั้ยครับ " ลูกชาย ตัวน้อย เอ่ยปากด้วยสายตาวิงวอน
"หา แกว่าไง นะ" ผู้เป็นพ่อ ขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ ก่อนที่จะหันมา พูดกับลูกชายด้วยเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม
"นี่ ฟังนะ แกคิดว่าเงินทอง หาได้ง่ายๆเหรอ กว่าพ่อจะได้เงินสี่ร้อยบาท ต้องทำงาน เหนื่อยตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่พอกลับมาถึงบ้าน เจอแก รอขอยืมเงิน พ่อง่ายๆ แบบนี้นี่นะ แกลองไปคิดดูให้ดีสิ ว่า แกทำประโยชน์อะไรให้พ่อบ้าง พ่อถึงจะต้องให้ เงินสองร้อยนี่ ให้แกยืม"
เด็ก ชายยืนนิ่ง มองหน้าพ่อ ไม่มีเสียงหลุดออกจากปาก แต่น้ำตาไหลซึมลงอาบร่องแก้มทั้งสองข้าง ก่อนที่จะหันหลังเดินกลับห้องตัวเอง อย่างซึมเซา
หลัง จากอาบน้ำเสร็จ แวะเข้าครัว หาข้าวปลากินเรียบร้อย เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ เดินไปที่ระเบียง ความรู้สึกเคร่งเครียดที่ได้รับมาจากงานนอกบ้านเริ่มผ่อนคลาย คิดไปถึงอดีตที่ผ่านและงานที่ทำมาทั้งวัน แล้วก็ย้อนกลับคิดไปถึงลูกชายตัวน้อย
ลูกเป็นเด็กดี ไม่เคยเกเร ไม่เคยเอ่ยปากขอเงินเพิ่ม นอกจากเงินค่าขนมที่เขาให้ประจำวันเท่านั้น แต่วันนี้ทำไมถึงเอ่ยปากยืมเงิน
เมื่อ สักครู่ เขาเหนื่อยเกินไป หรือ เครียดเกินไปหรือป่าว ถึงได้ใช้อารมณ์กับลูกไปอย่างนั้น เมื่อได้คิด เขาดับบุหรี่ แล้วเดินไปที่ห้องลูกชายไฟในห้องนอนดับแล้ว
เมื่อ เปิดประตูเข้าไป เอื้อมมือเปิดไฟในห้อง หนูน้อยนอนตะแคงหน้า ตายังคงลืมจ้องมองมาที่ประตู แก้มที่แนบกับหมอน ชุ่มด้วยน้ำตา พร้อมเสียงสะอื้นเบาๆ อยู่คนเดียว
เขาเดินไปนั่งที่ขอบเตียงมือลูบผม ลูกชายเบาๆ พร้อมกับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเครือ จุกคอ
"พ่อ ขอโทษ นะลูก เมื่อกี้พ่อเหนื่อยมามากเลยใช้อารมณ์ กับลูกมากไปหน่อย จริงๆ ตะกี้พ่อไม่ได้ถามลูกด้วยซ้ำว่า ลูกอยากยืมเงินพ่อไปทำไม ลูกอาจจะมีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก็ได้ เงินแม้ว่าจะหาได้ลำบาก ไม่ได้ได้มาง่ายๆ แ ต่ถ้าลูกมีเหตุผลเพียงพอ พ่ออาจจะให้ยืมก็ได้ เพราะว่า ลูก น่ะสำคัญสำหรับพ่อเหนือ สิ่งอื่นใด และพ่อรักลูกจ้ะ"
"ว่าแต่ ไหนลูกลองบอกพ่อสิว่า ลูกอยากยืมเงินสองร้อยไปทำอะไร" ผู้เป็นพ่อถามลูกชายที่มองหน้าพ่อนิ่ง ด้วยน้ำเสียงปราณี เต็มเปี่ยมด้วยความรัก
ลูก ชายตัวน้อย ส่งเสียงสะอื้นจากลำคอ "พ่อครับ ตั้งแต่แม่ตาย ผมเห็นพ่อต้องทำงานหนัก เพื่อหาเงินทุกวัน จนไม่ได้พัก ไม่ได้อยู่กับผมเลย เราแทบไม่มีเวลาได้อยู่ด้วยกัน ผมเลย ค่อยๆ เก็บค่าขนมของผมไว้ตลอดมา จนถึงตอนนี้ผมเก็บได้สองร้อยบาทแล้ว แต่พอผมรู้จากพ่อว่า พ่อทำงานได้ ค่าจ้างวันล่ะสี่ร้อย ผมจึงอยากยืมพ่อเพิ่มอีกสองร้อย ให้เป็นสี่ร้อย เพื่อจะได้ใช้เป็นค่าจ้างให้พ่อได้พัก ได้อยู่กับผม ซักวันนึงครับ"
เงินทอง อาจจะจำเป็น ต่อการดำรงชีวิต
แต่ ครอบครัว ยังคงต้องการ ความรัก ความอบอุ่น และ เวลาที่มีให้ แก่กัน
"อย่าห่วงงานจนลืม ครอบครัว และ คนที่คุณรัก "
Thursday, May 13, 2010
มารู้จักกับผู้ก่อตั้ง FaceBook มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก
และขี่จักรยานหรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวันในทุกวันนี้
ความเป็นอัจฉริยะเหนือมนุษย์ทั่วไป ปรากฏให้เห็นตั้งแต่วัยหนุ่ม
ด้วยอายุเพียง ๒๐ ปี เท่านั้น
เขาสร้างเนื้อสร้างตัวรวยเร็วที่สุด เท่าที่นิตยสาร Forbes
เคยทำการสำรวจมาในหมู่ผู้ที่สร้างความร่ำรวยด้วยตนเอง !!
