10 ความจริงอันโหดร้ายของมนุษย์เงินเดือน T T
ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ความจริงหลายๆ อย่างก็ยากที่ยอมรับเหมือนกัน เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่คนทำงานออฟฟิศน่าจะเจอกันบ่อยๆ อย่างน้อยก็ให้ไว้เตือนใจกันหน่อยแล้วกันนะครับ
1. ไม่มีใครทำงานได้ทุกอย่าง
แม้ว่าเราจะชอบมีคำพูดประเภทคนเราสามารถเป็นในสิ่งที่เราอยากเป็นได้ถ้า
พยายาม มันเลยทำให้หลายๆ คนมักมีความคิดเรื่องการโยกย้ายตำแหน่ง
บ้างก็อยากลองไปทำงานในแผนกอื่นๆ ที่ดูน่าสนใจกว่า
ดูน่าทำงานมากกว่างานของตัวเอง
แต่เชื่อเถอะครับว่าเอาเข้าจริงแล้วการไปทำงานที่ตัวเองไม่เคยทำนั้นไม่ใช่
เรื่องง่ายๆ และมีน้อยคนที่จะสามารถไปทำงานใหม่ได้อย่างประสบความสำเร็จ
อาจจะมีบ้างที่พอสามารถทำงานกันไปได้ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นหรือ “ถูกหวย”
แบบที่คนเก่งๆ หลายคนเอามาเหล่าให้ฟังกันหรอก
ทั้งนี้เราต้องพูดกันบนความเป็นจริงว่าการทำงานต่างๆ
นั้นจำเป็นต้องใช้ทักษะและความสามารถหลายอย่าง
บางอย่างฝึกกันได้แต่บางอย่างฝึกกันไม่ได้
บางอย่างอาจจะฝึกได้แต่ต้องใช้เวลาซึ่งการทำงานมันรอไม่ได้ขนาดนั้น
ฉะนั้นถ้าคุณคิดว่าจะลองเปลี่ยนสายงาน อยากไปทดลองงานใหม่ๆ นั้น
ควรคิดกันให้ดีๆ ว่าคุณเหมาะและพร้อมจะไปลองจริงๆ นะครับ
2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบคุณไปหมด
ต่อให้คุณเป็นคนดีมากมายในออฟฟิศ
แต่เชื่อเถอะครับว่ามันก็จะมีคนที่ไม่ชอบคุณ ไม่ถูกกับคุณจนได้
ฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องเหนื่อยเปล่าถ้าคุณคิดจะไปเอาใจและหวังให้ทุกคนใน
บริษัทรักคุณ (ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว)
คุณควรจะเลือกดูว่าคนไหนบ้างที่คุณควรให้ความสำคัญ
ใครกันที่คุณควรจะแคร์และใส่ใจเป็นพิเศษ
คุณอาจจะต้องแบ่งระดับความสำคัญของความสัมพันธ์กันให้ดีๆ
แล้วดูว่าแต่ละคนอยู่ในระดับไหน อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าคุณจะไม่สามารถทำให้ทุกคนรักคุณได้
แต่อย่างน้อยก็ใช่ว่าคุณจะต้องสร้างศัตรูให้เยอะเต็มออฟฟิศนะครับ ^^”
3. เพื่อนร่วมงานบางคนเหมาะเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน
จริงอยู่ว่าคุณอาจจะสนิทและไว้ใจเพื่อนร่วมงานหลายๆ คน
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนเหมาะจะกลายเป็นเพื่อนจริงๆ ของคุณในชีวิต
ทุกวันนี้เรามักเจอสถานการณ์ประเภทพอเข้าที่ทำงานใหม่แล้วก็ Add Facebook
กันไปหมดก่อนจะพบว่าภายหลังบางคนอยากจะ Unfriend ไปเสีย บางคนอยากจะ Block
ไปเลยด้วยก็มี
ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์ในที่ทำงานนั้นไม่ได้อยู่ในระดับความสัมพันธ์แบบ
เพื่อนตั้งแต่ต้น มันก็จริงอยู่ว่าคุณอาจจะเจอคนที่ดี
เจอคนที่ได้กลายเป็นเพื่อนสนิท กลายเป็นพี่ชาย กลายเป็นคนที่เคารพรัก
แต่กับบางคนก็อาจจะดีกว่าถ้าคงความสัมพันธ์เป็น “เพื่อนร่วมงาน”
หรือคุยกันด้วยเรื่องงานแทนที่จะคุยด้วยเรื่องส่วนตัว
4. วันนึงเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็คุณเองที่จะลาออก
แม้ว่าหลายๆ ครั้งคุณจะเจอเพื่อนร่วมงานที่คุณรักมาก เชื่อใจมาก
หรือได้เจอหัวหน้าที่คุณรู้สึกว่าสุดยอดมากๆ อยากฝากชีวิตไว้กับเขา
อยากทำงานร่วมกับเขาไปนานๆ
แต่ความเป็นจริงแล้ววันหนึ่งคุณก็จะต้องแยกย้ายกันอยู่ดีเพราะแต่ละคนก็ต้อง
มีทางชีวิตด้านหน้าที่การงานที่แตกต่างกันออกไป ลองคิดเล่นๆ
ว่าถ้าคุณทำงานแผนกเดียวกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ 5 คนไปเรื่อยๆ
มันคงไม่สามารถที่ทั้ง 5
คนจะถูกดันขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกเดียวกันได้ทุกคนอยู่แล้ว
ถึงวันหนึ่งบางคนก็จะต้องเดินจากไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดีนั่นแหละ
5. ต่อให้คุณทำดีแทบตาย ก็ใช่ว่าคุณจะได้รับการโปรโมต
เรื่องนี้เรามักพูดกันบ่อยๆ ว่าบางคนสร้างผลงานแทบตาย เป็นคนทำงานที่ใครๆ
ก็ชื่นชอบแต่กลับไม่ได้เลื่อนขั้นเพราะเหตุผลต่างๆ นานา
ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่หัวหน้ามองไม่เห็น หรือพรีเซนต์ไม่เก่ง ถ้าเอาหนักๆ
ไปเลยก็คือโดนคนอื่นตัดหน้า เล่นเส้นเล่นสาย
ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว
กรณีนี้ต้องถือว่าวัดใจกับหัวหน้าและองค์กรอยู่พอสมควร
เพราะถ้าหัวหน้าของคุณมองเห็นศักยภาพของคุณและพร้อมจะสนับสนุนแล้ว
คุณก็ช่างโชคดีที่จะมีโอกาสก้าวหน้าได้อีกเยอะ
แต่ถ้าคุณดันโชคร้ายไปอยู่กับหัวหน้าที่ไม่ได้คิดเรื่องนี้แล้วล่ะก็
