Friday, December 12, 2014
สัจธรรม ใน ชีวิต
1. คนจน ต้องการ บางอย่าง
คนโลภ ต้องการ ทุกอย่าง
2. ถ้าทุกคน ได้ทุกอย่าง ดั่งที่คิด สิ้นชีวิต จะเอาของ กองไว้ไหน
ได้มาบ้าง เสียไปบ้าง ช่างปะไร หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้พอ
3. เดี๋ยวค่อยทำ วันนี้ยังไม่ว่าง
เดี๋ยวค่อยทำ งานต่างๆยังมาก ล้น
เดี๋ยวค่อยทำ เป็นข้ออ้างของ บางคน
พาอับจน เพราะคำเดียว
เดี๋ยวค่อยทำ
4. ถ้าไม่ชอบ คือไม่ใช่
ถ้าไม่ใช่ คือไม่เอา
แต่...ถ้าชอบ และ...ก็ใช่
ถึงไม่ให้ ก็จะเอา
5. เวลาน้ำเข้าตา มันจะเจ็บที่ตา แต่...เวลาน้ำออกตา มันดันไปเจ็บที่ใจ
6. แลกเงินคนละบาท
ก็ได้คนละบาท
แลกความคิดคนละ 1 ความคิด ได้คนละ 2 ความคิด
7. ชีวิตนี้ จะมีคุณค่า
เมื่อเกิดมา แล้วมีหน้าที่
มีแล้ว ต้องทำให้ดี
ไม่ใช่มี หน้าที่อยู่ ไปวัน ๆ
8. คนงาม งามจิตใจ ใช่รูปสวย
คนรวย รวยน้ำใจ ใช่เงินหนา
คนเก่ง เก่งมาได้ ด้วยวิชา
คนดัง ดังไม่ว่า อย่าลืมตัว
9. ความสุข... ถ้าแบ่งปันกัน
ก็จะเพิ่ม เป็น 2 เท่า
ความทุกข์... ถ้าแบ่งปันกั
ก็จะลด ลงครึ่งหนึ่ง
10. ไม่มีคำแนะนำของ ใคร
ที่ไร้ค่า ไปเสียหมด
แม้แต่ นาฬิกาตาย
มันยัง ตรงเวลา
ถึงวันละ 2 ครั้ง
11. เวลาไม่ได้ทำให้ใคร เสียคน
แต่ใครบางคนต่างหาก
ทำให้...เสียเวลา
12. ความทุกข์ เกิดขึ้นจริง ๆ ครั้งเดียว
แต่...ความคิด
เกิดวนเวียนซ้ำซากนับพันครั้ง
13. มี 4 สิ่งในโลก ที่เงินซื้อไม่ได้
ความรัก เวลา
ชีวิต และมิตรแท้
14. Impossible »
I'm possible
ถ้าตัวเรา เดินหน้า
คำว่า "เป็นไปไม่ได้"
สักวันหนึ่งก็จะ"เป็นไปได้"
15. สารภาพผิด
ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง
สารภาพรัก
เพิ่มความคิดถึงเป็น 2 เท่า
16. "สมอง" จำอะไรไม่ได้
แต่...
"ใจ" จำโคตรแม่น
Monday, September 29, 2014
10 อันดับแนวทางที่จะฟื้นฟูความรักให้กลับคืนมา
ความซ้ำซากจำเจถือเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง ถึงเวลาที่เราจะต้องทำในสิ่งที่แตกต่างกันออกไปได้แล้ว หากเราเลือกที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งในสุดสัปดาห์ ก็ต้องพยายามหาอะไรสักอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ ดีกว่าการออกไปกินอาหารมื้อเดิมๆอยู่เสมอ ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายรู้สึกสนุกและตื่นเต้นขึ้นมาจากการทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่เคยทำมา ก่อน
หากเราอยากมีอารมณ์ที่อยู่ในห้วงความรัก หรือหากไม่แล้ว เราก็ต้องฟังเพลงเพื่อเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่มีอยู่ข้างในของเรา หากการฟังเพลงทำให้เราอยู่ในอารมณ์ห้วงแห่งความรักได้นั้น ก็จะทำให้เรามีอารมณ์ทางเพศขึ้นมาได้ แล้วเพลงแบบไหนที่ทำให้เราเปลี่ยนอารมณ์ได้ล่ะ ก็อยู่ที่พวกเราเองว่า เราฟังเพลงแล้วรู้สึกแบบไหน ก็ต้องพยายามเลือกเพลงที่เหมาะสมกับทั้ง 2 ฝ่ายจะดีกว่ามาก
เราลองนั่งดูแล้วก็ตรวจเช็คตัวเองภายในใจว่า ตัวเองมีอารมณ์ที่แปรปรวนมากน้อยแค่ไหนในแต่วัน ที่อาจจะทำให้ความสัมพันธ์อีกฝ่ายหนึ่งขาดสะบั้นลงได้หากอารมณ์ของเราอยู่ใน เกณฑ์ที่แย่เอามากๆ จะต้องจำไว้ว่าพวกเราจะต้องปรับปรุงแก้ไขและหมั่นเช็คอารมณ์ของตัวเองอยู่ เสมอ ไม่ใช่ไปบอกให้อีกฝ่ายปรับปรุงแก้ไข แต่เป็นตัวเราต่างหากที่เป็นฝ่ายที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขก่อน
พวกเราจะต้องรู้ให้ได้ว่าจะต้องทำตัวเองอย่างไรให้ดีที่สุด เราจะต้องค้นหาตัวเองว่าสิ่งไหนที่จะทำให้เรากับอีกฝ่ายหนึ่งมีความสุขที่ สุด แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมดูตัวเอง แต่มักจะให้อีกฝ่ายหนึ่งสนองความปรารถนาตามที่พวกเขาต้องการ เราอย่าไปมองข้ามเรื่องนี้เป็นอันขาด เพราะว่าเราจะต้องใช้เวลาค้นหาตัวเองให้พบ ไม่ว่าจะเป็นจุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหาต่างๆที่เข้ามาสะสมในชีวิตของเรา ล้วนส่งผลต่อความสัมพันธ์อีกฝ่ายทั้งสิ้น
นี่ถือเป็นกฎที่เราจะต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าความรักส่วนหนึ่งบั่นทอนลงได้ก็เพราะเงินเป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน เราก็ต้องมาเช็คการเงิน การคลังของตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า พอที่จะประคับประคองทั้ง 2 ฝ่ายให้รอดได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า การพูดถึงเรื่องเงินจริงๆแล้วถือเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจสำหรับคนส่วนใหญ่ ที่บางทีเขาหรือเธออาจมีปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง จะให้ดีก็ต้องพยายามแก้เกมส์ตรงส่วนนี้ให้ได้
หากเราได้สัมผัสร่างกายของอีกฝ่าย ก็คงรู้สึกดีไม่ใช่น้อย แต่เราจะต้องมีทักษะในการสัมผัสร่างกายอย่างที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่เคยรู้สึกมา ก่อน ในความรักในชีวิตของพวกเรา พวกเราล้วนแล้วต้องการกำลังใจ สร้างอารมณ์และจิตใจให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม การสัมผัสที่ดีจะต้องสร้างความรู้สึกที่ดีขึ้นในการสัมผัสในครั้งต่อๆไป จะต้องมีจังหวะโอกาสในการสัมผัสที่เหมาะสม เพียงแค่นี้ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มมีความรู้สึกดีกลับคืนมาแล้ว
หากความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายเริ่มสะบั้นลง ก็จะต้องหาเวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ในการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจทั้งสองฝ่ายให้ กลับคืนมาอีกครั้ง โดยเราจะต้องทบทวนอดีตที่ผ่านมาว่า มีปัญหาตรงส่วนไหนบ้าง มีข้อผิดพลาดตรงไหน และจะแก้ไขให้กลับมาดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร บางเรื่องก็ใช้เวลานานมากน้อยไม่เหมือนกัน เราก็จะต้องใช้ความกล้าในการสร้างความสัมพันธ์ให้กับคืนมาดีเหมือนเดิม
หากเราอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกลับคืนมา ก็ต้องมาดูในส่วนต่างๆอย่างเช่น พฤติกรรมของแต่ละฝ่าย การพูดการจา รูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วก็มาดูว่าจะมีวิธีอย่างไรให้ความรักกลับคืนมาเบ่งบานอีกครั้ง แน่นอนว่าหลายคนคงเจอสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ก็ต้องหาดอกไม้แต่ละชนิดที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นเดียวกัน โดยเราก็ต้องค่อยๆหว่านเมล็ดพืชลงไปแล้วก็ทำการดูแลทะนุถนอมให้ดีจนมันเบ่ง บานขึ้นมาแล้ว
ทุกๆคนคงจะรู้สึกลำบากใจอยู่ไม่ใช่น้อยหากจะพูดอะไรออกมาที่อีกฝ่ายหนึ่ง อาจจะได้รับผลกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจ เราอาจจะรู้สึกกลัวจนไม่อยากที่จะพูดออกมา เพราะกลัวความผิดและกลัวความโศกเศร้าเสียใจ แต่แน่นอนสถานการณ์ของคนเราก็ต้องพยายามหาทางแก้เกมส์ ซึ่งพื้นฐานหลักๆเลยก็คือ กล่าวคำว่า ขอโทษเป็นอันดับแรกไปก่อน แล้วเราก็พูดในสิ่งที่เรารู้สึกลำบากใจออกมา ไม่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะรู้สึกยังไงก็ตาม มันก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้อีกฝ่ายสามารถรู้ความจริงที่มีอยู่ และพยายามหาทางแก้ไขกันต่อไป
ความสัมพันธ์ของเราตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างล่ะ มีความราบรื่นมากน้อยแค่ไหน แน่นอนพวกเราก็รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมลงมือทำจริงๆ ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แล้วว่า วิธีแบบนี้จะทำให้ความสัมพันธ์กลับมาฟื้นฟูใหม่ได้อีกครั้ง คงไม่ต้องให้ผมอธิบายอะไรมากหรอก เพราะพวกเราทุกคนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำยังไง ลุยเสียตั้งแต่ตอนนี้ไปเลยครับ
Wednesday, September 17, 2014
10 ความจริงอันโหดร้ายของมนุษย์เงินเดือน
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ความจริงหลายๆ อย่างก็ยากที่ยอมรับเหมือนกัน เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่คนทำงานออฟฟิศน่าจะเจอกันบ่อยๆ อย่างน้อยก็ให้ไว้เตือนใจกันหน่อยแล้วกันนะครับ
1. ไม่มีใครทำงานได้ทุกอย่าง