ราคาหุ้นมีมูลค่าสูงกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ขึ้นแท่นเป็น
มหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดอันดับหนึ่งของโลก ที่สร้างฐานะด้วยลำแข้ง
ของตนเอง โดยใช้เวลาเพียงแค่ ๖ ปี เท่านั้นเอง !!
หนุ่มผู้ที่กล่าวถึงนี้ คือ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก !!
ผู้สร้าง Facebook.com ให้โลกได้รู้จัก และเป็นเครือข่าย
สังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ที่มีผู้ใช้กันมากที่สุดในโลกขณะนี้
มารู้จักกับ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก สักเล็กน้อย
มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก CEO ของ Facebook.com
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Elliot Zuckerberg) มีเชื้อสาย
ยิว - อเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๒๗ (ปัจจุบันอายุ
๒๖ ปี) (คนเก่งระดับโลก เช่น ไอน์สไตน์, ฟอน บราวน์ เป็นต้น มักมี
เชื้อสายยิว - ผู้เขียน)
เติบโตในย่าน Dobbs Ferry นิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา
เข้าศึกษาระดับมัธยมที่ Ardsley High School และจบมัธยมปลาย
ที่ Phillips Exeter Academy ในปี ๒๕๔๕
สมัยเรียนไฮสกูล ซักเคอร์เบิร์กหัดเป็นโปรแกรมเมอร์ ตั้งแต่อยู่
ชั้น ป. ๖ เขากับเพื่อนสร้าง โปรแกรมสำหรับเรียนรู้นิสัยการฟังเพลงของ
ผู้ใช้ Winamp และ MP3 และเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทางอินเตอร์เน็ต
(คนเก่ง ๆ มักเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เด็ก ตรงกันข้าม
กับเด็กไทยบางคน สนใจแต่เล่นเกมส์ และมีแนวโน้มจะมากขึ้น - ผู้เขียน)
ซัคเกอร์เบิร์กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด หยุดเรียนไป
กลางคัน และกลับมาลงทะเบียนเรียนอีกครั้งในปี ๒๕๔๙ ที่ฮาร์เวิร์ด
ซัคเกอร์เบิร์กเริ่มต้นโครงการวิจัยหรือโปรเจ็กต์ชิ้นแรกกับเพื่อนร่วมห้อง
Arie Hasit ชื่อของโปรเจ็กต์นี้คือ Coursematch เป็นบริการที่เปิดให้
นักศึกษาสามารถดูรายชื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้
โปรเจ็กต์ต่อมาคือ Facemash.com เว็บไซต์โหวตรูปนักศึกษา
ฮาร์เวิร์ดว่าใครได้รับความนิยมชมชอบมากหรือน้อย แต่แล้วเมื่อโปรเจ็กต์
นี้ให้บริการจริงบนโลกออนไลน์เพียง ๔ ชั่วโมง มหาวิทยาลัยก็ลงดาบระงับ
การใช้อินเทอร์เน็ตของซัคเกอร์เบิร์ก ด้วยข้อหาว่าโปรเจ็กต์นี้ของ
ซัคเกอร์เบิร์กละเมิดนโยบายการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้
และเป็นภัยต่อระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย
ซัคเกอร์เบิร์กคลอดบริการนาม Facebook จากห้องพักตัวเอง
ในมหาวิทยาลัยด้วยฤกษ์วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ บางแหล่งข่าวระบุว่า
ซัคเกอร์เบอร์เขียน โปรแกรม FaceBook ชุดดั้งเดิมในเวลาไม่ถึง ๒ สัปดาห์
คราวนี้ไม่ใช่บริการโหวตรูปหรือบริการแสดงรายชื่อเพื่อนร่วมชั้น แต่เป็น
บริการที่ให้นักศึกษาสามารถโพสต์ข้อมูลของตัวเองได้เท่าที่ต้องการ
Dustin Moskovitz เืพื่อนและผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook.com
กับ Mark Zuckerberg
แน่นอนว่าเฟสบุ้กได้รับความนิยมถล่มทลายในฮาร์เวิร์ด นักศึกษา
ราว ๒ ใน ๓ แห่ลงทะเบียนใช้งานตั้งแต่ ๒ สัปดาห์แรกที่เปิดให้บริการ ต่อมา
ซัคเกอร์เบิร์กและเพื่อน Dustin Moskovitz เริ่มขยายบริการเฟสบุ้กไปยัง
มหาวิทยาลัยอื่น เช่น สแตนฟอร์ด โคลัมเบีย และเยล โดยราว ๔ เดือน
สถานศึกษาที่ใช้บริการ Facebook มีจำนวนราว ๓๐ แห่ง เมื่ออะไรก็ไปได้สวย
ซัคเกอร์เบิร์กตกลงใจเดินทางไป Palo Alto แคลิฟอร์เนียพร้อม Moskovitz