คุณก็อาจจะโดนเก็บเข้าหลังบ้านเอาได้ง่ายๆ เช่นกัน
6. ทุกออฟฟิศมีการเมือง
“ที่นี่มีการเมืองไหม” เป็นคำถามที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ
เวลาคนเปลี่ยนที่ทำงานซึ่งถ้าคนที่ผ่านงานมากมายหลายออฟฟิศก็จะพูดเหมือนกัน
แหละว่า “ที่ไหนๆ ก็มีการเมือง”
ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องธรรมดาว่าในออฟฟิศนั้นล้วนมีคนหมู่มากเข้ามาอยู่ด้วย
กัน มันก็ย่อมมีคนบางกลุ่มที่มีคาแรคเตอร์ต่างจากอีกกลุ่ม
ไหนจะมีเรื่องการเปลี่ยนถ่ายคนตามกาลเวลา
มันเลยไม่แปลกที่จะเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกขึ้น
ซึ่งไอ้พรรคพวกนี้แหละที่มักจะนำไปสู่ความขัดแย้งลึกๆ
กันโดยไม่รู้ตัวและกลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างขั้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พอเป็นเช่นนี้เราถึงพูดกันเสมอว่าคุณคงไม่สามารถเลี่ยงการเมืองในออฟฟิศได้
หากแต่คุณจะเลี่ยงมันได้แค่ไหน
หรือในออฟฟิศนั้นจะรักษาระดับความรุนแรงที่เกิดจากการเมืองได้อย่างไรต่าง
หาก
7. เรื่องที่ถูกต้องอาจจะไม่ใช่เรื่องที่คุณ (หรือคนอื่น) ถูกใจ
สิ่งที่คนทำงานมักจะเจอบ่อยๆ คือคำสั่งจาก “เบื้องบน” ที่หลายๆ
ครั้งก็ฟังแล้วตะหงิดๆ ประเภทใช่เหรอ มันถูกต้องเหรอ
และพอเรานำเสนอสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องแล้วก็ดันกลายเป็นว่าไม่ถูกใจหัวหน้า
หรือคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไป เรื่องนี้มันเลยเข้าวัฏจักรที่ว่าหลายๆ
อย่างที่คุณคิดว่ามัน “ถูกต้อง” มันก็อาจจะไม่ได้ “ถูกใจ” เสมอไป
(เช่นเดียวกับเรื่องที่หลายๆ คน “ถูกใจ” มันก็ไม่ได้ “ถูกต้อง” เช่นกัน)
ซึ่งเมื่อเราทำงานไปเรื่อยๆ
นั้นก็จะเจอสถานการณ์ของความขัดแย้งนี้อยู่เรื่อยๆ เป็นธรรมดานั่นแหละครับ
8. คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าหรือแบรนด์นั้นจริงๆ หรอก
ต่อให้คุณได้รับตำแหน่งเป็น Brand Manager / Product Manager
หรือเป็นผู้บริหารแบรนด์อะไรก็แล้วแต่ที่ได้รับอำนาจมากมายในการตัดสินใจ
สร้างสรรค์ หรือขีดเส้นต่างๆ เพื่อการบริหารจัดการ
แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณก็ไม่ได้เป็นเจ้าของมันจริงๆ
แต่อย่างใดเพราะท้ายที่สุดมันก็คือสินทรัพย์ของบริษัทซึ่งวันหนึ่งผู้บริหาร
อาจจะสั่งยกเลิก สั่งเปลี่ยน หรือสั่งย้ายคุณได้
(เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของบริษัทและสร้างมันขึ้นมาเองนั่นก็อีก
เรื่อง)
ฉะนั้นแล้วมันก็ดีถ้าคุณจะทุ่มเทและใส่ใจงานของคุณอย่างเต็มที่ประหนึ่งลูก
แท้ๆ ของคุณ
แต่คุณก็ต้องรู้ตัวว่าวันหนึ่งคุณก็จะต้องลาออกจากบริษัทและคุณก็ไม่สามารถ
เอาแบรนด์หรือสินค้านั้นติดตัวคุณไปได้แต่อย่างใดหรอก
9. หลายๆ อย่างคุณทำเองได้ดีกว่า แต่คุณดันไม่ได้ทำงานนั้น
คนเป็นหัวหน้านั้นมักจะเจอสถานการณ์บ่อยๆ
ประเภทเรื่องที่สั่งงานไปนั้นคุณรู้ว่าทำอย่างไรให้ดี
ทำอย่างไรให้เร็วและมีประสิทธิภาพแต่พอลูกน้องไปทำแล้วดันไม่ได้ดั่งใจ
บ้างก็รู้ว่าสามารถสร้างงานที่ดีกว่านี้ได้แต่คนอื่นดันทำไม่ได้และหลายๆ
ครั้งมันก็สร้างความหงุดหงิดให้กับคุณเพราะมันไม่ได้ดั่งใจที่คุณวางไว้
แต่ก็นั่นแหละครับว่าทั้งบริษัทไม่ได้มีคุณคนเดียว
และคุณก็ต้องยอมรับความจริงว่าหลายๆ อย่างนั้นคงไม่อาจได้ดั่งใจคุณ
แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะทำมันเสียทุกอย่างเช่นกัน
10. คุณจะได้เงินเดือนน้อยกว่าคนอื่นอยู่วันยังค่ำ
ที่ผมขึ้นแบบนี้เพราะอยากเตือนคนทั้งหลายที่พยายามถามว่าเงินเดือนคนอื่น
เท่าไร เพราะถ้าคุณเมื่อไรที่คุณตั้งคำถามว่าคนอื่นได้เงินเดือนเท่าไรแล้ว
ยังไงคุณก็จะเจอคนที่มีเงินเดือนมากกว่าคุณอยู่ดี
แม้ว่าในบริษัทจะไม่มีคนเงินเดือนมากกว่าคุณ
แต่คุณก็จะไปรู้ว่าบริษัทอื่นให้เงินเดือนมากกว่า วนไปวนมาแบบนี้
ถ้าคุณไม่ยอมรับความพอดีของเงินเดือนคุณ
คุณก็จะต้องเจอความจริงข้อนี้วนไปวนมาไม่รู้จักจบสิ้นหรอกครับ ผมเขียน 10
ข้อนี้ด้วยการนึกประสบการณ์ส่วนตัวประกอบไปด้วย ถ้าคุณมีข้ออื่นๆ
ที่คิดว่าเข้าท่าเหมือนกันก็ลองเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันนะครับ
Showing posts with label สารพันวันทำงาน. Show all posts
Showing posts with label สารพันวันทำงาน. Show all posts
Wednesday, September 17, 2014
Thursday, September 11, 2014
เรื่อง ผมไม่เห็น
ขำๆๆคลายเครียด!!!เหตุปล้นธนาคาร
หลังจากโจรปล้นเสร็จ ก็คิดจะฆ่าปิดปากคนที่เห็นเหตุการณ์
จึงเอาปืนชี้แล้วหันไปถามชายคนแรก
“เมื่อกี้มึงเห็นกูปล้นไหม?”
