Showing posts with label Warren Buffett. Show all posts
Showing posts with label Warren Buffett. Show all posts

Wednesday, September 10, 2014

8 บทเรียนพลิกชีวิต วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากยาจกสู่มหาเศรษฐี

ในอดีตใครจะไปรู้ว่าจากเด็กอายุแค่ 6 ขวบ เดินขายหมากฝรั่ง จะเติบโตกลายมาเป็นมหาเศรษฐีชื่อดังระดับโลก กลายเป็นราชาแห่งตลาดหุ้นได้ เขาผู้นั้นคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนในหุ้นระยะยาว ซึ่งเป็นการลงทุนที่ใช้เวลาตั้งแต่ 1 - 10 ปี เงินถึงจะงอกเงย และที่สำคัญบริษัทที่เขาซื้อหุ้นไม่มีใครคิดว่าจะมีโอกาสเติบโต แต่หลายปีต่อมากลับทำกำไรให้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่า ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “วอร์เรน บัฟเฟตต์คือผู้หยั่งรู้ตัวจริง”

กว่าจะมาถึงจุดนี้เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย และซึ่งสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้คือ 8 บทเรียน ที่เขาใช้ในการดำเนินชีวิต



1.ทุกความสำเร็จต้องใช้เวลา

ทุกความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในวันเดียว วอร์เรน บัฟเฟตต์จึงมองไกลเสมอและตระหนักดีว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา “ผมไม่ค่อยซื้อหุ้นตัวในกระแสที่มาเร็ว ไปเร็วหรอกนะแต่ผมซื้อหุ้นที่อาจไม่เปิดขายอีกเลยจนกว่าจะถึงห้าปีถัดไป” และสิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ทำก็คือเขาศรัทธาในทุกการตัดสินใจ และเมื่อเขาอดทนรอและหมั่นเติมเต็มความรู้ เขาก็ทำสำเร็จซะแทบทุกครั้งเสมอ

2.รู้ให้ลึกก่อนลุยและเลือกลงทุนกับบริษัทที่มีศักยภาพ
วอร์เรน บัฟเฟตต์จะนำเงินไปสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพเท่านั้นเสมอ เขาหาข้อมูลทุกครั้งก่อนลงสนามจริงไม่ใช่ว่าเขารวยแล้วก็ใช้เงินซื้อหุ้นแต่ ละตัวมามั่วๆแต่ทุกครั้งที่จะทำอะไร วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้คิดอย่างถี่ถ้วนเสมอและศึกษาเป็นอย่างดี

3.เมื่อคนอื่นปอดแหก นี่ล่ะจังหวะทองของเรา
ทุกคนคงเคยได้ยินสำนวนที่ว่า “โอกาสทางธุรกิจมีอยู่ทุกที่” แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ไข่วคว้าได้เพราะพวกเค้า “กลัวจะคว้าน้ำเหลว” แต่วอร์เรน บัฟเฟต์คือจอมแหวกแนวเพราะเมื่อคนอื่นเริ่มถอยห่างจากการลงทุน เศรษฐกิจดูน่ากลัว อาเฮียกลับเข้าไปกว้านซื้อหุ้นในตลาดอย่างกล้าหาญและเน้นซื้อเฉพาะบริษัท เจ๋งๆ จากนั้นกำไรก็เข้ามาหาเขา หลังจากวิกฤติผ่านพ้นไป…แหม่เรียกได้ว่ารู้จักพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาสจริงๆ

4.ลงมือทำตั้งแต่วันนี้
วอร์เรน บัฟเฟต์เปรียบเปรยไว้ได้น่าสนใจ เขาถามว่ารู้มั้ยว่าร่มเงาของต้นไม้ที่คอยบังแดดให้คุณมาจากไหน…ก็มาจากคน ที่ปลูกไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนน่ะสิ และนี่ถือเป็นหลักคิดที่ลึกซึ้งที่ต้องการจะบอกว่า ถ้าคิดจะทำอะไร ก็จงทำตั้งแต่วันนี้ เพราะแม้ว่ามันจะยังไม่เห็นผลทันทีและทำให้เราท้อใจ แต่ถ้าคุณไม่ล้มเลิกไปก่อนผลลัพธ์มันย่อมออกมา เช่นเดียวกับต้นไม้ที่แผ่ร่มเงา