และกลุ่มเพื่อนช่วงฤดูร้อนปี ๒๕๔๗ ทั้งกลุ่มวางแผนกลับฮาร์เวิร์ดให้ทัน
ฤดูใบไม้ร่วงแต่ก็เปลี่ยนใจอยู่ที่แคลิฟอร์เนียต่อไป และขาดเรียนที่ฮาร์เวิร์ด
ตั้งแต่นั้น
Facebook นั้น เป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้
แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจ และเข้าถึง
ทั้งข้อมูลแฟ้มภาพถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว ภาพยนตร์ที่ชอบ และประวัติส่วนตัว
ทั่วไป
ต่างจากเว็บไซต์ชุมชนออนไลน์อื่นตรงที่ Facebook เป็นชุมชน
ในโลกที่มีตัวตนอยู่จริง ใช้ชื่อ Email เดียวกันและต้องการทำความรู้จัก
คนอื่น ๆ ในสังคมเดียวกัน ทั้งหมดนี้โดนใจชาวอเมริกันที่กระตือรือร้นอยาก
จะรู้จักคนอื่นในสังคมเดียวกันให้มากขึ้น
ซัคเกอร์เบิร์กได้พบกับ Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้งบริการชำระเงิน
ออนไลน์ PayPal ซึ่งให้ทุนก้อนแรกมา ๕ แสนเหรียญ สำนักงาน Facebook
แห่งแรกจึงกำเนิดขึ้นที่ University Avenue ในตัวเมือง Palo Alto นับจาก
นั้นไม่กี่เดือน ปัจจุบัน Facebook มีอาคารสำนักงานในเมือง Palo Alto
จำนวน ๔ อาคาร ซึ่งซัคเกอร์เบิร์กเรียกว่า "urban campus" หรืออาณาจักร
วิทยาลัย
จดหมายเปิดผนึกจาก Mark Zuckerberg เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๒
ที่น่าสนใจ เพื่อทราบแนวทางในการพัฒนา Facebook ในอนาคต
ลักษณะการทำงานของ Facebook
Facebook เปิดตัวในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ โดย มาร์ก ซักเกอร์ เบิร์ก ซึ่งขณะนั้น
เป็นนักศึกษาหนุ่มน้อยวัยแค่ ๒๐ ปี จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง "ฮาร์วาร์ด"
เขาร่วมมือกับเพื่อนอีก ๒ คน คิดค้นสร้าง เครือข่ายภายในรั้วมหาวิทยาลัย
โดยให้นักศึกษาที่สนใจสามารถเข้ามาอัพเดตและ แบ่งปันข้อมูลส่วนตัวและ
รูปภาพได้ จนได้รับความนิยมมากขึ้น จากภายในมหาวิทยาลัยกระจายสู่
มหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ และขยายกลุ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีผู้สนใจจากทั่วโลก
เข้าลงทะเบียนใช้งานมากกว่า ๒๔ ล้านคน เฉลี่ยมีผู้ลงทะเบียนใหม่กว่า
๑๐๐,๐๐๐ รายต่อวัน
ลักษณะการทำงานของ Facebook
มีลิงก์จากเพื่อนส่งเข้ามาหาและถ้าตอบตกลง sign up เข้าไปก็จะ
เข้าไปอยู่ในเครือข่ายของ Facebook ทันที ขณะเดียวกันก็สามารถส่งลิงก์
เชื้อเชิญเพื่อนคนอื่นให้เข้ากลุ่มเป็นลูกโซ่ ต่อไปได้ โดยใน Facebook จะมี
การแบ่งปันข้อมูลประสบการณ์ของแต่ละคน อัพเดตรูปภาพที่ได้ไปเที่ยวกัน
มา พูดคุย ติดต่อ เมาท์ หรือแม้แต่เข้าไปยุ่งเรื่องคนอื่นก็ได้
บางคนอาจคิดว่า Facebook เหมือนกับ My space เว็บไซต์
เครือข่ายออนไลน์ที่ฮอตอยู่ในขณะนี้ แต่ Facebook มีมากกว่านั้น
ความโดดเด่นของ Facebook คือผู้ใช้งานต้องใช้ชื่อจริงและอีเมล์เดียวกัน
ในการลงทะเบียนและมีความต้องการที่จะรู้จักคนอื่นที่มีตัวตนจริง ๆ บนโลก
ใบนี้
นักวิจัยจากสถาบันแห่งหนึ่งจากอังกฤษกล่าวว่า Facebook ยอด
เยี่ยมกว่า My space เพราะเหมาะสำหรับ "เด็กดี" ขณะที่ My space เหมาะ
สำหรับ ขาร็อก ฮิปฮอป ศิลปิน หรือคนทำงาน
ความร้อนแรงและความหอมหวานของ Facebook และ
วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ CEO หนุ่มไฟแรงแห่ง Facebook
ความร้อนแรง และความหอมหวานของ Facebook ทำให้บริษัท
ออนไลน์ยักษ์ใหญ่ ของโลกอย่าง Yahoo.com เสนอซื้อกิจการด้วยมูลค่า
สูงลิ่วถึง $ ๑.๖ พันล้าน แต่ได้รับการปฏิเสธจาก Mark Zuckerberg
ก่อนหน้านี้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ยักษ์ใหญ่ Search Engine อย่าง Google ก็อยาก
ได้ Facebook มาไว้ในครอบครอง ด้วยการยื่นข้อเสนอทุ่ม ๒.๖ พันล้าน