ชายคนแรกตอบ…..”เห็นซิ”
สิ้นเสียงตอบ โจรยิงเปรี้ยงใส่หน้าผากตายทันที
โจรหันปืนไปหาชายคนที่สอง “เมื่อกี้มึงเห็นกูปล้นไหม?”
ชายคนที่สองรีบตอบเสียงดัง
..”กูไม่เห็น แต่เมียกูเห็น!!!”..
หลังจากโจรปล้นเสร็จ ก็คิดจะฆ่าปิดปากคนที่เห็นเหตุการณ์
จึงเอาปืนชี้แล้วหันไปถามชายคนแรก
“เมื่อกี้มึงเห็นกูปล้นไหม?”
ชายคนแรกตอบ…..”เห็นซิ”
สิ้นเสียงตอบ โจรยิงเปรี้ยงใส่หน้าผากตายทันที
โจรหันปืนไปหาชายคนที่สอง “เมื่อกี้มึงเห็นกูปล้นไหม?”
ชายคนที่สองรีบตอบเสียงดัง
..”กูไม่เห็น แต่เมียกูเห็น!!!”..
เรื่องเมนูวันนี้
สาวไทยรายหนึ่งแต่งงานกับหนุ่มฝรั่งเศสและเดินทางไปใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอยู่
ที่นั่น แย่หน่อยที่สาวไทยคนเก่งของเราพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้เอาซะเลย
การไปจับจ่ายกับข้าวมาทำอาหารของเธอจึงเป็นฝันร้ายสุดๆเลยทีเดียว
วันนึง เธอเกิดอยากได้ขาหมูมาทำอาหาร เธอไปที่ร้านขายเนื้อและพบว่าไม่สามารถสื่อสารให้เจ้าของร้านเข้าใจได้ว่า เธอต้องการอะไร เธอตัดสินใจถลกกระโปรงขึ้นแล้ว โชว์ขาอ่อนให้เจ้าของร้านขายเนื้อ เจ้าของร้านเข้าใจทันที เขาจัดขาหมูให้เธอเรียบร้อยตามต้องการ
วันถัดมาเธอจะไปซื้อเนื้ออกไก่ คราวนี้เธอถอดเสื้อให้เจ้าของร้านดูอก เจ้าของร้านก็หัวไวเหลือหลาย เขาจัดอกไก่ให้เธอได้ตามต้องการอีกแล้ว
หลายวันต่อมา คราวนี้เธอเกิดอยากได้ไส้กรอกขึ้นมา เธอก็เลยพาสามีไปร้านด้วย...
.
.
.
.
เดี๋ยวๆ คิดไปไกลล่ะ ..
แค่บอกสามีให้ช่วยบอกเจ้าของร้านแค่นั้นเองแหละ คิดอะไรอยู่กันฟร่ะ
วันนึง เธอเกิดอยากได้ขาหมูมาทำอาหาร เธอไปที่ร้านขายเนื้อและพบว่าไม่สามารถสื่อสารให้เจ้าของร้านเข้าใจได้ว่า เธอต้องการอะไร เธอตัดสินใจถลกกระโปรงขึ้นแล้ว โชว์ขาอ่อนให้เจ้าของร้านขายเนื้อ เจ้าของร้านเข้าใจทันที เขาจัดขาหมูให้เธอเรียบร้อยตามต้องการ
วันถัดมาเธอจะไปซื้อเนื้ออกไก่ คราวนี้เธอถอดเสื้อให้เจ้าของร้านดูอก เจ้าของร้านก็หัวไวเหลือหลาย เขาจัดอกไก่ให้เธอได้ตามต้องการอีกแล้ว
หลายวันต่อมา คราวนี้เธอเกิดอยากได้ไส้กรอกขึ้นมา เธอก็เลยพาสามีไปร้านด้วย...
.
.
.
.
เดี๋ยวๆ คิดไปไกลล่ะ ..
แค่บอกสามีให้ช่วยบอกเจ้าของร้านแค่นั้นเองแหละ คิดอะไรอยู่กันฟร่ะ
Thursday, September 4, 2014
เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?
ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก
มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดีคนหนึ่งจำเป็นต้องรอเวลาถึง 3ชั่วโมง
ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง
เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่มและคุ๊กกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกินฆ่าเวลาไปพลาง ๆ
เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง
เธอสังเกตเห็นว่าข้างๆเธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร
ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุงซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ
เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอายกำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า \"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็..ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย \"
ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น
ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร
ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
\"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ\"
เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม
ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ
เธอตกใจมาก
ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....
คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน!!
เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า
มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง
มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย
นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่นหลาย ๆสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสังสัยตัวเองว่า
\"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?\"
\"เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่\"
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุงซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ
เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอายกำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า \"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็..ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย \"
ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น
ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร
ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
\"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ\"
เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม
ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ
เธอตกใจมาก
ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....
คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน!!
เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า
มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง
มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย
นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่นหลาย ๆสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสังสัยตัวเองว่า
\"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?\"
\"เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่\"
ป้ายกำกับ:
ข้อคิด,
คำคม,
แนวคิด,
เรื่องเล่า,
สารพันวันทำงาน,
สาระน่ารู้
มึงป่วย..เพราะมึงโง่!!!!!!!!
มึงป่วย..เพราะมึงโง่!!!!!!!!
....เจอเภสัชกรคนหนึ่ง...หน้าตากวนตีนมาก...
อายุน้อยกว่าผม...แต่กวนตีนมากกว่าผม...
ซื้อยาแก้กรดไหลย้อนครับ...
เอาเกรดไหน...มี 3 เกรด...ถูก...กลาง...แพง...
คุณภาพยา...ขึ้นกับราคา...ว่าไง...?
มันถามแล้วมองหน้าผมแบบกวนตีน...
ผมกวนตีนกลับ...เอาเกรดไหนก็ได้...ที่กินแล้วหายน่ะ...
ไม่มี...โรคนี้....ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...
ผมหันไปจ้องหน้ามัน...เพราะสะดุดคำว่า...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...
ผมถามว่า...มันมีวิธีรักษาด้วยวิธีอื่นหรือ...?
มันค่อยๆชายตามามองผมด้วยสายตาดูถูก...อย่างรุนแรง...
แล้วพูดโดยไม่มองหน้าคนฟังว่า...
คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน...เกิดจากนิสัยชั่ว 5 อย่าง...