5.ทำในสิ่งที่รู้
แม้การลองอะไรแปลกใหม่จะไม่ผิด และทำให้เราได้เปิดโลก แต่วอร์เรน บัฟเฟต์เผยว่าเขามักจะลงทุนในสิ่งที่ศึกษามาเป็นอย่างดีเท่านั้น หรือสิ่งที่คุ้นเคยเพราะอะไรที่เรามีความเข้าใจ เรามักจะทำออกมาได้ดีเสมอ นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่า ทุกคนไม่ต้องตามกระแสกันก็ได้ ไม่ใช่ว่าอะไรฮิตก็แห่ไปทำ แต่คุณต้องรู้จักมีแนวทางของตัวเอง แล้วคุณจะโดดเด่นเหนือใคร แถมยังมีความสุขด้วยเพราะคุณมีวิธีฝ่าฟันในแบบฉบับที่เป็นของตัวเอง

6.จงตั้งเป้าว่า “ข้าจะเทพให้ได้”
นักธุรกิจชื่อก้องโลกเล่าว่า ทุกคนควรตั้งเป้าหมายไว้และพยายามพิชิตมันให้ได้ จากนั้นก็ทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ เพราะนั่นจะทำให้คุณแกร่งขึ้นมั่นใจขึ้น และถ้าจะให้ดีพยายามพาตัวเองไปอยู่กับคนที่เก่งกาจกว่า เพราะแม้นั่นจะทำให้เราดูโง่เง่าไปบ้าง (เพราะตามคนอื่นไม่ทัน) แต่เราก็จะได้เรียนรู้สิ่งดีๆจากคนเหล่านี้เสมอ แล้ววันหนึ่งคุณอาจจะเทียบเท่า หรือแซงคนเก่งๆพวกนี้ได้

7.อย่าอู้ ต้องมีวินัย
บางทีเมื่อคนเราเริ่มเก่งขึ้นหรือมีเรื่องอื่นๆมารบกวน มันก็มักทำให้เราขาดวินัยได้ เช่น ตอนซื้อหุ้นเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลไม่ละเอียดเหมือนเคย หรือทำอะไรไม่รอบคอบเท่าแต่ก่อนเพราะขี้เกียจ แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่อาจนำหายนะมาได้ในภายหลัง ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิตควรมีวินัยและสม่ำเสมอ ซึ่งนั่นจะทำให้เราเฉียบแหลมอยู่ตลอดเวลา

8.ใจรัก
เมื่อคุณไม่มีใจรักในสิ่งที่ทำ สุดท้ายสิ่งนั้นก็จะหายไปเพราะเราไม่มีแก่ใจจะไปฝ่าฟัน ฉะนั้นแทบทุกเรื่องไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น หรือการตามล่าความฝันในรูปแบบอื่นของชีวิต หากเรามีใจรัก เราก็มักจะพร้อมทุ่มเทให้มันแบบสุดชีวิตเสมอ และรางวัลของคนที่ทุ่มเทจนถึงที่สุดก็คือ “ความสำเร็จของชีวิต”

Saturday, August 30, 2014

นิสัย แค่ 1% ผลสำเร็จ 100%

ช่วงที่ผ่านมาผมได้อ่านหนังสือเรื่อง The Power of Habit ของ Charles Duhigg ทำให้เห็นเห็นมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนมากทีเดียว เพราะการสร้างนิสัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ทุกเรื่อง รวมถึงการลงทุน และไม่น่าเชื่อว่านิสัยแค่ 1% อาจจะสร้างผลต่างในการลงทุนมากเป็นเท่า ๆ ตัว