ดอลล่าสหรัฐ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ดูท่าทีของ CEO Zuckerberg
แล้ว ยังอยากเก็บหุ้นส่วน และบริษัทของตัวเองไว้มากกว่า
จากการทุ่มเสนอซื้อ Facebook ของ Google ครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกต
ว่าราคาสูงกว่า ที่เคยซื้อ Youtube มากทีเดียว ซึ่งเดิมที Google ได้ซื้อ
Youtube มาด้วยราคา $ ๑.๖๕ พันล้าน
ขายหุ้นให้ไมโครซอฟท์
บิลล์ เกตส์ ผู้สร้างตำนานลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาก่อตั้ง
ไมโครซอฟท์ เป็นนักลงทุนรายแรก ที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงิน ๒๔๐ ล้าน
ดอลลาร์สหรัฐ แลกกับหุ้นเฟชบุ๊กเพียงแค่ ๑.๖ % เมื่อปลายปี ๒๕๕๐
ต้งแต่เฟซบุ๊กให้บริการมาได้แค่ ๓ ปี และมีผู้ใช้บริการเพียง ๕๐ ล้านคน
ขณะนั้น รายได้ของเฟซบุ๊กก็ยังไม่มากมายเท่าทุกวันนี้ โดยสามารถทำเงิน
เพียง ๑๕๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสินทรัพย์รวมไม่ถึง ๒๐๐ ล้านดอลลาร์
สหรัฐ
กระนั้น การตัดสินใจของไมโครซอฟท์หนุนส่งให้มูลค่าตลาดของ
เฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นเป็น ๑,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในชั่วข้ามคืน
ช่วงเวลานั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไมโครซอฟท์คงกินยาผิด
ถึงได้ตัดสินใจขี่ช้างจับตั้กแตนขนาดนั้น แต่นักวิเคราะห์ที่รู้จริงกลับเดาทาง
ถูกว่า เงินแค่ ๒๔๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก เมื่อเทียบกับ
สิ่งที่ไมโครซอฟท์หมายมั่นปั้นมือ
นั่นคือ การแลกกับสินทรัพย์มหาศาลที่มองไม่เห็นในงบดุล จาก
การเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนหลายสิบหลายร้อนล้านคนของ Facebook โดย
เฉพาะลูกค้าต่างประเทศ และลูกค้าในวัยหนุ่มสาว ซึ่งไมโครซอฟท์ยังเข้า
ไม่ถึง
ขายหุ้นให้กับ DST สัญชาติรัสเซีย
นอกจากนี้ ดีลประวัติศาสตร์อีกครั้งของ Facebook ก็คือตกลง
ขายหุ้นนิดหน่อยให้กับกลุ่มนักลงทุนอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ สัญชาติรัสเซีย
"ดิจิตอล สกาย เทคโนโลยีส์" หรือ DST เพื่อแลกกับการเจาะตลาด
Facebook ในแถบรัสเซีย และยุโรปตะวันออก ซึ่ง DST เป็นเจ้าของธุรกิจ
และนายทุนใหญ่คุมตลาดอินเตอร์เน็ตทั้งภูมิภาคดังกล่าว
ดีลประวัติศาสตร์นี้ ตกลงกันสำเร็จเมื่อเดือน พฤษภาคม ปีที่แล้ว
โดยฝ่ายนายทุนหมีขาวใจป้ำยินดีจ่ายเงิน ๒๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลก
เปลี่ยนกับหุ้นบุริมสิทธิแค่ ๑.๙๖ % ของหุ้น Facebook ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่า
รวม ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรับปากว่าจะไม่มีตัวแทนในบอร์ด
บริหารและไม่ก้าวก่ายเรื่องการบริหาร ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญของ
Facebook ตลอดมา
ชีวิตส่วนตัว ของ Mark Zuckerberg
ถึงแม้จะร่ำรวยทั้งเงินทองและชื่อเสียงชนิดหาตัวจับยาก แต่ทุก
วันนี้ CEO หนุ่มแห่ง Facebook ยังคงใช้ชีวิตสมถะไม่แตกต่างจากเดิม
เขาชอบสวมสเวตเตอร์เชิ้ตสีน้ำตาล กับกางเกงสแล็กสีกากีง่าย ๆ
และรองเท้าแตะอาดิดาสคู่โปรด
ยังคงเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ อยู่ใกล้ออฟฟิศทำงานย่าน พาโล
อัลโต ซึ่งเป็นซิลิคอน วัลเลย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เหมือนเมื่อครั้งเริ่มก่อตั้ง
Facebook ใหม่ ๆ ภายในห้องมีแค่ฟูกนอนราคาถูก โต๊ะทำงานตัวเดียว
กับเก้าอี้สองตัว
ส่วนอาหารเช้าของมหาเศรษฐี ก็ยังเป็นซีเรียลใส่นมในชาม
กระดาษกับช้อนพลาสติก
และใครจะเชื่อว่าเขายังขี่จักรยาน หรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวัน !!!