1. กินข้าวไม่ตรงเวลา...
2. กินอาหารรสจัดมาก...โดยเฉพาะเผ็ดจัด...
3. กินมากเกินไป...
4. กินแล้ว...เข้านอนทันที...
5. เครียดตลอดเวลา...
ถ้าอยากหาย...ไปเปลี่ยนนิสัย...ไม่ต้องกินยา...
ผมกัดฟันแน่น...จ้องหน้ามัน...ทำไมมึงถึงกวนตีนยังงี้วะ...?
ผมคิดในใจ... แล้วค่อยๆเปิดประตู...เดินออกจากร้านไป...
10 วัน...ผ่านไป...ผมไปบรรยายหลายงาน...หลายจังหวัด...
คืนหนึ่งกลับเข้าบ้าน...ดึกแล้ว...
ผ่านร้านขายยา...ไฟยังไม่ปิด...ผมรีบจอดรถ...เดินเข้าไปในร้าน...
เจอไอ้เภสัชกวนตีน...คนเดิมเต็มๆ...มันหันมาเห็นผม...
อ้าว...เป็นไง...โรคกรดไหลย้อน...?
ผมปรี่เข้าประชิดตัว...แล้วยกมือ...พนม...พร้อมก้มหัว...
ขอบพระคุณมากครับ...หายแล้วครับ...
พูดได้แค่นั้น...แล้วก็จุกที่คอ...พูดอะไรต่อไม่ได้อีก...
แล้วรีบเดินออกจากร้าน...
เป็นครั้งแรกในชีวิต...ที่ผมยกมือไหว้คนขายยา...ที่อายุน้อยกว่าผมมาก...
ผมพูดอะไรไม่ออก...แต่ผมเชื่อว่า...ไอ้เภสัชหนุ่มนี่มันรู้...ว่าผมจะพูดอะไร...?
มันสามารถสูบเงินจากผมได้เป็นหมื่น...และทำกำไรมหาศาล...แต่มันไม่ทำ...
มันเลือกที่จะช่วยผม...ให้หายป่วย...โดยไม่ได้เงินสักบาท...
การดำเนินชีวิตของผมตอนนี้...
- กินข้าวตรงเวลา...ทุกมื้อ...
- กินอาหารจืด...ไม่กินรสจัด...เผ็ดจัด...
- กินแค่จานเดียว...เลิก...ไม่ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม...
- มื้อสุดท้าย...กินก่อน 6 โมงเย็น...แล้วไม่กินอะไรอีกเลย...
ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตาม...
- อารมณ์ดีตลอด...ยิ้ม...หัวเราะ...ทำตัวให้มีความสุขทั้งวัน...
ผลที่เกิดตามมาคือ...
- พุงผมหายไป...ไม่มีหน้าท้อง...ไม่อึดอัด...
- สุขภาพดีขึ้น...ไม่เป็นโรคอ้วน...
- บุคลิกภาพดีขึ้น...ความมั่นใจเพิ่มขึ้น...เวลาเข้าสังคม...
- หายใจสะดวก...ไม่แน่นท้องเหมือนก่อน...
- ไม่ง่วงนอน...ไม่อ่อนเพลียเวลาทำงาน...เหมือนก่อน...
- การทำงานและการเคลื่อนไหวร่างกาย...คล่องตัวขึ้น...
ที่สำคัญคือ...
ชีวิตผม...มีความสุขขึ้น...เยอะเลย...
นี่แหละคือเหตุผลที่ผมต้องไหว้...
และผมจะไหว้ไอ้เวรนี่ตลอดชีวิต...ไม่ว่ากูจะเจอมึงที่ไหน...
สิ่งมีค่าที่สุดที่มันมอบให้ผมก็คือ...
โรคภัยไข้เจ็บ...90 %...ของมึงเนี่ย...ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค...
แต่เกิดจากเชื้อเลว...ในการดำเนินชีวิตของมึงทั้งนั้น...
ดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง...ตามธรรมชาติ...มีสุขนิสัยที่ดี...
คุณจะไม่ป่วย...ไม่เป็นโรค...ไม่ต้องไปหาหมอ...
หมอและยา...เขามีไว้รักษาและขาย...ให้คนที่โง่...เท่านั้น...
เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...
เพื่อนรุ่นน้องของผมหายไปนานมาก...เกือบปี...
ผมคิดถึง...อยากรู้ข่าวคราว...จึงโทรไปหา...นัดกินข้าว...
เพื่อนเล่าให้ฟังว่า...หลังจากรักษาจนหายแล้ว...
เจ้านายเก่ารู้ว่า...กลับมาจากต่างประเทศแล้ว...หายแล้ว...
ก็ชวนกลับไปทำงานที่เดิม...เงินเดือน 6 หลัก...มันยากที่จะปฏิเสธ...
ทำอยู่ได้ 6-7 เดือน...อาการกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก...
และเที่ยวนี้...ดูว่ามันรุนแรงกว่าเดิมมาก...
หลังจากวันนั้น...ผมก็ไม่ได้ข่าวคราวจากเพื่อนคนนี้อีกเลย...
ส่วนผม...ทำตัวตามที่ไอ้หมอตี๋กวนตีนนั่นบอก...
เปลี่ยนเอานิสัยเลวๆในการดำเนินชีวิตออก...
โรคกรดไหลย้อน...ไม่มีอาการ...โรคซึมเศร้าดีขึ้น...จนเริ่มเขียนหนังสือได้...
โรคเครียดเบาบางลงมาก...ยิ้ม...หัวเราะ...มีความสุขกับการทำงานเกือบทั้งวัน...
คุณภาพชีวิตที่ดีๆของผม...กลับคืนมาแล้ว...เยอะมากด้วย...
จึงอยากจะถือโอกาสนี้...บอกกับเพื่อนๆทุกคนว่า...
เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...
ฉันฉันน์ ลวางกูรพสิษฐ์...
(สมคิด ลวางกูร)
ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ Boon48
....เจอเภสัชกรคนหนึ่ง...หน้าตากวนตีนมาก...
อายุน้อยกว่าผม...แต่กวนตีนมากกว่าผม...
ซื้อยาแก้กรดไหลย้อนครับ...
เอาเกรดไหน...มี 3 เกรด...ถูก...กลาง...แพง...
คุณภาพยา...ขึ้นกับราคา...ว่าไง...?
มันถามแล้วมองหน้าผมแบบกวนตีน...
ผมกวนตีนกลับ...เอาเกรดไหนก็ได้...ที่กินแล้วหายน่ะ...
ไม่มี...โรคนี้....ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...
ผมหันไปจ้องหน้ามัน...เพราะสะดุดคำว่า...
ถ้าคุณรักษาด้วยยา...คุณจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต...