แม้ว่าเราจะชอบมีคำพูดประเภทคนเราสามารถเป็นในสิ่งที่เราอยากเป็นได้ถ้า พยายาม มันเลยทำให้หลายๆ คนมักมีความคิดเรื่องการโยกย้ายตำแหน่ง บ้างก็อยากลองไปทำงานในแผนกอื่นๆ ที่ดูน่าสนใจกว่า ดูน่าทำงานมากกว่างานของตัวเอง แต่เชื่อเถอะครับว่าเอาเข้าจริงแล้วการไปทำงานที่ตัวเองไม่เคยทำนั้นไม่ใช่ เรื่องง่ายๆ และมีน้อยคนที่จะสามารถไปทำงานใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ อาจจะมีบ้างที่พอสามารถทำงานกันไปได้ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นหรือ “ถูกหวย” แบบที่คนเก่งๆ หลายคนเอามาเหล่าให้ฟังกันหรอก ทั้งนี้เราต้องพูดกันบนความเป็นจริงว่าการทำงานต่างๆ นั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะและความสามารถหลายอย่าง บางอย่างฝึกกันได้แต่บางอย่างฝึกกันไม่ได้ บางอย่างอาจจะฝึกได้แต่ต้องใช้เวลาซึ่งการทำงานมันรอไม่ได้ขนาดนั้น ฉะนั้นถ้าคุณคิดว่าจะลองเปลี่ยนสายงาน อยากไปทดลองงานใหม่ๆ นั้น ควรคิดกันให้ดีๆ ว่าคุณเหมาะและพร้อมจะไปลองจริงๆ นะครับ
2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบคุณไปหมด
ต่อให้คุณเป็นคนดีมากมายในออฟฟิศ แต่เชื่อเถอะครับว่ามันก็จะมีคนที่ไม่ชอบคุณ ไม่ถูกกับคุณจนได้ ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่าถ้าคุณคิดจะไปเอาใจและหวังให้ทุกคนใน บริษัทรักคุณ (ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) คุณควรจะเลือกดูว่าคนไหนบ้างที่คุณควรให้ความสำคัญ ใครกันที่คุณควรจะแคร์และใส่ใจเป็นพิเศษ คุณอาจจะต้องแบ่งระดับความสำคัญของความสัมพันธ์กันให้ดีๆ แล้วดูว่าแต่ละคนอยู่ในระดับไหน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุณจะไม่สามารถทำให้ทุกคนรักคุณได้ แต่อย่างน้อยก็ใช่ว่าคุณจะต้องสร้างศัตรูให้เยอะเต็มออฟฟิศนะครับ ^^”
3. เพื่อนร่วมงานบางคนเหมาะเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน
จริงอยู่ว่าคุณอาจจะสนิทและไว้ใจเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนเหมาะจะกลายเป็นเพื่อนจริงๆ ของคุณในชีวิต ทุกวันนี้เรามักเจอสถานการณ์ประเภทพอเข้าที่ทำงานใหม่แล้วก็ Add Facebook กันไปหมดก่อนจะพบว่าภายหลังบางคนอยากจะ Unfriend ไปเสีย บางคนอยากจะ Block ไปเลยด้วยก็มี ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์ในที่ทำงานนั้นไม่ได้อยู่ในระดับความสัมพันธ์แบบ เพื่อนตั้งแต่ต้น มันก็จริงอยู่ว่าคุณอาจจะเจอคนที่ดี เจอคนที่ได้กลายเป็นเพื่อนสนิท กลายเป็นพี่ชาย กลายเป็นคนที่เคารพรัก แต่กับบางคนก็อาจจะดีกว่าถ้าคงความสัมพันธ์เป็น “เพื่อนร่วมงาน” หรือคุยกันด้วยเรื่องงานแทนที่จะคุยด้วยเรื่องส่วนตัว
4. วันนึงเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็คุณเองที่จะลาออก
แม้ว่าหลายๆ ครั้งคุณจะเจอเพื่อนร่วมงานที่คุณรักมาก เชื่อใจมาก หรือได้เจอหัวหน้าที่คุณรู้สึกว่าสุดยอดมากๆ อยากฝากชีวิตไว้กับเขา อยากทำงานร่วมกับเขาไปนานๆ แต่ความเป็นจริงแล้ววันหนึ่งคุณก็จะต้องแยกย้ายกันอยู่ดีเพราะแต่ละคนก็ต้อง มีทางชีวิตด้านหน้าที่การงานที่แตกต่างกันออกไป ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าคุณทำงานแผนกเดียวกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ 5 คนไปเรื่อยๆ มันคงไม่สามารถที่ทั้ง 5 คนจะถูกดันขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกเดียวกันได้ทุกคนอยู่แล้ว ถึงวันหนึ่งบางคนก็จะต้องเดินจากไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดีนั่นแหละ
5. ต่อให้คุณทำดีแทบตาย ก็ใช่ว่าคุณจะได้รับการโปรโมต
เรื่องนี้เรามักพูดกันบ่อยๆ ว่าบางคนสร้างผลงานแทบตาย เป็นคนทำงานที่ใครๆ ก็ชื่นชอบแต่กลับไม่ได้เลื่อนขั้นเพราะเหตุผลต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่หัวหน้ามองไม่เห็น หรือพรีเซนต์ไม่เก่ง ถ้าเอาหนักๆ ไปเลยก็คือโดนคนอื่นตัดหน้า เล่นเส้นเล่นสาย ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว กรณีนี้ต้องถือว่าวัดใจกับหัวหน้าและองค์กรอยู่พอสมควร เพราะถ้าหัวหน้าของคุณมองเห็นศักยภาพของคุณและพร้อมจะสนับสนุนแล้ว คุณก็ช่างโชคดีที่จะมีโอกาสก้าวหน้าได้อีกเยอะ แต่ถ้าคุณดันโชคร้ายไปอยู่กับหัวหน้าที่ไม่ได้คิดเรื่องนี้แล้วล่ะก็ คุณก็อาจจะโดนเก็บเข้าหลังบ้านเอาได้ง่ายๆ เช่นกัน
6. ทุกออฟฟิศมีการเมือง
“ที่นี่มีการเมืองไหม” เป็นคำถามที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ เวลาคนเปลี่ยนที่ทำงานซึ่งถ้าคนที่ผ่านงานมากมายหลายออฟฟิศก็จะพูดเหมือนกัน แหละว่า “ที่ไหนๆ ก็มีการเมือง” ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องธรรมดาว่าในออฟฟิศนั้นล้วนมีคนหมู่มากเข้ามาอยู่ด้วย กัน มันก็ย่อมมีคนบางกลุ่มที่มีคาแรคเตอร์ต่างจากอีกกลุ่ม ไหนจะมีเรื่องการเปลี่ยนถ่ายคนตามกาลเวลา มันเลยไม่แปลกที่จะเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกขึ้น ซึ่งไอ้พรรคพวกนี้แหละที่มักจะนำไปสู่ความขัดแย้งลึกๆ กันโดยไม่รู้ตัวและกลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างขั้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอเป็นเช่นนี้เราถึงพูดกันเสมอว่าคุณคงไม่สามารถเลี่ยงการเมืองในออฟฟิศได้ หากแต่คุณจะเลี่ยงมันได้แค่ไหน หรือในออฟฟิศนั้นจะรักษาระดับความรุนแรงที่เกิดจากการเมืองได้อย่างไรต่าง หาก
7. เรื่องที่ถูกต้องอาจจะไม่ใช่เรื่องที่คุณ (หรือคนอื่น) ถูกใจ
สิ่งที่คนทำงานมักจะเจอบ่อยๆ คือคำสั่งจาก “เบื้องบน” ที่หลายๆ ครั้งก็ฟังแล้วตะหงิดๆ ประเภทใช่เหรอ มันถูกต้องเหรอ และพอเรานำเสนอสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องแล้วก็ดันกลายเป็นว่าไม่ถูกใจหัวหน้า หรือคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไป เรื่องนี้มันเลยเข้าวัฏจักรที่ว่าหลายๆ อย่างที่คุณคิดว่ามัน “ถูกต้อง” มันก็อาจจะไม่ได้ “ถูกใจ” เสมอไป (เช่นเดียวกับเรื่องที่หลายๆ คน “ถูกใจ” มันก็ไม่ได้ “ถูกต้อง” เช่นกัน) ซึ่งเมื่อเราทำงานไปเรื่อยๆ นั้นก็จะเจอสถานการณ์ของความขัดแย้งนี้อยู่เรื่อยๆ เป็นธรรมดานั่นแหละครับ
8. คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าหรือแบรนด์นั้นจริงๆ หรอก
ต่อให้คุณได้รับตำแหน่งเป็น Brand Manager / Product Manager หรือเป็นผู้บริหารแบรนด์อะไรก็แล้วแต่ที่ได้รับอำนาจมากมายในการตัดสินใจ สร้างสรรค์ หรือขีดเส้นต่างๆ เพื่อการบริหารจัดการ แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมันจริงๆ แต่อย่างใดเพราะท้ายที่สุดมันก็คือสินทรัพย์ของบริษัทซึ่งวันหนึ่งผู้บริหาร อาจจะสั่งยกเลิก สั่งเปลี่ยน หรือสั่งย้ายคุณได้ (เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของบริษัทและสร้างมันขึ้นมาเองนั่นก็อีก เรื่อง) ฉะนั้นแล้วมันก็ดีถ้าคุณจะทุ่มเทและใส่ใจงานของคุณอย่างเต็มที่ประหนึ่งลูก แท้ๆ ของคุณ แต่คุณก็ต้องรู้ตัวว่าวันหนึ่งคุณก็จะต้องลาออกจากบริษัทและคุณก็ไม่สามารถ เอาแบรนด์หรือสินค้านั้นติดตัวคุณไปได้แต่อย่างใดหรอก
9. หลายๆ อย่างคุณทำเองได้ดีกว่า แต่คุณดันไม่ได้ทำงานนั้น
คนเป็นหัวหน้านั้นมักจะเจอสถานการณ์บ่อยๆ ประเภทเรื่องที่สั่งงานไปนั้นคุณรู้ว่าทำอย่างไรให้ดี ทำอย่างไรให้เร็วและมีประสิทธิภาพแต่พอลูกน้องไปทำแล้วดันไม่ได้ดั่งใจ บ้างก็รู้ว่าสามารถสร้างงานที่ดีกว่านี้ได้แต่คนอื่นดันทำไม่ได้และหลายๆ ครั้งมันก็สร้างความหงุดหงิดให้กับคุณเพราะมันไม่ได้ดั่งใจที่คุณวางไว้ แต่ก็นั่นแหละครับว่าทั้งบริษัทไม่ได้มีคุณคนเดียว และคุณก็ต้องยอมรับความจริงว่าหลายๆ อย่างนั้นคงไม่อาจได้ดั่งใจคุณ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำมันเสียทุกอย่างเช่นกัน
10. คุณจะได้เงินเดือนน้อยกว่าคนอื่นอยู่วันยังค่ำ
ที่ผมขึ้นแบบนี้เพราะอยากเตือนคนทั้งหลายที่พยายามถามว่าเงินเดือนคนอื่น เท่าไร เพราะถ้าคุณเมื่อไรที่คุณตั้งคำถามว่าคนอื่นได้เงินเดือนเท่าไรแล้ว ยังไงคุณก็จะเจอคนที่มีเงินเดือนมากกว่าคุณอยู่ดี แม้ว่าในบริษัทจะไม่มีคนเงินเดือนมากกว่าคุณ แต่คุณก็จะไปรู้ว่าบริษัทอื่นให้เงินเดือนมากกว่า วนไปวนมาแบบนี้ ถ้าคุณไม่ยอมรับความพอดีของเงินเดือนคุณ คุณก็จะต้องเจอความจริงข้อนี้วนไปวนมาไม่รู้จักจบสิ้นหรอกครับ ผมเขียน 10 ข้อนี้ด้วยการนึกประสบการณ์ส่วนตัวประกอบไปด้วย ถ้าคุณมีข้ออื่นๆ ที่คิดว่าเข้าท่าเหมือนกันก็ลองเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันนะครับ
Thursday, September 11, 2014
อย่ารอ "ความสมบูรณ์แบบ"
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ ใครบางคน ไม่ได้ทำอะไรบางอย่างซ่ะที คือ อยากรอจนสมบูรณ์แบบ รอความพร้อม ก่อนแล้วค่อยทำสิ่งต่อไป ซึ่งแน่นอน อะไรที่ว่านั้น ก็ไม่เคยได้เกิดจริงสักครั้ง
หลายคนบอกดิฉันว่า
"โค้ช... เดี๋ยว รอให้ผอมก่อน แล้วจะมาเรียนกับโค้ช แล้วว่าจะเริ่มปรับลุค"
ดิฉันตอบไปโดยไม่ลังเลเลยว่า " ไม่ต้องรอผอมหรอก มาเลย มาเริ่มกันเลย เพราะถ้ารอผอม คุณจะไม่มีโอกาสได้เริ่ม"
เมื่อไหร่กันล่ะ ที่เราจะรู้สึกว่าตัวเองผอม รู้สึกว่าตัวเองดีแล้ว เมื่อไหร่, วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร.... เมื่อไหร่กัน
ดิฉันมองว่าเหล่านั้น คือ ข้ออ้างทั้งสิ้น
ดิฉันไม่เคยนับจำนวน คนที่บอกว่าจะมาลงเรียนกับดิฉัน
แต่ดิฉัน นับคนที่มาเรียนได้จริงๆ เพราะนี่แหละ คือคนที่อยากเปลี่ยนจริงๆ
ถ้าวันนี้พวกเราอยากจะเริ่มทำโปรเจคอะไร ให้ได้ออกกก้าวใหม่ทุกๆวัน ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกาย, การอ่านหนังสือ, การจัดการกับงานที่คั่งค้าง, การดูแลตัวเองและการดูแลคนที่เรารัก, การแต่งตัวใหม่ ที่ให้ชีวิตใหม่กับเรา อะไรก็ได้ ที่เป็นเป้าหมายของเรา เริ่มทำมันทุกๆวัน
สิ่งแรกที่เราจะได้คือ กำลังใจ ว่าเราสามารถเริ่มได้ เรามีวินัยกับตัวเอง สิ่งนี้สำคัญมากกว่าการทำให้เสร็จได้ในครั้งเดียวเสียอีก เพราะความมั่นใจนี้ มันเหมือนน้าที่รดลงบนต้นไม้ทีละหยดๆ ที่ต้นไม้นั้นค่อยๆเอาไปใช้ได้ ดีกว่าการราดน้ำทีเดียวทั้งถัง ต้นไม้ไม่สามารถเก็บเอาได้ทั้งหมด มันย่อยได้แค่ที่มันย่อยได้
ต่อไป คือ เราจะเห็นว่ามันเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ในสิ่งที่เราได้ทำออกไป ดั่งที่เขาว่าไว้ว่า เรือที่เบนเข็มออก แม้เพียงครึ่งองศาไปเรื่อยๆ ปลายทางนั้นเป็นคนละเรื่องกับตอนแรก
ท้ายที่สุด ไม่ว่าโปรเจคเล็กใหญ่ที่พวกเราเริ่มและสานต่อจนเห็นอะไรบางอย่าง เราได้ผลลัพธ์ตามแรงที่เราลงไป อีกสิ่งที่ยิ่งใหญ่คือ ความรู้สึกว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งสิ้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไรที่เราเคยอ้างถึง ดินฟ้าอากาศ ยากดีมีจน ภาวะจำยอมต่างๆ
มันขึ้นอยู่กับเรา "เอาจริง" หรือเปล่าต่างหากที่สำคัญกว่า
ไม่มีใครยากจนที่สุดในโลกนี้ มีแต่คนที่มีความคิดที่ยากจน ทำให้เขาเลยต้องยากจน เพราะเราก็เห็นอยู่แล้วว่า มีคนรวยจากกองขยะ
ในโลกนี้มีแต่โอกาสทั้งสิ้น
สิ่งที่เราต้องทำ คือ เริ่มออกเดิน ตามหา อย่ามั่วนั่งรอความสมบูรณ์แบบ
ความสมบูรณ์แบบมีได้จากการทำ ... แต่มันไม่ได้มีมา ตั้งแต่ ที่จุดเริ่มต้น
Wednesday, September 10, 2014
8 บทเรียนพลิกชีวิต วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากยาจกสู่มหาเศรษฐี
กว่าจะมาถึงจุดนี้เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย และซึ่งสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้คือ 8 บทเรียน ที่เขาใช้ในการดำเนินชีวิต
1.ทุกความสำเร็จต้องใช้เวลา
ทุกความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในวันเดียว วอร์เรน บัฟเฟตต์จึงมองไกลเสมอและตระหนักดีว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา “ผมไม่ค่อยซื้อหุ้นตัวในกระแสที่มาเร็ว ไปเร็วหรอกนะแต่ผมซื้อหุ้นที่อาจไม่เปิดขายอีกเลยจนกว่าจะถึงห้าปีถัดไป” และสิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ทำก็คือเขาศรัทธาในทุกการตัดสินใจ และเมื่อเขาอดทนรอและหมั่นเติมเต็มความรู้ เขาก็ทำสำเร็จซะแทบทุกครั้งเสมอ
2.รู้ให้ลึกก่อนลุยและเลือกลงทุนกับบริษัทที่มีศักยภาพ
วอร์เรน บัฟเฟตต์จะนำเงินไปสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพเท่านั้นเสมอ เขาหาข้อมูลทุกครั้งก่อนลงสนามจริงไม่ใช่ว่าเขารวยแล้วก็ใช้เงินซื้อหุ้นแต่ ละตัวมามั่วๆแต่ทุกครั้งที่จะทำอะไร วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้คิดอย่างถี่ถ้วนเสมอและศึกษาเป็นอย่างดี
3.เมื่อคนอื่นปอดแหก นี่ล่ะจังหวะทองของเรา
ทุกคนคงเคยได้ยินสำนวนที่ว่า “โอกาสทางธุรกิจมีอยู่ทุกที่” แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ไข่วคว้าได้เพราะพวกเค้า “กลัวจะคว้าน้ำเหลว” แต่วอร์เรน บัฟเฟต์คือจอมแหวกแนวเพราะเมื่อคนอื่นเริ่มถอยห่างจากการลงทุน เศรษฐกิจดูน่ากลัว อาเฮียกลับเข้าไปกว้านซื้อหุ้นในตลาดอย่างกล้าหาญและเน้นซื้อเฉพาะบริษัท เจ๋งๆ จากนั้นกำไรก็เข้ามาหาเขา หลังจากวิกฤติผ่านพ้นไป…แหม่เรียกได้ว่ารู้จักพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาสจริงๆ
4.ลงมือทำตั้งแต่วันนี้
วอร์เรน บัฟเฟต์เปรียบเปรยไว้ได้น่าสนใจ เขาถามว่ารู้มั้ยว่าร่มเงาของต้นไม้ที่คอยบังแดดให้คุณมาจากไหน…ก็มาจากคน ที่ปลูกไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนน่ะสิ และนี่ถือเป็นหลักคิดที่ลึกซึ้งที่ต้องการจะบอกว่า ถ้าคิดจะทำอะไร ก็จงทำตั้งแต่วันนี้ เพราะแม้ว่ามันจะยังไม่เห็นผลทันทีและทำให้เราท้อใจ แต่ถ้าคุณไม่ล้มเลิกไปก่อนผลลัพธ์มันย่อมออกมา เช่นเดียวกับต้นไม้ที่แผ่ร่มเงา
5.ทำในสิ่งที่รู้
แม้การลองอะไรแปลกใหม่จะไม่ผิด และทำให้เราได้เปิดโลก แต่วอร์เรน บัฟเฟต์เผยว่าเขามักจะลงทุนในสิ่งที่ศึกษามาเป็นอย่างดีเท่านั้น หรือสิ่งที่คุ้นเคยเพราะอะไรที่เรามีความเข้าใจ เรามักจะทำออกมาได้ดีเสมอ นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่า ทุกคนไม่ต้องตามกระแสกันก็ได้ ไม่ใช่ว่าอะไรฮิตก็แห่ไปทำ แต่คุณต้องรู้จักมีแนวทางของตัวเอง แล้วคุณจะโดดเด่นเหนือใคร แถมยังมีความสุขด้วยเพราะคุณมีวิธีฝ่าฟันในแบบฉบับที่เป็นของตัวเอง
6.จงตั้งเป้าว่า “ข้าจะเทพให้ได้”
นักธุรกิจชื่อก้องโลกเล่าว่า ทุกคนควรตั้งเป้าหมายไว้และพยายามพิชิตมันให้ได้ จากนั้นก็ทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ เพราะนั่นจะทำให้คุณแกร่งขึ้นมั่นใจขึ้น และถ้าจะให้ดีพยายามพาตัวเองไปอยู่กับคนที่เก่งกาจกว่า เพราะแม้นั่นจะทำให้เราดูโง่เง่าไปบ้าง (เพราะตามคนอื่นไม่ทัน) แต่เราก็จะได้เรียนรู้สิ่งดีๆจากคนเหล่านี้เสมอ แล้ววันหนึ่งคุณอาจจะเทียบเท่า หรือแซงคนเก่งๆพวกนี้ได้
7.อย่าอู้ ต้องมีวินัย
บางทีเมื่อคนเราเริ่มเก่งขึ้นหรือมีเรื่องอื่นๆมารบกวน มันก็มักทำให้เราขาดวินัยได้ เช่น ตอนซื้อหุ้นเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลไม่ละเอียดเหมือนเคย หรือทำอะไรไม่รอบคอบเท่าแต่ก่อนเพราะขี้เกียจ แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่อาจนำหายนะมาได้ในภายหลัง ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิตควรมีวินัยและสม่ำเสมอ ซึ่งนั่นจะทำให้เราเฉียบแหลมอยู่ตลอดเวลา
8.ใจรัก
เมื่อคุณไม่มีใจรักในสิ่งที่ทำ สุดท้ายสิ่งนั้นก็จะหายไปเพราะเราไม่มีแก่ใจจะไปฝ่าฟัน ฉะนั้นแทบทุกเรื่องไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น หรือการตามล่าความฝันในรูปแบบอื่นของชีวิต หากเรามีใจรัก เราก็มักจะพร้อมทุ่มเทให้มันแบบสุดชีวิตเสมอ และรางวัลของคนที่ทุ่มเทจนถึงที่สุดก็คือ “ความสำเร็จของชีวิต”
Thursday, September 4, 2014
เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุงซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ
เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอายกำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า \"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็..ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย \"
ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น
ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร
ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
\"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ\"
เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม
ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ
เธอตกใจมาก
ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....
คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน!!
เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า
มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง
มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย
นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่นหลาย ๆสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสังสัยตัวเองว่า
\"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?\"
\"เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่\"
มึงป่วย..เพราะมึงโง่!!!!!!!!
....เจอเภสัชกรคนหนึ่ง...หน้าตากวนตีนมาก...
อายุน้อยกว่าผม...แต่กวนตีนมากกว่าผม...
ซื้อยาแก้กรดไหลย้อนครับ...
เอาเกรดไหน...มี 3 เกรด...ถูก...กลาง...แพง...
คุณภาพยา...ขึ้นกับราคา...ว่าไง...?
มันถามแล้วมองหน้าผมแบบกวนตีน...
ผมกวนตีนกลับ...เอาเกรดไหนก็ได้...ที่กินแล้วหายน่ะ...
ไม่มี...โรคนี้....ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...
ผมหันไปจ้องหน้ามัน...เพราะสะดุดคำว่า...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...
ผมถามว่า...มันมีวิธีรักษาด้วยวิธีอื่นหรือ...?
มันค่อยๆชายตามามองผมด้วยสายตาดูถูก...อย่างรุนแรง...
แล้วพูดโดยไม่มองหน้าคนฟังว่า...
คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน...เกิดจากนิสัยชั่ว 5 อย่าง...
1. กินข้าวไม่ตรงเวลา...
2. กินอาหารรสจัดมาก...โดยเฉพาะเผ็ดจัด...
3. กินมากเกินไป...
4. กินแล้ว...เข้านอนทันที...
5. เครียดตลอดเวลา...
ถ้าอยากหาย...ไปเปลี่ยนนิสัย...ไม่ต้องกินยา...
ผมกัดฟันแน่น...จ้องหน้ามัน...ทำไมมึงถึงกวนตีนยังงี้วะ...?
ผมคิดในใจ... แล้วค่อยๆเปิดประตู...เดินออกจากร้านไป...
10 วัน...ผ่านไป...ผมไปบรรยายหลายงาน...หลายจังหวัด...
คืนหนึ่งกลับเข้าบ้าน...ดึกแล้ว...
ผ่านร้านขายยา...ไฟยังไม่ปิด...ผมรีบจอดรถ...เดินเข้าไปในร้าน...
เจอไอ้เภสัชกวนตีน...คนเดิมเต็มๆ...มันหันมาเห็นผม...
อ้าว...เป็นไง...โรคกรดไหลย้อน...?
ผมปรี่เข้าประชิดตัว...แล้วยกมือ...พนม...พร้อมก้มหัว...
ขอบพระคุณมากครับ...หายแล้วครับ...
พูดได้แค่นั้น...แล้วก็จุกที่คอ...พูดอะไรต่อไม่ได้อีก...
แล้วรีบเดินออกจากร้าน...
เป็นครั้งแรกในชีวิต...ที่ผมยกมือไหว้คนขายยา...ที่อายุน้อยกว่าผมมาก...
ผมพูดอะไรไม่ออก...แต่ผมเชื่อว่า...ไอ้เภสัชหนุ่มนี่มันรู้...ว่าผมจะพูดอะไร...?
มันสามารถสูบเงินจากผมได้เป็นหมื่น...และทำกำไรมหาศาล...แต่มันไม่ทำ...
มันเลือกที่จะช่วยผม...ให้หายป่วย...โดยไม่ได้เงินสักบาท...
การดำเนินชีวิตของผมตอนนี้...
- กินข้าวตรงเวลา...ทุกมื้อ...
- กินอาหารจืด...ไม่กินรสจัด...เผ็ดจัด...
- กินแค่จานเดียว...เลิก...ไม่ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม...
- มื้อสุดท้าย...กินก่อน 6 โมงเย็น...แล้วไม่กินอะไรอีกเลย...
ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตาม...
- อารมณ์ดีตลอด...ยิ้ม...หัวเราะ...ทำตัวให้มีความสุขทั้งวัน...
ผลที่เกิดตามมาคือ...
- พุงผมหายไป...ไม่มีหน้าท้อง...ไม่อึดอัด...
- สุขภาพดีขึ้น...ไม่เป็นโรคอ้วน...
- บุคลิกภาพดีขึ้น...ความมั่นใจเพิ่มขึ้น...เวลาเข้าสังคม...
- หายใจสะดวก...ไม่แน่นท้องเหมือนก่อน...
- ไม่ง่วงนอน...ไม่อ่อนเพลียเวลาทำงาน...เหมือนก่อน...
- การทำงานและการเคลื่อนไหวร่างกาย...คล่องตัวขึ้น...
ที่สำคัญคือ...
ชีวิตผม...มีความสุขขึ้น...เยอะเลย...
นี่แหละคือเหตุผลที่ผมต้องไหว้...
และผมจะไหว้ไอ้เวรนี่ตลอดชีวิต...ไม่ว่ากูจะเจอมึงที่ไหน...
สิ่งมีค่าที่สุดที่มันมอบให้ผมก็คือ...
โรคภัยไข้เจ็บ...90 %...ของมึงเนี่ย...ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค...
แต่เกิดจากเชื้อเลว...ในการดำเนินชีวิตของมึงทั้งนั้น...
ดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง...ตามธรรมชาติ...มีสุขนิสัยที่ดี...
คุณจะไม่ป่วย...ไม่เป็นโรค...ไม่ต้องไปหาหมอ...
หมอและยา...เขามีไว้รักษาและขาย...ให้คนที่โง่...เท่านั้น...
เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...
เพื่อนรุ่นน้องของผมหายไปนานมาก...เกือบปี...
ผมคิดถึง...อยากรู้ข่าวคราว...จึงโทรไปหา...นัดกินข้าว...
เพื่อนเล่าให้ฟังว่า...หลังจากรักษาจนหายแล้ว...
เจ้านายเก่ารู้ว่า...กลับมาจากต่างประเทศแล้ว...หายแล้ว...
ก็ชวนกลับไปทำงานที่เดิม...เงินเดือน 6 หลัก...มันยากที่จะปฏิเสธ...
ทำอยู่ได้ 6-7 เดือน...อาการกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก...
และเที่ยวนี้...ดูว่ามันรุนแรงกว่าเดิมมาก...
หลังจากวันนั้น...ผมก็ไม่ได้ข่าวคราวจากเพื่อนคนนี้อีกเลย...
ส่วนผม...ทำตัวตามที่ไอ้หมอตี๋กวนตีนนั่นบอก...
เปลี่ยนเอานิสัยเลวๆในการดำเนินชีวิตออก...
โรคกรดไหลย้อน...ไม่มีอาการ...โรคซึมเศร้าดีขึ้น...จนเริ่มเขียนหนังสือได้...
โรคเครียดเบาบางลงมาก...ยิ้ม...หัวเราะ...มีความสุขกับการทำงานเกือบทั้งวัน...
คุณภาพชีวิตที่ดีๆของผม...กลับคืนมาแล้ว...เยอะมากด้วย...
จึงอยากจะถือโอกาสนี้...บอกกับเพื่อนๆทุกคนว่า...
เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...
ฉันฉันน์ ลวางกูรพสิษฐ์...