เห็นไหมครับว่า คนรวยระดับโลกตั้งแต่หนุ่ม โดยไม่โกงใคร
ใช้เวลาสร้างตัวด้วยสมอง เพียง ๖ ปี เท่านั้นก็ยังมี แถมยังใช้ชีวิตสมถะ
เช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ อยู่ และขี่จักรยานหรือไม่ก็เดินไปทำงานทุกวันใน
ทุกวันนี้
รวยล้นฟ้าแล้ว ทำอะไร ๆ มักน่ารักไปหมดเลย !!!
วิธีกด สเลอปี้ ใน 711 ขั้นเทพพพพพ
| |||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
|
Tuesday, April 27, 2010
ช้อนนี่มีไว้ทำไมเนี่ย
ผมเคยไปกินข้าว ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ผมสังเกตเห็นว่าบริกรที่มารับออร์เดอร์มีช้อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ พอผมมองไปทั่วๆ จึงเห็นว่าบริกรในร้านมีช้อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อกันทุกคน ด้วยความสงสัยผมจึงถามเขาดู
“ขอถามหน่อยเถอะ ช้อนนี่มีไว้ทำไมเนี่ย เห็นมีกันทุกคนเลย”
” ช้อนนี่หรือครับ” พนักงานตอบ “เจ้าของร้านเขาจ้างบริษัทที่ปรึกษา มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานน่ะครับ เขาเก็บข้อมูลอยู่หลายเดือนแล้วก็บอกว่า ลูกค้าจะทำช้อนตกมากว่าอย่างอื่นถึง 73.84% ซึ่งตกประมาณ 3 ครั้งต่อโต๊ะต่อชั่วโมง ซึ่งถ้าพนักงานเราเตรียมการไว้ก่อน ก็จะสามารถลดจำนวนครั้งที่จะต้องเดินกลับไปที่ครัว และก็สามารถลดพนักงานที่ใช้ลงได้ 1 คนต่อกะ”
พอเขาพูดเสร็จผมก็ได้ยินเสียงช้อนหล่นอยู่หลังผม บริกรที่คุยอยู่กับผมก็หยิบช้อนในกระเป๋าเสื้อส่งให้ใหม่แล้วบอกว่า “ผมจะหยิบอันใหม่เมื่อผมกลับไปที่ครัวแทนที่จะรีบเข้าไปหยิบในครัวเดี๋ยวนี้”
ผมรู้สึกประทับใจมาก และเมื่อผมมองดูรอบๆ อีกครั้ง ผมก็สังเกตเห็นด้ายเส้นเล็กๆ ห้อยออกมาจากช่องซิปกางเกงของบริกรทุกคน ด้วยความสงสัยผมจึงถามบริกรคนเดิมอีกครั้ง
“รบกวนอีกทีเถอะ ทำไมถึงต้องมีด้ายห้อยออกมาจากตรงนั้นด้วย” โอ้โฮเฮะเขาดูตื่นเต้นมาก
“ผมไม่เคยเจอใครช่างสังเกตอย่างคุณเลยนะครับ จริงๆ แล้วไอ้นี่ก็เป็นผลงานของบริษัทที่ปรึกษาเจ้าเดิมนั่นแหละ เขาบอกว่ามันทำให้เราสามารถประหยัดเวลาที่ใช้ตอนเข้าห้องน้ำได้”
“ประหยัดได้ไง” ผมสงสัย? “ก็…” เขาอธิบาย “เราผูกด้ายนี่เข้ากับปลายไอ้นั่นคุณคงเข้าใจนะครับ แล้วพอจะฉี่เราก็แค่ดึงด้ายนี่ออกมา มือก็ไม่เลอะ มันก็ประหยัดเวลาที่ต้องล้างมือไปได้ เขาว่ามันทำให้ประหยัดเวลาที่ต้องใช้ในห้องน้ำลงไปตั้ง 76.39% แน่ะ”
“อืม…ร้ายจริงๆ” ผมรู้สึกทึ่ง “ว่าแต่ว่าไอ้ด้ายนั่นช่วยตอนเอาออกมา แล้วตอนเก็บเข้าไปล่ะจะทำไง?”