Charles ยกตัวอย่างการทดลองของนักวิจัยสถาบัน MIT ที่น่าสนใจอันหนึ่ง ที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง “สมอง” “นิสัย” และ “ผลสำเร็จในการแก้ปัญหา” ด้วยการนำเอาหนูเข้ามาวิ่งในเขาวงกตแบบง่าย ๆ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็น “ชีสหอม ๆ” เป็นรางวัล ทุกครั้งที่ปล่อยหนูออกวิ่ง จะมีสัญญาณเสียงกริ๊ก และที่กั้นก็จะถูกยกออก หลังจากนั้นหนูก็จะพยายามขวนขวาย ดมกลิ่น และลองผิดลองถูก จนถึงจุดมุ่งหมาย นักวิจัยทำการทดลองซ้ำแต่ละครั้งหนูก็เรียนรู้วิธีเดินผ่านเขาวงกตได้อย่าง รวดเร็วขึ้นทุก ๆ ครั้ง

ที่น่าสนใจคือ นักวิจัย MIT ได้นำเอาเครื่องวัดการทำงานของสมองมาวัด “คลื่นสมอง” ของหนูตลอดเวลา และพบว่า สมองหนูกลับทำงานน้อยลง ทั้ง ๆ ที่หนูใช้เวลาน้อยกว่าเดิมในการทดลองครั้งหลัง ๆ กระบวนการที่สมองกำหนดให้เกิดพฤติกรรมแบบอัตโนมัตินี้เอง เป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง “นิสัย” ซึ่งถ้าสร้างตัวแปรก็จะพบว่ามี 3 สิ่งคือ ตัวกระตุ้น (ในที่นี้คือเสียงกริ๊ก) มีรางวัล (ในที่นี้คือชีส) และมีกิจวัตร (คือการเดินในเขาวงกต) และผู้เขียนก็เรียกสิ่งนี้ว่า “วงจรแห่งนิสัย”

วงจรแห่งนิสัย มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา และบ่งบอกถึง “เส้นทาง” ในชีวิตของคนทุกคน วงจรแห่งนิสัยในภาพใหญ่จะประกอบด้วย “นิสัยเล็ก ๆ” จำนวนมาก ตั้งแต่การตื่นนอน แปรงฟัน กินข้าว ทำงาน จนเราหลับนอน นิสัยกำหนดให้เราเลือกที่จะตัดสินใจบนเส้นทางที่แตกต่างกันโดยเราไม่รู้ตัว เพราะนี่คือ “พฤติกรรมแบบอัตโนมัติในชีวิต” อันที่จริงนักการตลาดก็ใช้นิสัยของมนุษย์มาสร้างธุรกิจจำนวนมาก Life Style หลายอย่างที่เราเห็น ก็ถูกสร้างจากวงจรแห่งนิสัยนี้นับไม่ถ้วน

ผมนำแนวคิดวงจรแห่งนิสัยนี้มาเปรียบเทียบกับการลงทุน การลงทุนในทุก ๆ เช้าวันธรรมดาเวลาสิบโมงตรง ก็จะเริ่มมีตัวกระพริบเป็น “ชื่อหุ้น” พร้อม ๆ กับ “สี” แดงบ้าง เหลืองบ้าง เขียวบ้าง ซึ่งมันคือ “ตัวกระตุ้น” นั่นเอง และรางวัลของนักลงทุน คือ “ส่วนต่างกำไร” หรือ “เงินปันผล” ส่วนกิจวัตรของนักลงทุนก็คือการซื้อ ขาย และการวิเคราะห์หาข้อมูล

นักลงทุนส่วนมาก จะเริ่มต้นการลงทุนจากการมอง “รางวัล” เป็นที่ตั้งก่อน เช่นการอยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากรวย แต่สิ่งที่ควรจะระวังไว้คือ “รางวัล” มักจะนำมาซึ่งอารมณ์ “ความโลภ” ที่อยากจะได้ผลตอบแทนมาก ๆ และนำมาซึ่ง “ความกลัว” ที่จะสูญเสียรางวัลนั้นไปตลอดกาล เพราะเหตุนี้รางวัลจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักที่จะสร้างความสำเร็จในการลง ทุน