(สมคิด ลวางกูร)
ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ Boon48
Tuesday, August 19, 2014
ปลดล็อคกรงขังความคิดพนักงาน
- ปลดล็อคกรงขังความคิดพนักงาน
- รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
- HR & Management
สัปดาห์นี้ขอนำเสนอประเด็นที่ว่าทำอย่างไรสังคมไทยที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลง
การคิดนอกกรอบ จะสามารถพัฒนาปลูกฝังบุคลากรของเราให้เป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา
เป็นคนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มองหาช่องทางในการปรับปรุงการทำงานของ ตนเองและองค์กรให้ดีขึ้นอยู่เสมอๆ โดยไม่ต้องมีหัวหน้างานมายืนชี้นิ้วสั่ง
คราวก่อนดิฉันได้นำเสนอกลยุทธ์การนำและการบริหารที่หัวหน้างานทุกระดับ สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อที่จะปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ ขยันหาข้อมูล สนใจอ่านหนังสือให้แก่ลูกน้องไปบ้างแล้ว ซึ่งเชื่อว่าหากหัวหน้าและลูกน้องประสบความสำเร็จในการปูพื้นฐานการเป็นคน ใฝ่เรียนรู้ และฝึกวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปประเด็นในการนำเสนออยู่บ่อยๆ จะเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับการก้าวต่อไปเป็นผู้มีความคิดริเริ่ม เป็นผู้สร้างนวัตกรรมและเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ
เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคนเราทุกคนไม่ได้เกิดมา พร้อม DNA ที่มีความสร้างสรรค์อยู่ในตัวเสมอไป แต่เราสามารถฝึกฝน สร้างวัฒนธรรมค่านิยมและบริหารสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในบ้าน ในโรงเรียนและสถานที่ทำงานให้เอื้ออำนวยกับการบ่มเพาะทัศนะคติ พฤติกรรมการเรียนรู้และการทำงานของบุคลากรให้เป็นในแนวทางสร้างสรรค์อย่าง ที่ปรารถนาได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ ทั้งนี้เราต้องตระหนักว่าสำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มี DNA สร้างสรรค์ในตัวมากนักก็ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการพัฒนาพวกเขา
ทั้งนี้ผู้ที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดในการ ประกบ กระตุ้น และ กำกับ ให้พนักงานคิด พูดและปฏิบัติงานในเชิงรุกอย่างสร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์ก็คือหัวหน้างาน โดยตรงนั่นเอง เคยเห็นใช่ไหมคะว่ามีพ่อแม่หลายคู่ที่เป็นผู้มีการศึกษาดี ทำงานในองค์กรชั้นนำ แต่ยุ่งกับการงานมากจนไม่มีเวลาดูแลลูก ปล่อยให้พี่เลี้ยงเป็นคนดูแลเลี้ยงดู ผลก็คือเด็กในวัย 1-5 ขวบที่ใช้เวลาอยู่กับพี่เลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ก็จะเรียนรู้และลอกเลียน บุคลิกภาพและพฤติกรรมของพี่เลี้ยง เด็กหลายคนพูดภาษาไทยด้วยสำเนียงท้องถิ่นของพี่เลี้ยง (ดิฉันเองไม่มีอคติในเรื่องของสำเนียงการพูด เจตนาคือเพื่อแสดงให้เห็นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมกับการเรียนรู้ของคนเราค่ะ) ชอบทานอาหารแบบที่พี่เลี้ยงชอบ ชอบดูรายการโทรทัศน์และฟังเพลงแนวที่พี่เลี้ยงชอบ ซึ่งกว่าพ่อแม่จะปรับแก้พฤติกรรมของลูกให้เป็นในแนวทางที่ปรารถนาก็ต้องใช้ เวลาพอสมควร
เช่นเดียวกันกับการสร้างพฤติกรรมหรือแก้ไข พฤติกรรมของพนักงานที่คิดว่า การทำงานตามคำสั่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ไม่ได้คิดว่าบางทีหัวหน้าอาจสั่งงานเราพลาดก็ได้ เราควรมีความคิดเป็นของตัวเอง แสวงหาข้อมูลมาปรึกษาวิเคราะห์กับหัวหน้า เพื่อช่วยกันค้นหาแนวทางที่ดีที่สุดร่วมกัน ในการที่จะปลดล็อคกรงขังความคิดของพนักงาน (และของตัวผู้นำเอง) ทั้งนี้เราสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมและวิธีการต่างๆ เหล่านี้ค่ะ
ฝึกการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานที่ต้องออกจาก สภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย (Get out of your comfort zone) คำพูดนี้ได้ยินคนฝรั่งและคนไทยพูดกันบ่อยๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่คนที่พูดหลายคนทำไม่ได้ จากประสบการณ์ของตนเองและจากการศึกษาบุคลิกภาพของผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ ประสบความสำเร็จหลายท่านพบว่า การที่เราต้องเดินทางไปทำงานหรือไปพำนักในสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคย การเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน การรับประทานอาหารประจำท้องถิ่นอื่นๆ ที่เราไม่คุ้นเคย การฝึกทำงานด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด ฯลฯ
ดิฉันลองกับตัวเองแล้วในหลายๆ รูปแบบ เช่น หัดนั่งรถเมล์ในถิ่นที่เราพูดภาษาของเขาไม่ได้ มีเพียงแต่แผนที่ในมือ บางครั้งก็ลองจินตนาการว่าหากเราต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่ค่อย พัฒนา ไม่มีเครื่องทุ่นแรงและเทคโนโลยีครบแบบในเมืองใหญ่จะทำอย่างไร อาหารก็เลือกไม่ได้ แล้วเมื่อต้องทานในสิ่งที่ถิ่นนั้นมีอยู่ ดิฉันแสวงหาประสบการณ์เช่นนี้ในชีวิตอยู่เป็นระยะๆ ทำให้ตนเอง อยู่ได้ ในหลายสภาพแวดล้อม บางทีต้องนอนในเต็นท์หรือในที่พักเล็กๆ หรือนั่งสัปหงกกับเพื่อนร่วมทางตามป้ายรถเมล์ ต้องฝึกตัวเองให้หัดสังเกตการณ์ดีๆ หูไวตาไวเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน แต่ละครั้ง แต่ละหนที่ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นล้วนให้บทเรียนที่มีคุณค่าที่สอนให้ดิฉัน ทิ้งกฎเกณฑ์และกรอบความคิดต่างๆ ไปได้มากพอสมควร และพร้อมที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจเพื่อปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่
องค์กรสามารถจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ฝึก ให้พนักงานต้องออกจากมุมสบาย และมุมปลอดภัย (Comfort zone และ safety zone) ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นทำการสลับหน้าที่งาน (Job rotation) กันทำเพื่อสร้างทักษะให้พนักงานสามารถสลับหน้าที่งานได้ เวลาเกิดเหตุวิกฤตฉุกเฉินที่พนักงานบางตำแหน่งมาทำงานไม่ได้ ชาวญี่ปุ่นเขาก็ใช้วิธีการนี้ในการฝึกงานพนักงานเช่นกันเพื่อสร้างความ ยืดหยุ่นคล่องตัว
ฝึกให้คิดหาวิธีการทำงานมากกว่าหนึ่งวิธี (Find other possible ways to work) คนที่เกลียดการเปลี่ยนแปลงมักจะชอบการทำงานที่เหมือนเดิม ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องคิดใหม่ แต่ในยุคของการแข่งขันดุเดือดและเทคโนโลยีสื่อสารก้าวหน้าแบบนี้ ขืนไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคงไม่มีใครอยู่รอด ผู้นำจึงต้องสร้างระบบการทำงานที่กระตุ้นและกำกับให้พนักงานต้องมีความคิด สร้างสรรค์มากขึ้น โดยเราเริ่มจากการฝึกคิดในประเด็นงานประจำวันก่อน ยังไม่ต้องคิดอะไรยากๆ มากนัก เช่น ให้พิจารณากระบวนการขั้นตอนในการทำงานประจำวันของพนักงานแต่ละคนว่าวิธีการ ที่ทำอยู่นั้นมีข้อดี ข้อด้อยอย่างไร พนักงานมีข้อเสนอแนะอะไรบ้างที่จะทำงานที่รับผิดชอบอยู่ด้วยวิธีอื่นที่เร็ว กว่าเดิมหรือประหยัดกว่าเดิม นี่คือการฝึกให้คิดในระดับบุคคล แต่บางคนอาจจะหัวสี่เหลี่ยมจริงจริ๊ง...ประมาณว่าคิดไม่ออกเลย แล้วแต่หัวหน้าจะสั่งก็แล้วกัน แบบนี้หัวหน้าก็ต้องรู้จักป้อนคำถามให้เขารู้จักคิด
ทั้งนี้งานระดับปฏิบัติการที่ใช้เครื่องจักรทำงานเป็นส่วนใหญ่อาจจะทำให้ พนักงานไม่ทราบว่าจะปรับปรุงวิธีการทำงาน (ของเครื่องจักร) อย่างไร หัวหน้างานก็ต้องหาประเด็นอื่นๆให้พนักงานคิดให้เหมาะสมตามสถานการณ์นะคะ เรื่องของการฝึกคนให้คิดเป็น คิดอย่างสร้างสรรค์ กล้าเปลี่ยนแปลงและมีวิสัยทัศน์อย่างเห็นผลจับต้องได้ต้องอาศัยองค์ประกอบ และขั้นตอนการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมหลายประการดังที่กล่าวไปแล้ว
แค่ส่งพนักงานไปฝึกอบรมเรื่องการมีความคิดสร้างสรรค์สัก 2-3 วัน แล้วนึกว่าพอเพียงที่จะสร้างให้พวกเขาเป็นนักสร้างสรรค์นั้น ขอบอกว่าท่านอาจกำลังคิดผิด ครั้งหน้าจะคุยกันต่อว่าเราจะเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานให้ตอบ โจทย์ลูกค้าและตลาดได้อย่างไรกันค่ะ
Saturday, August 16, 2014
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (เพื่อน)
อาจจะเจ็บปวดบ้างที่ต้องออกห่างเพื่อนหลายๆ คนที่อยากอยู่กับที่ไม่ได้ต้องการไปกับเรา แต่เมื่อเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสิ่งเปลี่ยนไป เราก็ต้องเลือกระหว่าง "อนาคตของเรา กับเพื่อนๆ หรือคนรู้จักที่ไม่มีการพัฒนา"
อ้างอิงจาก
https://www.facebook.com/ChachchaiInvestment
https://www.facebook.com/1510690999161931?ref=hl
http://www.access-school.net/HOME.html
Sunday, January 20, 2013
นิทานเซน : ชาวนาซื้อที่ดิน
อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก"
คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ อาจารย์เซนจึงเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้เขาฟัง ใจความดังนี้
ยังมีชาวนาผู้หนึ่ง ต้องการหาซื้อที่ดินสักหนึ่งผืน เขาได้ยินมาว่ามีคนต้องการขาย จึงได้เดินทางไปพบเพื่อติดต่อขอซื้อ เมื่อไปถึง ชาวนาจึงได้เอ่ยถามคนผู้นั้นว่า "ที่ดินของท่านขายอย่างไร?"