“เอ่อ…” เขากระซิบ “ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาทำกันยังไง แต่ผมน่ะ…ใช้ช้อน”
แด่ภรรยาสุดที่รัก แด่สามีสุดที่รัก
แด่ภรรยาสุดที่รัก
ตลอดปีที่ผ่านมา ผมพยายามฝากรักกับคุณถึง 365 ครั้ง
คือทุกวันเชียวหละ แต่ผมก็ทำได้แค่ 36 ครั้ง
คือเฉลี่ยประมาณ 10 วันต่อครั้งเท่านั้น
เพราะอะไรผมจึงทำงานไม่เข้าเป้า? ต่อไปนี้คือเหตุผล
54 ครั้ง เอาผ้าปูที่นอนไปซัก
17 ครั้ง คุณเข้านอนดึก ทำให้ไม่มีเวลาพอ
49 ครั้ง คุณบ่นว่าเพลียมาก
20 ครั้ง บอกว่าอากาศร้อนเกินไป
15 ครั้ง คุณแกล้งทำเป็นหลับ
22 ครั้ง คุณบอกว่าปวดหัว
17 ครั้ง คุณกลัวว่าจะทำให้ลูกตื่น
16 ครั้ง คุณบอกว่ายังระบมไม่หาย
12 ครั้ง ตรงกับช่วงต้องห้าม ประจำเดือนคุณมา
19 ครั้ง คุณต้องตื่นแต่เช้ามืด กลัวเพลียเดี๋ยวตื่นไม่ไหว
9 ครั้ง คุณบอกว่าคืนนี้ไม่มีอารมณ์
7 ครั้ง ผิวถูกแดดเผา คุณบอกว่าแสบจนแตะเนื้อต้องตัวไม่ได้
6 ครั้ง คุณกำลังเพลินกับรายการดึกทางโทรทัศน์ ห้ามรบกวน
5 ครั้ง คุณไม่ยอม เพราะกลัวผมที่ทำมาใหม่ๆจะยุ่งเสียทรง
3 ครั้ง คุณบอกว่ากลัวเพื่อนบ้านจะได้ยินเสียงเวลาเราเมคเลิฟกัน
9 ครั้ง คุณบอกว่า เดี๋ยวแม่จะได้ยิน
และ 36 ครั้งที่ผมทำได้สำเร็จนั้น ก็ใช่ว่าจะได้ผลเป็นที่พอใจไม่ เพราะ :
6 ครั้ง คุณเอาแต่นอนเฉยๆเป็นท่อนซุง
8 ครั้ง คุณเอาแต่คอยเตือนให้ผมระวังเรื่องเพดานมีรอยแยก เดี๋ยวคนอยู่ข้างบนจะแอบดู
4 ครั้ง คุณเร่งให้ผมรีบๆทำจะได้เสร็จเร็วๆ
7 ครั้ง ผมต้องคอยปลุกคุณ บอกให้รู้ว่าผมเสร็จแล้วนะ
1 ครั้ง ผมกลัวว่าจะทำให้คุณเจ็บ เพราะรู้สึกว่าคุณขยับตัว
แด่สามีสุดที่รัก
ฉันคิดว่าคุณออกจะสับสนไปหน่อยกระมัง
ต่อไปนี้คือเหตุผลที่ว่า
ทำไมคุณถึงไม่สามารถทำให้ได้มากกว่านั้น
5 ครั้ง คุณเมาแอ๋กลับบ้าน แล้วพยายามไปเย่อกับแมว
36 ครั้ง คุณไม่ได้กลับบ้านเลย
21 ครั้ง คุณพยายามแล้วแต่จบไม่ลง เพราะอ่อนปวกเปียกเสียก่อน
33 ครั้ง แป๊ปเดียวคุณก็หลั่งเสียก่อนแล้ว
19 ครั้ง เจ้าน้องชายของคุณอ่อนแอ จนมุดเข้าไปไม่ได้
38 ครั้ง คุณทำงานอยู่จนดึก
10 ครั้ง คุณเกิดตะคริวกินที่นิ้วเท้าเสียก่อน
29 ครั้ง คุณอ้างว่าต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปเล่นกอล์ฟ
2 ครั้ง คุณเกิดไปมีเรื่องนอกบ้าน แล้วถูกเตะผ่าหมากกลับมา
4 ครั้ง คุณดันรูดซิบไปติดเจ้าน้องชายเข้า
3 ครั้ง คุณเป็นหวัด น้ำมูกไหลตลอดเวลา จนไม่เป็นอันได้ทำอะไร
20 ครั้ง คุณลืมสิ่งที่คิดจะทำ ทั้งๆที่คิดเอาไว้ตลอดทั้งวัน
6 ครั้ง คุณหลั่งเลอะเทอะกางเกงนอนเสียก่อน ตอนอ่านหนังสือโป๊
98 ครั้ง คุณเอาแต่ดูการถ่ายทอดฟุตบอล กอล์ฟ ฯลฯ ทางโทรทัศน์
และที่บอกว่าพอมีอะไรกันได้
ฉันก็ยังทำให้คุณผิดหวังอีกนั้นขอบอกเหตุผลดังนี้:
เหตุผลที่ฉันนอนเฉยก็เพราะตอนนั้น คุณทิ่มผิดที่
คุณกำลังทำอยู่กับที่นอนรู้ไว้เสียด้วย
ฉันไม่ได้พูดถึงรอยแยกบนเพดาน
ที่พูดในตอนนั้นคือรอยแยกของฉัน
ฉันเตือนให้เอาเข้าถูกร่องถูกรอยนั่นต่างหาก
และตอนที่คุณรู้สึกว่าฉันกำลังขยับตัว
นั่นก็เพราะคุณดันผายลมออกมา
ฉันเลยต้องกลั้นลมหายใจน่ะสิ
คู่ทุกข์ คู่ยาก
แมน โดนรถชนอาการสาหัส แต่โชคดีที่ สมรเมียสาวไม่เป็นอะไร
แมนอยู่ในอ้อมแขนของสมรเมียรักระหว่างส่งโรงพยาบาล
แมน: สมร ผม กำ ลัง จะ ตาย…..