ผมถามว่า...มันมีวิธีรักษาด้วยวิธีอื่นหรือ...?
มันค่อยๆชายตามามองผมด้วยสายตาดูถูก...อย่างรุนแรง...
แล้วพูดโดยไม่มองหน้าคนฟังว่า...
คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน...เกิดจากนิสัยชั่ว 5 อย่าง...
1. กินข้าวไม่ตรงเวลา...
2. กินอาหารรสจัดมาก...โดยเฉพาะเผ็ดจัด...
3. กินมากเกินไป...
4. กินแล้ว...เข้านอนทันที...
5. เครียดตลอดเวลา...
ถ้าอยากหาย...ไปเปลี่ยนนิสัย...ไม่ต้องกินยา...
ผมกัดฟันแน่น...จ้องหน้ามัน...ทำไมมึงถึงกวนตีนยังงี้วะ...?
ผมคิดในใจ... แล้วค่อยๆเปิดประตู...เดินออกจากร้านไป...
10 วัน...ผ่านไป...ผมไปบรรยายหลายงาน...หลายจังหวัด...
คืนหนึ่งกลับเข้าบ้าน...ดึกแล้ว...
ผ่านร้านขายยา...ไฟยังไม่ปิด...ผมรีบจอดรถ...เดินเข้าไปในร้าน...
เจอไอ้เภสัชกวนตีน...คนเดิมเต็มๆ...มันหันมาเห็นผม...
อ้าว...เป็นไง...โรคกรดไหลย้อน...?
ผมปรี่เข้าประชิดตัว...แล้วยกมือ...พนม...พร้อมก้มหัว...
ขอบพระคุณมากครับ...หายแล้วครับ...
พูดได้แค่นั้น...แล้วก็จุกที่คอ...พูดอะไรต่อไม่ได้อีก...
แล้วรีบเดินออกจากร้าน...
เป็นครั้งแรกในชีวิต...ที่ผมยกมือไหว้คนขายยา...ที่อายุน้อยกว่าผมมาก...
ผมพูดอะไรไม่ออก...แต่ผมเชื่อว่า...ไอ้เภสัชหนุ่มนี่มันรู้...ว่าผมจะพูดอะไร...?
มันสามารถสูบเงินจากผมได้เป็นหมื่น...และทำกำไรมหาศาล...แต่มันไม่ทำ...
มันเลือกที่จะช่วยผม...ให้หายป่วย...โดยไม่ได้เงินสักบาท...
การดำเนินชีวิตของผมตอนนี้...
- กินข้าวตรงเวลา...ทุกมื้อ...
- กินอาหารจืด...ไม่กินรสจัด...เผ็ดจัด...
- กินแค่จานเดียว...เลิก...ไม่ว่าจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม...
- มื้อสุดท้าย...กินก่อน 6 โมงเย็น...แล้วไม่กินอะไรอีกเลย...
ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตาม...
- อารมณ์ดีตลอด...ยิ้ม...หัวเราะ...ทำตัวให้มีความสุขทั้งวัน...
ผลที่เกิดตามมาคือ...
- พุงผมหายไป...ไม่มีหน้าท้อง...ไม่อึดอัด...
- สุขภาพดีขึ้น...ไม่เป็นโรคอ้วน...
- บุคลิกภาพดีขึ้น...ความมั่นใจเพิ่มขึ้น...เวลาเข้าสังคม...
- หายใจสะดวก...ไม่แน่นท้องเหมือนก่อน...
- ไม่ง่วงนอน...ไม่อ่อนเพลียเวลาทำงาน...เหมือนก่อน...
- การทำงานและการเคลื่อนไหวร่างกาย...คล่องตัวขึ้น...
ที่สำคัญคือ...
ชีวิตผม...มีความสุขขึ้น...เยอะเลย...
นี่แหละคือเหตุผลที่ผมต้องไหว้...
และผมจะไหว้ไอ้เวรนี่ตลอดชีวิต...ไม่ว่ากูจะเจอมึงที่ไหน...
สิ่งมีค่าที่สุดที่มันมอบให้ผมก็คือ...
โรคภัยไข้เจ็บ...90 %...ของมึงเนี่ย...ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค...
แต่เกิดจากเชื้อเลว...ในการดำเนินชีวิตของมึงทั้งนั้น...
ดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง...ตามธรรมชาติ...มีสุขนิสัยที่ดี...
คุณจะไม่ป่วย...ไม่เป็นโรค...ไม่ต้องไปหาหมอ...
หมอและยา...เขามีไว้รักษาและขาย...ให้คนที่โง่...เท่านั้น...
เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...
เพื่อนรุ่นน้องของผมหายไปนานมาก...เกือบปี...
ผมคิดถึง...อยากรู้ข่าวคราว...จึงโทรไปหา...นัดกินข้าว...
เพื่อนเล่าให้ฟังว่า...หลังจากรักษาจนหายแล้ว...
เจ้านายเก่ารู้ว่า...กลับมาจากต่างประเทศแล้ว...หายแล้ว...
ก็ชวนกลับไปทำงานที่เดิม...เงินเดือน 6 หลัก...มันยากที่จะปฏิเสธ...
ทำอยู่ได้ 6-7 เดือน...อาการกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก...
และเที่ยวนี้...ดูว่ามันรุนแรงกว่าเดิมมาก...
หลังจากวันนั้น...ผมก็ไม่ได้ข่าวคราวจากเพื่อนคนนี้อีกเลย...
ส่วนผม...ทำตัวตามที่ไอ้หมอตี๋กวนตีนนั่นบอก...
เปลี่ยนเอานิสัยเลวๆในการดำเนินชีวิตออก...
โรคกรดไหลย้อน...ไม่มีอาการ...โรคซึมเศร้าดีขึ้น...จนเริ่มเขียนหนังสือได้...
โรคเครียดเบาบางลงมาก...ยิ้ม...หัวเราะ...มีความสุขกับการทำงานเกือบทั้งวัน...
คุณภาพชีวิตที่ดีๆของผม...กลับคืนมาแล้ว...เยอะมากด้วย...
จึงอยากจะถือโอกาสนี้...บอกกับเพื่อนๆทุกคนว่า...
เลิกโง่กันเถอะเพื่อน...
ฉันฉันน์ ลวางกูรพสิษฐ์...