ผู้ที่ต้องการขายที่ดินตอบว่า "ขอเพียงท่านมอบเงิน ให้ข้า 1000 ตำลึงเท่านั้น จากนั้นให้เวลาท่านหนึ่งวันเต็มๆ นับจากพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ให้ท่านออกเดินเท้าไปรอบๆ ที่ดิน หากท่านสามารถเดินวนไปได้ไกลเท่าไหร่ ที่ดินเหล่านั้นล้วนนับเป็นของท่าน แต่หากว่าท่านเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน ท่านจะไม่ได้ที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว"
ชาวนาได้ฟังดังนั้นในใจก็คิดว่า "เช่นนี้ก็ไม่เลว ข้ายอมลำบากหนึ่งวัน เดินให้เร็วที่สุด ไกลที่สุด เพื่อที่จะได้ที่ดินกว้างใหญ่ การซื้อขายนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก" ดังนั้นเขาจึงตกลงทำสัญญากับผู้ขายที่ดินรายนั้น
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ชายชาวนาก็เร่งฝีเท้าจ้ำเดินออกไปทันที เมื่อถึงยามเที่ยงวัน เขาหันหลังกลับมามองก็พบว่าเขามาไกลจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นแล้ว จึงค่อยเลี้ยงโค้งเพื่อเดินวนไปอีกด้านหนึ่ง พร้อมทั้งก้าวเดินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพัก แม่ว่าจะหิวโหยและเหนื่อยอย่างยิ่งก็ตาม เขาก้าวเดินต่อไป ต่อไป จนกระทั่งพบว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ในใจเขาจึงร้อนรนขึ้นมาเพราะเกรงว่าหากกลับไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะหมดสิทธิ์ ครอบครองที่ดินทั้งหมด เขาจึงรีบหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังจุดเริ่มต้น แต่พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาลับฟ้าเต็มที เขาที่ทั้งเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น และหิวโหยพยายามเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเหลือเพียงสองก้าวจะถึงจุดเริ่มต้น ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามีได้ถูกใช้หมดสิ้นไปแล้ว สุดท้ายได้แต่ล้มลง ณ ที่นั้น ขณะล้มลงมือทั้งสองพลันทาบทับไปที่จุดเริ่มต้นพอดีกับที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้า พร้อมกับชายชาวนาที่ล้มหายใจขาดห้วง สิ้นใจไปในลักษณะนั้น
"ที่ดินผืนกว้างใหญ่มหาศาลตกเป็นของชาวนาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จะมีความหมายอันใด ในเมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว"
เมื่อจบเรื่องราวที่อาจารย์เซนเล่า เหล่าศิษย์ก็กระจ่างในใจ เข้าใจว่าเหตุใด "ความอยาก" จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก
ปัญญาเซน : กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์
Sunday, November 18, 2012
สุขใจรายวัน กับ 9 สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ชีวิตของคุณแฮปปี้ขึ้น
1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยใจที่มุ่งมั่น "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์!"
แทนที่จะตื่นมา แคะขี้ตา แล้วอาบน้ำแปรงฟันเหมือนวันก่อน ๆ ลองเพิ่มหนึ่งกิจกรรมง่าย ๆ เข้าไปตอนตื่นนอน ให้บอกตัวเองดัง ๆ ว่า "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์ป้าบ" .. อ้อ แล้วไม่ใช่แค่บอกนะ ขอให้คุณ (พยายาม) เชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นด้วย ความเชื่อแบบนี้แหละ ที่จะทำให้คุณสามารถมองเรื่องที่แสนจะธรรมดาสามัญ แบบที่เคยมองว่ามันเป็นอย่างนั้นในวันก่อน ๆ ให้กลายเป็นเรื่องพิเศษขึ้นมาได้ เป็นต้นว่า ซื้อข้าวมันไก่กินแล้ววันนี้ดันได้ไก่เพิ่มมาหนึ่งชิ้น เท่านี้ก็พิเศษแล้ว (ดูเพ้อเจ้อไปหน่อย แต่มันทำให้คุณมีความสุขได้ง่ายขึ้นจริง ๆ นะเออ)
2. วางแผนสิ่งที่จะทำและลำดับความสำคัญ
ที่มาชั้นเยี่ยมของความเครียดในแต่ละวัน (ซึ่งเป็นตัวการขัดขวางความสุขของเรา) คือ การที่แต่ละวันมีงานสุมหัว มีเรื่องให้ต้องจัดการสารพัดมากมายร้อยแปด เยอะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี .. เอาล่ะ ใจเย็น ๆ นะ ค่อย ๆ พิจารณาความสำคัญของงานแต่ละชิ้นดูว่า อะไรควรทำก่อน-หลัง และที่สำคัญคือ สิ่งไหนจะทำให้คุณเขยิบเข้าใกล้เป้าหมายหรือความฝันของตัวเองได้มากขึ้นอีก นิด สิ่งนั้นแหละที่คุณควรจะให้ความสำคัญกับมันมากที่สุด จัดการเสียให้เรียบร้อย พอหมดวันรับรองว่าคุณจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับผลงานของตัวเอง
3. มอบของขวัญแก่ผู้คนที่พบในแต่ละวัน
เราไม่ได้พูดถึงของขวัญที่เป็นทางการแบบใส่ กล่องผูกโบนะคะ แต่เป็นของขวัญที่เรียบง่ายเปี่ยมด้วยความหมายดี ๆ จากตัวคุณเองต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แชร์เรื่องขำขัน พูดให้กำลังใจ หรือแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ฯลฯ .. รับรอง สุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับนะจ๊ะ
4. งดคุยเรื่องการเมือง - ศาสนา
มีบทสนทนาอยู่ 2 เรื่อง ที่ไม่ว่าจะถกเถียงอย่างไรก็ไม่เคยได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องที่สุด นั่นก็คือเรื่อง "การเมือง" กับ "ศาสนา" เถียงกันมาตั้งไม่รู้กี่สิบปี (บางกรณีอาจถึงขั้นร้อย หรือนานกว่านั้นเยอะเลยล่ะ) ก็ไม่เห็นจะได้คำตอบดี ๆ ที่ทำให้คนสองฝ่ายเข้าใจตรงกันได้สักครั้ง แถมมีแนวโน้มว่ายิ่งเถียงกันนานก็ยิ่งทวีความรุนแรงด้วย หากรู้ตัวว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำตกลงไปอยู่ในวังวนของบทสนทนาแบบนี้เมื่อไหร่ ขอบอกว่ารีบถอนตัวออกมาซะยิ่งเร็วยิ่งดี เดี๋ยวจะพาลหงุดหงิด เสียสุขภาพจิตเอาได้ง่าย ๆ
5. คิดไว้ก่อนว่าใคร ๆ ก็มีเจตนาดี
ตราบเท่าที่เราไม่สามารถอ่านความคิดของคนอื่นได้ ก็ไม่มีทางรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงได้หรอกว่า เหตุผลหรือเจตนาเบื้องหลังการกระทำของคนคนหนึ่งนั้นคืออะไร แล้วการไปตีความดักหน้า ว่าที่ใครคนหนึ่งทำอะไรแปลก ๆ ให้คุณรู้สึกตะหงิดใจ จะต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ ๆ นั่นจะกลายเป็นการผลักตัวคุณเองลงไปจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ ความไม่สบายใจนานาประการ พลิกความคิดนิดหน่อย เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่า "เขาน่าจะมีเจตนาดีแหละนะ" จะทำให้ใจคุณเบาหวิวขึ้นเยอะ และท้ายที่สุด ต่อให้เจตนาของเขาไม่ได้ดีอย่างที่คุณคาดหวังเอาไว้ ก็ยังทำให้คุณพร้อมที่จะปล่อยผ่านไป ไม่เก็บความไม่สบายใจไว้กับตัวด้วย
6. ละเลียดของอร่อย
ต่อมรับรสทำงานประสานกับความรู้สึกมีความสุข โดยตรงเลยนะขอบอก เครื่องดื่มเย็น ๆ สักแก้ว ขนมเค้กเล็ก ๆ สักชิ้น ช็อกโกแลตคุณภาพดีสักแท่ง ก็ทำให้วันของคุณสว่างสดใสได้แล้วล่ะ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมร้านเค้ก หรือว่าร้านกาแฟ จึงเปรียบเสมือนแฮปปี้ สเตชั่น ประจำวันของหลาย ๆ คน :)
7. เลิกกังวลถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
อีกหนึ่งศัตรูตัวร้ายที่คอยขัดขวางไม่ให้คุณมี ความสุข ก็คือ "ความกังวล" อันเป็นสิ่งที่เกิดจากการเอาใจไปผูกติดกับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสิ่งที่ล่วงผ่านไปแล้ว ไม่ว่าผลของมันจะแย่ หรือไม่น่าพอใจแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ กังวลไปก็เท่านั้น จะพาลให้วันทั้งวันของคุณไม่มีความสุขไปเปล่า ๆ ตั้งสติกลับมาใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันดีกว่านะ ทำให้ดีที่สุด ผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะได้ไม่ต้องมีอะไรให้เป็นกังวลอีก
8. เลิกเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน
ดูท่านี่จะเป็นนิสัยประจำตัวของหลาย ๆ ที่เมื่อถึงบ้านปุ๊บ ก็ต้องเปิดทีวีปั๊บ แล้วตัวเองก็ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยตามปกติ แล้วการเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อนนี่มันทำให้คุณไม่ฟีลกู้ดยังไงน่ะหรือ .. ตัวอันตรายอยู่ที่ช่วงโฆษณาทั้งหลายนั่นไงล่ะ มาอวดสรรพคุณว่าอันนั้นดี อันนี้เจ๋ง ที่นู่นกำลังลดราคาหากพลาดไม่ได้มาจะเสียใจ หรืออะไรทำนองนี้ สิ่งเหล่านี้มันเร้ากิเลสในใจให้ลุกโชน การความรู้สึกอยากมีอยากได้อยากเป็นเจ้าของ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้จิตใจสงบมีความสุขเลย
9. บันทึกสิ่งดีของวันนั้นก่อนเข้านอน
ก่อนจะล้มตัวลงนอน คว้าไดอะรี่พร้อมปากกาขึ้นมาหนึ่งแท่ง เขียนสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีในตลอดวันนี้ลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างเจ้านายอนุมัติเลื่อนตำแหน่ง หรือเรื่องเล็กกระจิริด อย่างกดลิฟต์ให้คนที่กำลังหอบของเต็มสองมือ ไม่ว่ามันจะใหญ่หรือเล็กขนาดไหน แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่ดีที่สุดของวันนั้น อ่านแล้วก็อดยิ้มกริ่มตามไปไม่ได้ว่าวันนี้ก็มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะ แล้วยิ่งได้บันทึกเอาไว้หลายวัน เมื่อมาอ่านย้อนหลังแล้วคุณจะยิ่งรู้สึกว่า ชีวิตเรานี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน มีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นทุกวันเลย ..แล้วอย่างนี้จะไม่ให้มีความสุขกับทุก ๆ วันของชีวิต ทั้งวันนี้และวันต่อ ๆ ได้อย่างไรกันล่ะนี่ ^___^
Sunday, November 11, 2012
นิทานเซน : คนตาบอดกับโคมไฟ
คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมอง เห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า "คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย" เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?"