และกับดักนักลงทุนที่สอง คือ “ตัวกระตุ้น” ซึ่งเหมือนมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเทคโนโลยีทำให้เราสามารถเข้าถึงหุ้นได้จำนวนมากพร้อม ๆ กับข่าวสารที่ถาโถมเข้ามา ตัวกระตุ้นชั้นดีในทุกยุคทุกสมัยคือ “ข่าวลือ” หรือหุ้นจำพวก “Top Gainer” หรือ “Most Active” เพราะนี่คือเสียง “กริ๊ก” ให้เราซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้น ซึ่งมันก็ถูกขยายให้มากขึ้นไปอีก ด้วยเครื่องมือจำพวก Social Media เช่น Line, Facebook เพราะเรามักจะเห็นสนามหญ้าคนอื่นเขียวกว่าตัวเอง และเรามักจะรู้สึกบ่อย ๆ ว่า หุ้นในพอร์ตคนอื่น “เขียว” กว่าพอร์ตหุ้นตัวเองเช่นเดียวกัน

ที่จริงแล้วความสำเร็จในการลงทุนต้องสร้างจาก “นิสัย” และตัดตัวกระตุ้นทั้งหลายออกไป หากให้ผมเลือก “สามนิสัย” ที่สำคัญที่สุด นิสัยที่ดีที่สุดในการลงทุน คือ “การอ่าน” เพราะนี่คือการหาวัตถุดิบ ซึ่งก็คือความรู้ และข้อมูล เพื่อนำหุ้นมาวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง จนสร้างผลสำเร็จคือการ “มองเห็น” อนาคตได้ไกลกว่านักลงทุนคนอื่น ๆ ยิ่งเราสามารถมองได้ไกล (วิสัยทัศน์) มองได้ทั่ว (รู้จักหุ้นจำนวนมาก) เราก็ยิ่งประสบความสำเร็จได้มากเท่านั้น

นิสัยที่สอง คือ “การคิด” โดยเฉพาะการคิดหลาย ๆ ชั้น คิดในหลาย ๆ มุม การอ่านจำนวนมากจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก ถ้าไม่สามารถนำความคิดมาต่อยอด สังเคราะห์ และตกผลึกออกมาเป็นผลลัพท์ชั้นยอด การคิดสองชั้นอย่างง่าย ๆ คือ ถ้าเราคิดอะไรได้ เราต้องคิดต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั้นว่า ทำไมคนอื่นถึงคิดไม่ได้เหมือนเรา หรือมีอะไรผิดปกติตรงไหนที่เราลืมคิดไป

นิสัยที่สามคือ “การรอ” เป็นนิสัยที่ดูขัดแย้งกับความสำเร็จในมุมมองของงานทั่ว ๆ ไป ว่า “ทำมากได้มาก” แต่สำหรับการลงทุน “ทำน้อยอาจจะได้ มากกว่า” เสียอีก บัฟเฟตต์บอกว่าการลงทุนดี ๆ แค่ 20 ครั้ง ก็เพียงพอสำหรับเปลี่ยนชีวิตคุณได้แล้ว “การรอ” คือนิสัยที่ทำได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการรอจังหวะซื้อหุ้นที่ราคาดี ๆ และ รอคอย “เวลา” ที่หุ้นจะเติบโตไปถึงจุดที่ดีที่สุดของมัน ทั้งสามนิสัยนั้นนักลงทุนต้องฝึกให้เป็น “พฤติกรรมอัตโนมัติ” และคุณจะโชคดีมาก ถ้านิสัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณชอบอยู่แล้ว เพราะนั่นคือชีวิตที่มีความสุขโดยไม่ต้องฝึกฝนเลย

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดถึงนิสัยไว้ว่า “นิสัยที่ดีต่อเนื่อง มักจะเบาเกินกว่าที่เราจะรู้สึกถึงมัน จนกระทั่งนิสัยนั้นถูกสร้างให้หนักแน่นจนเกินกว่าที่มันจะแตกหักได้” ดังนั้น จงสร้างนิสัยที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือสิ่งที่ทำลายคุณไม่ได้ แม้ว่าพอร์ตหุ้นจะลดลง 50% แต่นิสัยที่หนักแน่น จะพาคุณกลับมา และไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิม นี่คือสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จพิสูจน์มานักต่อนักแล้ว
อ้างอิง เว็ปThai Vi