(สมคิด ลวางกูร)
ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ Boon48
ป้ายกำกับ:
ข้อคิด,
แนวคิด,
สมคิด ลวางกูร,
สารพันวันทำงาน,
สาระน่ารู้,
สุขภาพ
Thursday, August 28, 2014
ไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง
ไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง
สถานการณ์ของอารมณ์ความผิดหวัง เกิน 80% ในโลกนี้ มาจากการตั้งความหวังกับใคร กับอะไรบางอย่าง แล้วหวังว่าเขาจะต้องรับรู้ได้เอง ว่าเราคิดยังไง อยากได้อะไร รอ แล้วก็รอ แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรออกไป ด้วยความแน่ใจ ว่าเขาผู้นั้นต้องรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราไม่ได้บอก และต้องทำที่เราต้องการได้ แม้เราไม่ได้บอกอะไร
บ้านเรามีวัฒนธรรมหนึ่งที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างหนึ่ง คือ ไม่ค่อยชอบแสดงออกทางอารมณ์ว่า รู้สึกอย่างไร ชอบก็ไม่แสดงออก ไม่ชอบก็ไม่แสดงออก แต่กลับคาดหวังอะไรหลายอย่างเป็นคุ้งเป็นแคว ว่าใครหรือ อะไร แม้เราไม่พูดเขาก็น่าจะรับรู้ได้ อยู่กันมาตั้งนานแล้ว
ข่าวร้ายคือ ไม่ว่าใครหรืออะไร เขาก็มี story ของเขาเองมากมาย ที่ต้องใช้หัวคิดเหมือนๆกันกับเรา ทำให้บางทีเขาก้อาจมองข้ามอะไรที่เราอยู่ดีๆก็ตั้งความคาดหวังขึ้นมาเอง พอไม่ได้ ก็ตีโพยตีพายอะไรไปมา สิ่งที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนี้ ทำลายความสัมพันธ์มาแล้วทั้งเล็กและใหญ่
มีทางเลือก เพื่อให้เราสามารถข้ามเรื่องนี้ไปได้อย่างราบรื่น คือ หนึ่ง ทำอะไร ให้ใคร ไม่ต้องไปคาดหวังว่าเขาน่าจะให้อะไร หรือ ตอบรับอะไรกลับมา การทำอะไรให้กับใครอย่างจริงใจ คุณค่าทางใจแห่งการให้ออกไป เราได้มาแล้วตั้งแต่ยังทำไม่เสร็จด้วยซ้ำ การอวยชัยให้พรทางโลก เทียบค่าไม่ได้กับความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ทางใจที่เราได้มานี้
อีกทางเลือกหนึ่ง คือ ถ้าคุณค่าของการตอบรับจากใครหรืออะไร มันมีค่ากับเรามากมาย และเราจำเป็นต้องได้มันมา ก็ให้แจ้งความนัย นี้กับเขาไปเลย ว่าเราคาดหวังจะได้สิ่งนี้จากเขา ตรงไปตรงมา ไม่ต้องมาปิดกั้นอะไรกัน
หลายคนเกิดความสับสนในตัวเอง เรื่องความต้องการ ว่าที่แท้เราอยากได้อะไรกันแน่
เราไม่มีทางได้อะไร ที่เราเองก็ไม่ชัดเจนว่า ที่แท้ เราอยากได้อะไรกันแน่ เหมือนการปาลูกดอกออกไป ถ้าคุณไม่มีเป้า ต่อให้คุณมือแม่นแค่ไหน มันไม่มีทางโดนได้ เพราะมันไม่มีเป้า
อยู่บนหลักของสิ่งที่เกิดจริง แทนการอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์และความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ตั้งความหวัง จะไปผิดหวังได้อย่างไร เราไม่สามารถควบคุมดินฟ้า อากาศได้ฉันท์ใด เราก้ไม่สามารถควบคุมคนอื่นได้ฉันท์นั้น ต่อให้เขาเป็น ลูก เป็น สามี-ภรรยา เป็นพ่อ เป็นแม่ ทุกคนล้วนมีความเป็นปัจเจก
คุมอารมณ์ความรู้สึก นึกคิดตัวเองได้ก็เป็นเลิศแล้ว
อยู่แบบเข้าใจโลกอย่างที่มันเป็น ดีกว่าอยู่แบบผิดหวังไปมา เพราะความคาดหวัง ที่อยากจะให้โลกเป็น อย่างที่เราต้องการ
สถานการณ์ของอารมณ์ความผิดหวัง เกิน 80% ในโลกนี้ มาจากการตั้งความหวังกับใคร กับอะไรบางอย่าง แล้วหวังว่าเขาจะต้องรับรู้ได้เอง ว่าเราคิดยังไง อยากได้อะไร รอ แล้วก็รอ แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรออกไป ด้วยความแน่ใจ ว่าเขาผู้นั้นต้องรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราไม่ได้บอก และต้องทำที่เราต้องการได้ แม้เราไม่ได้บอกอะไร
บ้านเรามีวัฒนธรรมหนึ่งที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างหนึ่ง คือ ไม่ค่อยชอบแสดงออกทางอารมณ์ว่า รู้สึกอย่างไร ชอบก็ไม่แสดงออก ไม่ชอบก็ไม่แสดงออก แต่กลับคาดหวังอะไรหลายอย่างเป็นคุ้งเป็นแคว ว่าใครหรือ อะไร แม้เราไม่พูดเขาก็น่าจะรับรู้ได้ อยู่กันมาตั้งนานแล้ว
ข่าวร้ายคือ ไม่ว่าใครหรืออะไร เขาก็มี story ของเขาเองมากมาย ที่ต้องใช้หัวคิดเหมือนๆกันกับเรา ทำให้บางทีเขาก้อาจมองข้ามอะไรที่เราอยู่ดีๆก็ตั้งความคาดหวังขึ้นมาเอง พอไม่ได้ ก็ตีโพยตีพายอะไรไปมา สิ่งที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนี้ ทำลายความสัมพันธ์มาแล้วทั้งเล็กและใหญ่
มีทางเลือก เพื่อให้เราสามารถข้ามเรื่องนี้ไปได้อย่างราบรื่น คือ หนึ่ง ทำอะไร ให้ใคร ไม่ต้องไปคาดหวังว่าเขาน่าจะให้อะไร หรือ ตอบรับอะไรกลับมา การทำอะไรให้กับใครอย่างจริงใจ คุณค่าทางใจแห่งการให้ออกไป เราได้มาแล้วตั้งแต่ยังทำไม่เสร็จด้วยซ้ำ การอวยชัยให้พรทางโลก เทียบค่าไม่ได้กับความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ทางใจที่เราได้มานี้
อีกทางเลือกหนึ่ง คือ ถ้าคุณค่าของการตอบรับจากใครหรืออะไร มันมีค่ากับเรามากมาย และเราจำเป็นต้องได้มันมา ก็ให้แจ้งความนัย นี้กับเขาไปเลย ว่าเราคาดหวังจะได้สิ่งนี้จากเขา ตรงไปตรงมา ไม่ต้องมาปิดกั้นอะไรกัน