คนผู้นั้นตอบว่า "ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร"
พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า "เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?"
คนตาบอดตอบว่า "เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูด กันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ"
พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า "ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์"
มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า "ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง"
"ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?" พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ
คนตาบอดอธิบายว่า เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตังแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย
ปัญญาเซน : การช่วยเหลือผู้อื่น ประโยชน์สูงสุดล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้
Tuesday, August 28, 2012
นิทานเซน : วิธีปราบวัชพืช
นิทานเซน : วิธีปราบวัชพืช
บรรดาสานุศิษย์พากันนั่งห้อมล้อมอาจารย์เซน เพื่อขอให้อาจารย์บอกเล่าถึงความลี้ลับของมนุษย์และจักรวาล
อาจารย์เซนไม่เอ่ยวาจา หลับตานิ่ง จากนั้นสักพักจึงโพล่งถามเหล่าสานุศิษย์ว่า "ทำอย่างไรจึงจะกำจัดวัชพืชออกจากพื้นที่โล่งนี้ได้?" บรรดาสานุศิษย์ต่างนิ่งงัน เพราะคิดไม่ถึงว่าอาจารย์เซนจะถามคำถามพื้นๆ เช่นนี้ออกมาได้
ศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยตอบว่า "ใช้จอบเสียมแซะขุดทำลายวัชพืชทิ้งไปให้หมด" เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง เพียงอมยิ้มไม่กล่าวกระไร
ศิษย์อีกผู้หนึ่งตอบว่า "ใช้ไฟเผา วัชพืชทั้งหมดย่อมถูกทำลายไป" อาจารย์เซนได้ฟังแล้ว ยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้ม พร้อมกับผงกหัวเล็กน้อย
ศิษย์คนที่สามตอบว่า "ใช้ปูนขาวโรยบนวัชพืชให้ทั่ว เท่านี้บรรดาวัชพืชก็จะตายหมด" อาจารย์เซนยังคงมีปฏิกริยาเช่นเดิม
ศิษย์คนที่สี่เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า "วิธีการของพวกเขาล้วนไม่ถูกต้อง เพราะล้วนไม่ได้กำจัดถึงรากวัชพืช การกำจัดวัชพืชที่ถูกต้องต้องถอนรากถอนโคน"
เมื่อเหล่าสานุศิษย์ต่างหมดคำตอบแล้ว อาจารย์เซนจึงเอ่ยว่า "พวก
เจ้าล้วนตอบได้ดี ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป
พวกเจ้าจงแบ่งที่ดินผืนนี้ออกเป็นส่วนๆ
แล้วใช้วิธีการที่แต่ละคนได้เสนอมาในการกำจัดวัชพืซส่วนของใครของมัน
แล้ววันนี้ของปีหน้าพวกเจ้าจงมารวมตัวกันที่นี่อีกครั้ง"
หนึ่งปีผ่านไป เหล่าสานุศิษย์ต่างมารวมตัวกันอีกครั้ง
แต่พื้นที่ซึ่งเดิมเต็มไปด้วยวัชพืชนั้นไม่มีแล้ว
กลับกลายเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารเหลืองอร่ามไปทั่วผืนดิน เนื่องจากในช่วง 1
ปีที่ผ่านมา บรรดาสานุศิษย์ใช้วิธีการต่างๆ นานา
ล้วนไม่สามารถกำจัดวัชพืชได้อย่างหมดจด
สุดท้ายจึงได้แต่ปลูกพืชพันธุ์ที่เป็นผลิตผลทางการเกษตรลงไปแทนที่เพื่อ
ป้องกันไม่ให้วัชพืชเติบโตขึ้นมาอีก
ยามที่เหล่าศิษย์มารายล้อมอยู่นั้นพืชพันธุ์ทั้งหลายต่างกำลังสุกงอมเต็มที่
ทว่าอาจารย์เซนได้ล่วงลับดับขันธ์ไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว
คำสอนสุดท้ายที่อาจารย์ได้ทิ้งไว้ให้เหล่าสานุศิษย์ก็คือ วิธี
กำจัดวัชพืชที่ได้ผลที่สุด
มีเพียงวิธีเดียวคือปลูกพืชพันธุ์ที่ใช้การได้ทับลงไปแทนที่
ส่วนวิธีเดียวที่จะทำให้จิตวิญญาณของตนเองไม่ว่างเปล่า
คือปลูกฝังด้วยคุณธรรมอันดีงามเท่านั้น
Monday, August 13, 2012
ทัศนคติ ที่ซ่อนในใจคุณ
-ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย
-นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม
-นักเขียนการ์ตูน
-คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์
-ขนม
-แปรงสีฟัน
-ร่ม
-เกมส์
-ยาเปลี่ยนเพศ
-พรมวิเศษ
-ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย
-กระจกที่มองเห็นอนาคต
-ทุ่งหญ้า
-ยอดเขา
-ทะเล
-บนตึกสูงในเมืองหลวง
-ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย : คุณเป็นคนแบบที่เชื่อสนิทใจว่า คนที่ยิ่งใหญ่มักเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นคุณจึงชอบข่าวต่างๆ ทั้งข่าวดี ข่าวลือ ที่เขาเขียนลงในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นคนที่มุ่งมั่นว่าจะต้องประสบความสำเร็จในด้านการเรียนและหน้าที่การงาน
-นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม : เป็นสัญลักษณ์ของจินตนาการและเพศตรงข้าม ใจของคุณมักไล่ตามจินตนาการ และมักคิดถึงเรื่องความรัก รู้สึกจริงจังทั้งเวลาที่อกหักและอยากมี ความรัก เมื่อเหนื่อยก็หยุดแล้วกลับมามีความรักอีก
-นักเขียนการ์ตูน : สำหรับคุณแล้ว การคบเพื่อน คุณมักให้ความสำคัญกับความรู้สึก คุณน่าจะเป็นคนที่มีเพื่อนสนิทอยู่มาก ซึ่งสนใจในเรื่องเดียวกันและมีความฝันเหมือนกัน แฮ่ม.. คนที่คุณชอบก็แนวเดียวกันนี่ใช่ป่ะล่ะ
-คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์ : แสดงถึงชีวิตที่ราบเรียบ เป็นเรื่องธรรมดาของคุณที่คิดว่าเมื่อแต่งงานแล้วมีลูก สร้างครอบครัว มีชีวิตที่มีความสุขเหมือนในหนังประเภทครอบ ครัว ที่พูดว่า "คุณพ่อกลับมาแล้ว" ทุกวัน
ขนม : เป็นสัญลักษณ์ของการร้องขอ อยากถูกตามใจ การทำอะไรเพื่อคนอื่นสำหรับคนอื่นคุณถือว่าเป็นความอดทน จริง ๆ แล้วคุณเป็นคนละเอียดรอบคอบ ทำอะไรก็จะ หมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น ๆ จนทำให้ใคร ๆ คิดว่าคุณไม่ค่อยสนใจเรื่องของชาวบ้านเท่าไหร่ เรียกว่าออกจะเอาแต่ใจน่ะ คุณต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราหน่อยแล้ว
ร่ม : แสดงถึงจิตใจที่ปกปิด คุณมีนิสัยขี้ตกใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของคนอื่น ภายนอกดูกล้า แต่ความจริงแล้วปกปิดความอ่อนแอไว้ในใจ คุณมักบ่นซ้ำ ๆ กับเรื่องที่ทำไปแล้ว ว่ามันไม่ดีมั่ง น่าจะดีกว่านี้มั่ง แม้ว่าคนรอบข้างยังไม่ได้ว่าอะไรซักกะติ๊ด คุณต้องสงบจิตสงบใจ ค่อยคิดค่อยทำหน่อย
แปรงสีฟัน : เป็นสัญลักษณ์ของความเข้าใจ แต่แม้ว่าคุณจะเข้าใจดีในเรื่องต่าง ๆ แต่มักจะพูดไม่ตรง คุณจะยอมพูดว่า ใช่ ๆ ๆ ก่อนเสมอ คุณต้องเข้มแข็งกว่านี้ให้มาก
เกมส์ : แสดงถึงความรุนแรงในการแข่งขัน คุณเป็นคนที่อยากจะเอาชนะคนอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเก็บความรู้สึกไว้ ไม่กระทำ แต่จะออกมาทางคำพูด เช่น การเหน็บแนม หรืออะไรประมาณนั้น ก็ระวังอย่าให้มากไปจะกลายเป็นก้าวร้าวได้
ยาเปลี่ยนเพศ : คุณเป็นประเภทขี้เหนียวกับเพศเดียวกัน แต่ใจกว้างกับเพศตรงข้ามว่างั้น ประมาณเห็นแฟนดีกว่าเพื่อนตลอด ดังนั้น นอกเหนือจากปัญหาความสัมพันธ์อันดี งามกับเพื่อนเพศเดียวกันแล้ว คุณต้องระวังเรื่องการใช้เงินเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพศตรง ข้ามด้วยนะ
พรมวิเศษ : ใจของคุณมักลองทำนู่น ดูนี่ ไปโน่น ฯลฯ เสมอ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของคุณเอง พจนานุกรมของคุณจึงไม่มีคำว่า ฟุ่มเฟือย จะซื้ออะไรที คิดแล้ว คิด อีก แล้วคิดอีกที ยังไงกะเพื่อนกะฝูงอย่าเหนียวให้มากนักเลยคู้ณ
ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย : นี่ก็อีกหนึ่งความเหนียว คุณชอบที่จะเห็นตัวเลขในสมุดธนาคารเพิ่มขึ้น ๆ เห็นแล้วก็ชื่นใจ ตัวจะลำบากก็ไม่แคร์ ควักออกมาจ่ายแลกความสุขให้ตัว เองมั่งเฮอะ
กระจกที่มองเห็นอนาคต : การอยากรู้เรื่องที่คนอื่นไม่รู้ สื่อว่าคุณจะคิดก่อนใช้เงินกับเรื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องล่ะก็ คุณเสร็จทุกที เสียเงินไปกับเรื่องขี้หมู ขี้หมา แล้วไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะฉะนั้นจะใช้อะไร ให้คิดหน้าคิดหลังให้ดีนะจ๊ะ
ทุ่งหญ้า : เป็นกลุ่มที่อยากติดต่อกับเพศตรงข้ามอย่างเท่าเทียมกัน ชอบการแต่งงานแบบเรียบง่าย มองเห็นภาพตัวเองและคู่รัก ดูแลกัน นั่งจิบน้ำชาเป็นเพื่อนกัน จนกระทั่ง แก่เฒ่ากลายเป็นคุณตาคุณยาย
ยอดเขา : คุณมีความทะเยอทะยาน ชอบคนมีการศึกษาสูง ฐานะดี การงานดี หน้าตาก็ต้องดี แต่งตัวก็ต้องดี สรุปว่าชั้นสนแต่คนระดับเนี้ยะแหละ โดยไม่สนซะด้วยว่าใครจะมองว่ายังไง
ทะเล : คุณมีความเป็นพ่อแม่อยู่ในตัว มีความอดทนสูง คุณไม่คาดหวังในตัวคู่ของคุณจนเกินไป แต่ก็อยากให้คุณตั้งเสปคเลือกให้ดีหน่อยละกันนะ อย่าเผลอไปเออออห่อ หมกกับใครเพราะแรงยุล่ะ เลือกผิดจะแย่
บนตึกสูงในเมืองหลวง : เป็นคนที่วาดหวังไว้สูง ชอบทำงานมากกว่าการมีครอบครัว อนาคตถึงมีแฟนก็ยังให้ความสำคัญกับงานก่อน แต่ก็ยังจะให้ความสำคัญกับชีวิตแต่ง งานอยู่นะ
Wednesday, July 18, 2012
11 สิ่งที่โรงเรียนไม่ได้สอนคุณ : บิล เกตส์
กฎข้อที่ 1 ชีวิตนี้ไม่ยุติธรรมนักหรอก ทำความเคยชินกับมันซะเถอะ
กฎข้อที่ 2 โลกไม่สนใจหรอก ว่าคุณจะมั่นใจในตัวเองแค่ไหนแต่โลกนี้คาดหวัง ‘ความสำเร็จ’ ที่เกิดจากความมั่นใจของคุณต่างหาก