สมร: ไม่ค่ะแมน คุณต้องไม่เป็นไรนะค่ะ
ทั้งคู่ ฟูมฟายเหมือนหนัง ละครทั่วๆ ไป
แมน:เมื่อสองปีก่อน ธุรกิจผมพังพินาศ ก็มีคุณอยู่ใกล้ๆ
สมร: ก็ฉันเป็นเมียคุณนี่ค่ะแมน
แมน: เมื่อปีที่แล้วศาลฟ้องผม ให้ล้มละลาย ก็มีคุณอยู่ไม่ห่าง
สมร: โธ่ แมนอย่าพูดแบบนั้นสิคะที่รัก
แมน: ปลายปีที่แล้ว จำได้ไหมผมโดนยิงเกือบตาย ก็มีคุณอยู่ใกล้ๆ อีก
สมร: อย่าพูดเลยค่ะ ยังไงสมรก็ไม่ทิ้งคุณหรอกค่ะ แมน
แมนสำลักเลือดที่ไหลออกทางปาก กำลังจะตาย
แมน: สมร เข้ามาใกล้ๆ ผมสิ
สมรเอียงหูเข้าไปใกล้ให้แมนสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย
แมน: จำไว้นะ…….อี หมอน………….มึง นะ มัน ตัว ซวย………
เงินสิบบาท
ถ้าเรามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร?
ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า ‘ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร’ เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า ‘7 บาท’
แต่มีเด็ก 2คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น คนหนึ่งตอบว่า ‘2 บาท’ อีกคนหนึ่งตอบว่า ‘ไม่ต้องทอน’
ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10 บาท คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้เงินทอน 2 บาท
ถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย
คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้ 3 เหรียญ เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา
โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่
การสร้างโจทย์ที่ ‘เสมือนจริง’ จินตนาการของ ‘ครู’ อาจถูกจำกัดเพียงแค่ ‘ตัวเลข’ แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท
เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบเพิ่มอีก 1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาท
โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ
‘อย่ารีบตัดสินความผิดถูกของคนๆ นั้น เพียงแค่ คำตอบ ของเรา’
อย่าหยุดความคิดสร้างสรรของคนๆ นั้น ด้วยกรอบความคิดของเรา100 ข้อที่ทำให้ผู้หญิงหมดราคา
01. หยิ่ง
02. จองหอง
03. ผยอง
04. อวดรวย
05. ไฮโซ ในความจน
06. ปากจัด
07. โหวกเหวกตะโกนโวยวาย
08. เรื่องมาก
09. มากเรื่อง
10. “หึง” มาเนียลิซึ่ม
11. เบื่อง่าย
12. โกรธง่าย
13. หายยาก
14. อวดสวย
15. ซกมก
16. ทำตัวหรู แ ด ก ส้มตำ ไก่ย่างไม่เป็น
17. บ้าแบรนด์ ปู่กรูผลิตร๊อกซี่ ยายกรูทำหลุยส์
18. เลือกกิน
19. กระแดะ
20. ใช้เวลาในการแต่งตัว กว่า ครึ่งหนึ่งของชีวิต
21. แรดเลเซอร์ สัตว์สงวนชนิดหนึ่ง ตามแหล่งวัยรุ่น
22. โกหก
23. หลอกลวง
24. กรูเป็นคนเลว เมิงอ่ะดีเกินไป กรูชอบคนชั่ว
25. เหตุผล ข้างๆคูๆ
26. สายเดี่ยว ส้นตึก เที่ยวดึก ต อ แ ห ล
27. ชู้เยอะ
28. เจ้าแม่สับราง
29. วิชา โบ๊ะ หน้า วอก
30. สรรพนาม สุดหรู ว่า กู กับ เ มิ ง กลางห้างดัง
31. งี่เง่า
32. บ้าผู้ชาย