หลายคนเกิดความสับสนในตัวเอง เรื่องความต้องการ ว่าที่แท้เราอยากได้อะไรกันแน่
เราไม่มีทางได้อะไร ที่เราเองก็ไม่ชัดเจนว่า ที่แท้ เราอยากได้อะไรกันแน่ เหมือนการปาลูกดอกออกไป ถ้าคุณไม่มีเป้า ต่อให้คุณมือแม่นแค่ไหน มันไม่มีทางโดนได้ เพราะมันไม่มีเป้า
อยู่บนหลักของสิ่งที่เกิดจริง แทนการอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์และความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ตั้งความหวัง จะไปผิดหวังได้อย่างไร เราไม่สามารถควบคุมดินฟ้า อากาศได้ฉันท์ใด เราก้ไม่สามารถควบคุมคนอื่นได้ฉันท์นั้น ต่อให้เขาเป็น ลูก เป็น สามี-ภรรยา เป็นพ่อ เป็นแม่ ทุกคนล้วนมีความเป็นปัจเจก
คุมอารมณ์ความรู้สึก นึกคิดตัวเองได้ก็เป็นเลิศแล้ว
อยู่แบบเข้าใจโลกอย่างที่มันเป็น ดีกว่าอยู่แบบผิดหวังไปมา เพราะความคาดหวัง ที่อยากจะให้โลกเป็น อย่างที่เราต้องการ
Wednesday, August 27, 2014
อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ
อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ
ปัญหาเกินครึ่งหนึ่งในโลกนี้ มาจากมุมมองของความต่าง และความคาดหวัง เราเองก็มีมุมมองของเรา มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมาของตัวเราเอง คนอื่นเขาเองก็เช่นกัน เขาก็มีมุมมองและประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่แตกต่างจากคนอื่นเช่นกัน
อ่านตรงนี้ หลายคนอาจพยักหน้างึกงัก ok ก็รู้น่ะ แต่พอถึง เหตุการณ์จริง ข้อมูลที่รู้นี้ กลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เพราะเราชอบทึกทักเอาเอง เข้าข้างตัวเอง ในชีวิตที่ผ่าน ระหว่างเรากับคนอื่น เราทำผิดหรือคนอื่นทำผิดมากกว่ากัน คำตอบ คือ.....
มันเป็นอย่างนี้มั๊ย
ถ้าถามอะไรที่เราทำได้ดี เราเก่ง เราจะบอกได้ยืดยาว มันมากมายเหลือคณา แต่พอถามว่า ข้อเสียของเรามีอะไรบ้าง.. มันทำไม กลับนึกอะไรไม่ค่อยออกเอาซ่ะเลย
มนุษย์เราส่วนใหญ่ก็วนกันอยู่แบบนี้ เป็นวัฏจักร ใครเป็นมาก ก็เห็นมาก ใครเป็นน้อย ก็เห็นน้อย
ทำให้ความสุขที่เราน่าจะมีกันได้มากมาย ไม่จำกัด กลับลดลงอย่างมีนัยตามอัตตาของแต่ละคน
ทำยังไง ให้เราอยู่แบบมีความสุขตามที่เราควรเป็น
- มองคนอื่น จากมุมของเขา ไม่ใช่จากมุมของเรา
- พยายามให้มากขึ้น ที่จะเข้าใจคนอื่น อย่างจริงจัง ประหนึ่ง เขาคือ เพื่อนคนเดียวในโลกนี้ ที่เหลืออยู่ ถ้าไม่มีเขา เราก็จะไม่มีใครจริงๆ
- อะไรๆ ที่เคยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา มันไม่ใช่เพราะตัวของเรื่องเองหรอก แต่เป็นเพราะอารมณ์ร่วมที่เราใส่ลงไปต่างหาก
แล้วเราจะสามารถ อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ ที่ แท้จริง
ตามโค้ชต่อได้ที่ Facebook Fan Page: Weena Image Coach
ปัญหาเกินครึ่งหนึ่งในโลกนี้ มาจากมุมมองของความต่าง และความคาดหวัง เราเองก็มีมุมมองของเรา มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมาของตัวเราเอง คนอื่นเขาเองก็เช่นกัน เขาก็มีมุมมองและประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่แตกต่างจากคนอื่นเช่นกัน
อ่านตรงนี้ หลายคนอาจพยักหน้างึกงัก ok ก็รู้น่ะ แต่พอถึง เหตุการณ์จริง ข้อมูลที่รู้นี้ กลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เพราะเราชอบทึกทักเอาเอง เข้าข้างตัวเอง ในชีวิตที่ผ่าน ระหว่างเรากับคนอื่น เราทำผิดหรือคนอื่นทำผิดมากกว่ากัน คำตอบ คือ.....
มันเป็นอย่างนี้มั๊ย
ถ้าถามอะไรที่เราทำได้ดี เราเก่ง เราจะบอกได้ยืดยาว มันมากมายเหลือคณา แต่พอถามว่า ข้อเสียของเรามีอะไรบ้าง.. มันทำไม กลับนึกอะไรไม่ค่อยออกเอาซ่ะเลย
มนุษย์เราส่วนใหญ่ก็วนกันอยู่แบบนี้ เป็นวัฏจักร ใครเป็นมาก ก็เห็นมาก ใครเป็นน้อย ก็เห็นน้อย
ทำให้ความสุขที่เราน่าจะมีกันได้มากมาย ไม่จำกัด กลับลดลงอย่างมีนัยตามอัตตาของแต่ละคน
ทำยังไง ให้เราอยู่แบบมีความสุขตามที่เราควรเป็น
- มองคนอื่น จากมุมของเขา ไม่ใช่จากมุมของเรา
- พยายามให้มากขึ้น ที่จะเข้าใจคนอื่น อย่างจริงจัง ประหนึ่ง เขาคือ เพื่อนคนเดียวในโลกนี้ ที่เหลืออยู่ ถ้าไม่มีเขา เราก็จะไม่มีใครจริงๆ
- อะไรๆ ที่เคยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา มันไม่ใช่เพราะตัวของเรื่องเองหรอก แต่เป็นเพราะอารมณ์ร่วมที่เราใส่ลงไปต่างหาก
แล้วเราจะสามารถ อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ ที่ แท้จริง
ตามโค้ชต่อได้ที่ Facebook Fan Page: Weena Image Coach
"ทำไมเราโชคดีแบบนี้?" VS "ทำไมกูซวยแบบนี้?"
ถ้าคุณมีจิตใต้สำนึกแห่งการสร้างความมั่งคั่งจริง
คุณจะแปลกใจว่าคุณมักจะเจอเรื่องที่ไม่เคยรู้ เหตุการณ์ที่ไม่เคยคิด
โอกาสใหม่ๆหรือแม้แต่คนที่คุณไม่รู้จักเข้ามาช่วย
หรือมาทำให้คุณมีความมั่งคั่งมากกว่าเดิมเสมอๆ โดยที่คุณก็อาจจะรู้สึกแปลกๆ
เหมือนกัน และตั้งคำถามว่า
"ทำไมเราโชคดีแบบนี้?"