Saturday, January 5, 2013

คำแนะนำสำหรับปีใหม่จาก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’

เราเริ่มต้นปีใหม่นี้ด้วยความกระตือรือร้นที่หดหู่ และ การมองโลกแง่ดีที่ถูกทำลาย

ความสุขของเราถูกเจือจางลง และ ความสงบสุขของเราถูกคุกคามด้วยเชื้อป่วยไข้ของเศรษฐกิจ ที่ระบาดมายังครอบครัว องค์กร และ ประเทศชาติของเรา

เราทุกคนต่างค้นหายารักษาอย่างสิ้นหวัง เพื่อรักษาความเจ็บป่วยของเศรษฐกิจ และให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

พวกเราต่างฝากความหวังไว้กับผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ว่าพวกเขาจะจัดหายารักษาให้แก่พวกเราได้

ทั้งที่จริง พวกเราคงลืมไปว่า… ก็ไม่ใช่พวกผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจเหล่านี้หรอกหรือ ที่เป็นคนสร้างความวุ่นวายทางเศรษฐกิจนี้ขึ้นมาเอง
ทุกๆปีใหม่ ผมนำ “คติพจน์เก่าๆ” มาเป็น “ไฟนำทาง” อนาคตของผม

สูตรบำบัดรักษาตัวเองต่อไปนี้ ให้ความมั่นใจกับผมว่า…

ในแต่ละปีที่ผ่านไป ผมเติบโต-อย่างมีปัญญามากขึ้น ไม่ใช่แก่-อายุมากขึ้น

ปีนี้ผมจึงขอเชิญชวนทุกคน ให้นำความคิดคุณเจาะเข้าถึงข้อคิดที่ให้สติทางการเงินนี้ร่วมกัน และกลายเป็น ผู้ที่ชาญฉลาดทางเศรษฐกิจ

ความขยัน : ทุกความขยัน…นำรายได้มาให้, แค่พูด…มีแต่นำความยากจนมาให้

ขี้เกียจ : กุ้งลอบสเตอร์ที่หลับ จะถูกกระแสน้ำพัดพาหายไป

เงินที่หาได้ : อย่าพึ่งพา “แหล่งรายได้เพียงทางเดียว” เป็นอันขาด (อย่างน้อย ทำให้ “การลงทุนใดๆ” เกิดเป็นรายได้แหล่งที่ 2 ของคุณ)

การใช้จ่าย : ถ้าคุณ “ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น”, คุณจะต้อง “ขายสิ่งที่จำเป็น”…ในไม่ช้า

การออม : อย่าเพียงออมเท่าที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ให้ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว

การยืม : คนเป็น“ลูกหนี้” กลายเป็น…“ทาสของเจ้าหนี้”

ทำบัญชี : จะมีประโยชน์อะไรในการกางร่ม, ถ้ารองเท้าของคุณฉีกขาดอยู่

ตรวจสอบ : ระมัดระวังแม้รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ, รอยรั่วเล็กๆ สามารถจมเรือใหญ่ๆได้

การเสี่ยง : อย่าตรวจความลึกของแม่น้ำด้วยเท้า 2 ข้างเป็นอันขาด (มีแผนอื่นรองรับไว้ให้พร้อม)

การลงทุน : อย่าใส่ไข่ทั้งหมดของคุณ…รวมไว้ในตระกร้าเพียงใบเดียว

ผมมั่นใจว่า… ใครก็ตามที่ฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้อยู่แล้ว เป็นผู้ที่ดำรงการมีฐานะการเงินที่แข็งแรงไว้ได้

ผมมั่นใจเท่าๆกันด้วยว่า… ใครก็ตามที่เริ่มต้นฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ จะกลับมาเป็นผู้มีฐานะการเงินที่เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว

ขอเราทุกคนต่างกลายเป็น ผู้ที่มีปัญญามากขึ้น และ นำไปสู่ความสุข มีชีวิตที่แข็งแรง, มั่งคั่งและ สงบสุข

*************************

คำแนะนำสำหรับปีใหม่จาก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’

25 ก.พ. 2552

แปลและเรียบเรียง โดย โอกาส ชาญเชาวน์กุล