กฎข้อที่ 3 ไม่มีทางที่คุณจะทำเงินได้ปีละ 60,000 เหรียญ (เกือบ 2 ล้าน) ทันทีที่เพิ่งจบมัธยมและ ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เป็นประธานบริษัท ที่มีรถประจำตำแหน่งพร้อมโทรศัพท์ในรถส่วนตัวด้วย
กฎข้อที่ 4 ถ้าคุณคิดว่า อาจารย์กำลังสอนบทเรียนอันน่าเบื่อ ลองไปทำงาน แล้วเจอกับเจ้านายสิ
กฎข้อที่ 5 การคิดคำแสลงใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะปู่ย่าตายายของคุณก็เคยทำมาก่อน
กฎข้อที่ 6 ชีวิตที่ยุ่งเหยิงของคุณ ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่เลิกคร่ำครวญเกี่ยวกับสิ่งที่พลาดไปแล้ว แต่จงเรียนรู้จากมัน
กฎข้อที่ 7 ก่อนที่คุณจะเกิด พ่อแม่ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนที่คุณรู้สึกตอนนี้พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก มาจ่ายบิลต่างๆต้องซักเสื้อผ้าให้กับคุณ พวกเขาต้องอดทนฟังคุณคุยอวดในเรื่องไร้สาระดังนั้น ถ้าคุณคิดจะทำเรื่องใหญ่ๆอะไรก็ตาม ช่วยเก็บตู้เสื้อผ้ารกๆของคุณให้สะอาดซะก่อน
กฎข้อที่ 8 ชีวิตในโรงเรียนอาจตัดสินคุณว่าเป็นผู้ชนะหรือแพ้ แต่ชีวิตจริงนั้น ‘ไม่ใช่’บางโรงเรียนสอนการเป็นผู้แพ้ด้วยซ้ำไป แถมยังให้โอกาสคุณมากมายในการทำสิ่งที่ถูกต้องพูดง่ายๆก็คือ ชีวิตในโรงเรียน ไม่เหมือนชีวิตจริงหรอก
กฎข้อที่ 9 ชีวิต ไม่ได้แบ่งเป็นเทอมๆ ไม่มีช่วงซัมเมอร์ให้คุณไปค้นหาตัวตน
กฎข้อที่ 10 สิ่งที่เกิดขึ้นในโทรทัศน์ ไม่ใช่ชีวิตจริงเพราะในชีวิตจริง ผู้คนต้องรีบเช็คบิลจากร้านกาแฟ และตรงดิ่งไปทำงาน(เราจะเห็นว่าในละครส่วนใหญ่ คนมักออกจากที่ทำงานมาคุยกันที่ร้านกาแฟ)
กฎข้อ 11 เป็นมิตรกับความ ‘เนิร์ด’ แล้ว ชีวิตคุณจะไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครอีกต่อไป
แถมท้าย "จงอย่าใจร้อน และกระหายที่จะประสบความสำเร็จ แต่ให้มองโลกตามความเป็นจริง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น..ด้วยความกระตือรือร้น" ; บิล เกตต์
Thursday, April 26, 2012
ปริญญาสองใบ...
ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าว
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อ
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร
มาเรียนที่อเมริกา
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุ
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดม
ว่าสะอาดจริงมั้ย
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจา
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเล
ต้องให้ดีที่สุด
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเส
ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย แกมีบ้าน
มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง แกมีทุกอย่าง
วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พั
ลูกเมียไปขอพบ บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลง
ภรรยาพาเข้าโรงบาล ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย
จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แ
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบา
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้น
บันทึกชีวิตแกก่อนจะเสียชีว
แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแ
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาด
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษ
พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้
ปริญญาใบที่หนึ่ง ' ปริญญาวิชาชีพ '
เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น
พูดง่าย ๆ
ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใ
แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ แต่ ' ปริญญาวิชาชีวิต '
ปริญญาใบที่สอง ' ปริญญาวิชาชีวิต ' คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนิน
ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ
แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สาร
บ้าน รถ มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอ
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้ก
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและ
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตั
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่ว
นี่คือปริญญาวิชาชีวิต
ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่าน
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้ว
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแ
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัว
แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง
ดูจิต ดูใจตัวเอง ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า
พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาส
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเ
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอ
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนิน
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อน
ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว อยากพักให้ได้พัก
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลาก
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด
และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ
เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในช
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด
บางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ บางคนก็ตอบราชบัลลังก์
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของ
สุขภาพและชีวิต
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดา
และก็ชีวิตของเรา สุขภาพดีก็มีชีวิตต่อ ถ้ามีชีวิตอยู่ก็ต้องดูแลรั
Sunday, April 25, 2010
สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป
เรื่อง สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป
เมื่อคุณชี้แจงไปแล้ว เขาก็ควรจะยอมรับฟัง แต่เมื่อเขาไม่ฟัง และคุณก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดไปแล้ว ก็คงต้อง “ ปล่อยมันไป ”
ในโลกนี้ มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถให้เวลากับมัน หรือไม่สามารถทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แต่แล้วเราก็ต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไป เพราะหากเรามัว แต่จะ “ นับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา ” ( มีความหมายว่า จะพยายามทำให้คนทั้งโลกรู้สึกพอใจตัวเองในทุกเรื่อง) เวลาของคุณคงไม่พอเป็นแน่
ดังนั้น ทำอะไรก็ตาม ควรทำเท่าที่เราทำได้ เมื่อทำอย่างดีี่สุดแล้ว คนเขาไม่เห็นว่าดีก็ต้อง “ ปล่อยมันไป ”
เลือก ทำในสิ่งที่เห็นว่า เราถนัดที่สุด และมีความสุขที่จะทำก็พอแล้ว อะไรก็ตาม ที่เราไม่ถนัด หรือ ถึงถนัด แต่ไม่มีความสุขที่จะทำ ก็อย่าทำ
เรา มีเวลาไม่มากนักหรอกที่จะแบกสารพัดภาระในโลกนี้ ควรมองไหล่ของตัวเองดูสักหน่อยว่า พร้อมจะแบกเป้หลังที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเองเพราะไม่เพียงแต่มันจะทำให้คุณเป็นทุกข์ แต่บางทีอาจมีผลต่อการยืนตรงๆ อย่างยาวนานของคุณด้วย
Wednesday, March 3, 2010
Thursday, January 21, 2010
แนวความคิด ความโกรธและศัตรู [ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า]
"ข้ามาสู่โลกนี้โดยไม่มีศัตรู...ข้าก็จะจากโลกนี้โดยไม่มีศัตรู".......(สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า
"การให้อภัย เป็นสัญลักษณ์ของคนจิตใจสูง".............(เช็กสเปียร์)
"จงยกโทษให้แก่ศัตรูของเราเ้ถิด แต่อย่าได้ไว้ใจมันเป็นอันขาด".............(ทิมูร์ มหาราช)
"คนทุกคน คิดว่าศัตรูของตนเป็นคนเลว".............(สุภาษิตฮินดู)
"คนมีปัญญา ไม่ต้องการฆ๋าศัตรู จะฆ่าเฉพาะความเป็นศัตรูของเขาเท่านั้น....แล้วทำศัตรูให้กลับเป็นมิตร"
"อำนาจกับความโกรธ มีผลต่างกัน อำนาจทำให้คนกลัว แต่ความโกรธทำให้คนเกลียดชัง .... บัณฑิตจึงไม่ใช้ความโกรธเลือกใ่ช้แต่อำนาจเท่านั้น"
"คนขี้โกรธ ย่อมไม่รู้อรรถ คนขี้โกรธย่อมไม่รู้ธรรม คนขี้โกรธฆ่าได้แม้กระทั่งมารดาของตน ผู้ถูกความโกรธครอบงำย่อมฉิบหาย"
"คนมักโกรธ ย่อมทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เมื่อหายโกรธแล้วเขาย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน"
"ความริษยาย่อมทำลายให้โลกพินาศ....รวมทั้งตัวผู้ริษยาเองด้วย"
"มนุษย์ผู้มีเวรวันย่อมอยู่เป็นทุกข์ ผู้ไม่มีเวรกันย่อมอยู่เป็นสุข ... บุคคลจึงไม่ควรก่อเวร"
"อารมณ์ฉุนเฉียว ไม่เคยทำให้ใครได้ดี หรือมีความสุขเลย"
[ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า]