33. วิชา น้ำยาอุทัย ปราบมาร จนแก้มแดงเหมือนโดนตบมา
34. กูนี่แหละใหญ่
35. ผู้ชายมีเงิน เท่านั้น
36. บ้าเซ็กซ์
37. ขายตัว
38. ดูหนังในโรงภาพยนตร์ แล้ว โทรศัพท์
39. ทะเลาะ กับคนในโรงหนังเพราะ ตัวเองโทรศัพท์
40. ตบกับคนในโรง เพราะ ตัวเองโทรศัพท์
41. ถ้าผู้ชายหล่อ มี 1 แสนคน กุจะขอเบอร์ 99,999 คน
42. ถ้าเมิงขอหมดเลย กรูว่า เมิงอย่าเป็นเลยผู้หญิง
43. หน้าด้าน
44. ไร้ยางอาย
45. ตบแย่งผัว
46. ต่อย พ่อ เตะแม่
47. ด่าบุพการี
48. ยอมเสียตัว เพราะ กรูได้นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ ผัว
49. เมื่อยามเป็น นักเรียน มัธยม กรูชอบดึงถุงเท้าขึ้นสูงๆ ( สงสัย จะไปเตะบอล )
50. หมดเงินไปกับผู้ชาย
51. หมดเงิน ไปกับ เครื่องสำอาง
52. จากข้อ 51 ถ้าสวยเพื่อ แฟน กรูจะไม่ว่า แต่ถ้าสวยเพื่อล่อผู้ชาย อีกเรื่องนึง
53. กินเหล้าแล้วเมาเหมือน ห ม า
54. กินเหล้า แล้ว อ้วกแตกใส่เพื่อน
55. มองผู้ชายทุกคนที่ผ่านหน้ากู
56. ตบกับผู้หญิงทุกคนที่ จีบผู้ชายที่กรูแอบชอบ
57. หลอกลวงผู้ชาย 10 คนได้เวลาเดียวกัน
58. ร้องเพลง อย่างคิดว่า เสียงกู ผู้ชนะการประกวด เดอะสตาร์
59. โชวว์พาวWER
60. ชอบมีเรื่อง
61. มีเรื่องทีไร ให้ ผั ว เคลียร์ อ้าว อิ เ ห รี้ ย หน้าตัวผู้
62. จะจีบกรู …มีรถหรือเปล่า
63. รถ ญี่ปุ่นหรอ กูไม่นั่ง
64. มีเงินเลี้ยงกู เดือนละ 2 หมื่นมั้ย?
65. คุยโทรศัพท์ เสียงดังเกิน 150 เดซิเบล
66. งอนจนกว่า ทศกัณฐ์ จะชนะพระราม
67. เผาแฟน ตัวเองให้เพื่อนฟัง
68. บอกเลิก ปี ละ 3 ร้อยกว่าคน
69. อายุ 15 กูก็แม่คน
70. ด่ารถทุกคัน ที่ ขับมาดีๆ แล้ว ตัวเองปาดหน้าเขา
71. แปรงฟัน 2 อาทิตย์ครั้ง
72. คลั่งดาราจนเลิกกับแฟน
73. ชาติที่แล้ว กูคือนกหงส์หยก กรี๊ส ได้วันละ 250 ครั้ง
74. บ้าหวย
75. แทงบอลหมดตรูด
76. ชอบบังคับ แฟนตัวเองให้ทำตามดาราที่ตัวเองชอบ
77. เปลี่ยนมือถือทุกเดือน ทุกรุ่นที่มีในประเทศ
78. ใส่ส้นตึก มากกว่า 5 นิ้ว
79. ” 2000 มั้ยพี่ ”
80. ต่อราคาของจนแม่ค้าอยากเอา ต รี น ลูบ หน้า
81. เลือกโรงเรียนที่จะเรียนต่อ เพราะ ชุดน.ร
82. โง่
83. จากข้อ 82 สวยไปก็เท่านั้น
84. ขี้อิจฉา
85. ขี้นินทา
86. เ สื อ ก
87. ชีวิตชาวบ้าน คือ สตอรี่ ที่ต้องผ่านหูกู
88. ขี้เมาท์
89. ขี้หงุดหงิด
90. ชอบเหยียดหยามเพศพ่อ
91. อนาคตกุจะเปงดีไซน์เนอร์ จนต้องดีไซน์ชุดนักเรียนให้ผิดระเบียบ ตั้งแต่หัวจรดเท้า
92. ลืมพ่อ ลืมแม่ ลืมบุญคุณ
93. ถ่ายนู้ด เพื่อเงิน แล้วก็บอกว่า ” เพื่อ ศิลปะ ”
94. ชีวิตคือความ เว่อร์
95. ร่าน
96. พูดไทยคำอังกฤษ คำ และก็ออกเสียงผิด
97. ด่าผู้อื่นไปทั่ว ยกเว้นตัวกรูเอง ที่ประเสิรฐศรี
98. มองผู้ชายเป็นเครื่องมือ
99. ไร้สาระ ต่อชีวิต ของตัวเองและ คนรอบข้างเป็นที่สุด
100. ผู้หญิงนั้นลืมยาก…..แต่ ผู้ชาย นั้นลืมไม่ได้หว่ะ
ถ้าคุณเป็นอาการแบบนี้เกิน 30 ข้อขึ้นไป แก้ไขด่วน เพราะจะทำให้คนใกล้ตัวเบื่อหน่าย…