นั่นเป็นเพราะกฏแห่งแรงดึงดูด จากจิตใต้สำนึกของคุณในการสร้างความมั่งคั่งที่ทำสิ่งต่างๆ ออกไปต่อคนรอบข้าง สังคมรอบตัวมาอย่างต่อเนื่อง จนสิ่งที่คุณทำจะต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระจายไปเรื่อยจนไปกระทบกับสิ่งอื่นๆ หรือคนอื่นๆ จนรับรู้และมองเห็นถึงการกระทำจากจิตใต้สำนึกในการสร้างความมั่งคั่งของคุณ จึงกลับมาหาคุณในรูปแบบต่างๆ เหมือนคนแปลกหน้าที่อยากรู้จักคนที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกันนั่นเอง
ตรงกันข้ามถ้าคุณมีจิตใต้สำนึกของความขาดแคลน สิ่งที่คุณทำออกไปก็มักจะดึงดูด สิ่งต่างๆ เหตุการณ์หรือผู้คนที่มักจะกลับมาสร้างความเดือดร้อน ทำให้เรายากจนลงเสมอๆ จนมักถามกับตัวเองว่า
"ทำไมกูซวยแบบนี้?"
ลองมองย้อนกลับดูว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณมักจะมีความรู้สึกที่มีความสุข มั่งคั่ง ร่ำรวยมากขึ้นไหม หรือ รู้สึกว่าทำไมซวย ทำไมมีแต่เรื่องเดือดร้อน เงินไม่พอจ่าย รายได้ทรงๆ ทรุดๆ หาเรื่องดีๆ จริงๆ จังๆ ที่เกิดขึ้นได้น้อยเหลือเกิน
ชีวิตของคุณจะรวยหรือจะจน ทั้งหมดขึ้นกับจิตใต้สำนึกที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็กของคุณนั่นเอง อย่ามัวแต่ไปโทษคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆ มากนักเลยครับ คุณดึงสิ่งหรือคนเหล่านั้นเข้ามาเองซะเป็นส่วนใหญ่ด้วยตัวคุณเอง
"ทำไมเราโชคดีแบบนี้?"
นั่นเป็นเพราะกฏแห่งแรงดึงดูด จากจิตใต้สำนึกของคุณในการสร้างความมั่งคั่งที่ทำสิ่งต่างๆ ออกไปต่อคนรอบข้าง สังคมรอบตัวมาอย่างต่อเนื่อง จนสิ่งที่คุณทำจะต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กระจายไปเรื่อยจนไปกระทบกับสิ่งอื่นๆ หรือคนอื่นๆ จนรับรู้และมองเห็นถึงการกระทำจากจิตใต้สำนึกในการสร้างความมั่งคั่งของคุณ จึงกลับมาหาคุณในรูปแบบต่างๆ เหมือนคนแปลกหน้าที่อยากรู้จักคนที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกันนั่นเอง
ตรงกันข้ามถ้าคุณมีจิตใต้สำนึกของความขาดแคลน สิ่งที่คุณทำออกไปก็มักจะดึงดูด สิ่งต่างๆ เหตุการณ์หรือผู้คนที่มักจะกลับมาสร้างความเดือดร้อน ทำให้เรายากจนลงเสมอๆ จนมักถามกับตัวเองว่า
"ทำไมกูซวยแบบนี้?"
ลองมองย้อนกลับดูว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณมักจะมีความรู้สึกที่มีความสุข มั่งคั่ง ร่ำรวยมากขึ้นไหม หรือ รู้สึกว่าทำไมซวย ทำไมมีแต่เรื่องเดือดร้อน เงินไม่พอจ่าย รายได้ทรงๆ ทรุดๆ หาเรื่องดีๆ จริงๆ จังๆ ที่เกิดขึ้นได้น้อยเหลือเกิน
ชีวิตของคุณจะรวยหรือจะจน ทั้งหมดขึ้นกับจิตใต้สำนึกที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็กของคุณนั่นเอง อย่ามัวแต่ไปโทษคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆ มากนักเลยครับ คุณดึงสิ่งหรือคนเหล่านั้นเข้ามาเองซะเป็นส่วนใหญ่ด้วยตัวคุณเอง
Saturday, August 16, 2014
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (เพื่อน)
"เมื่อเรามีเป้าหมายในการทำชีวิตให้ดีขึ้น มั่นคงขึ้น
เราต้องใช้เวลาในชีวิตของเราส่วนใหญ่กับเพื่อนๆ
หรือคนรู้จักที่มีจุดหมายเหมือนเรา"
อาจจะเจ็บปวดบ้างที่ต้องออกห่างเพื่อนหลายๆ คนที่อยากอยู่กับที่ไม่ได้ต้องการไปกับเรา แต่เมื่อเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสิ่งเปลี่ยนไป เราก็ต้องเลือกระหว่าง "อนาคตของเรา กับเพื่อนๆ หรือคนรู้จักที่ไม่มีการพัฒนา"
อ้างอิงจาก
https://www.facebook.com/ChachchaiInvestment
https://www.facebook.com/1510690999161931?ref=hl
http://www.access-school.net/HOME.html
อาจจะเจ็บปวดบ้างที่ต้องออกห่างเพื่อนหลายๆ คนที่อยากอยู่กับที่ไม่ได้ต้องการไปกับเรา แต่เมื่อเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสิ่งเปลี่ยนไป เราก็ต้องเลือกระหว่าง "อนาคตของเรา กับเพื่อนๆ หรือคนรู้จักที่ไม่มีการพัฒนา"
อ้างอิงจาก
https://www.facebook.com/ChachchaiInvestment
https://www.facebook.com/1510690999161931?ref=hl
http://www.access-school.net/HOME.html
Tuesday, August 14, 2012
ดริ๊งค์อย่างไร ไม่ทำร้าย 'ตับ'
ดริ๊งค์อย่างไร ไม่ทำร้าย 'ตับ'
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในงานเลี้ยงหรือ งานปาร์ตี้ที่ใดๆ มักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวชูโรงเพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ให้กับนัก ดื่มทั้งหลายแบบขาดไม่ได้ แต่ทุกคนก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โทษของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นส่งผลต่อตัวเองและคนรอบข้างเช่นไร หากดื่มในปริมาณที่มากเกินควร
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีทั้งโทษและประโยชน์ต่อร่าง กาย แต่คนส่วนใหญ่มักตีตราเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าเป็นเครื่องดื่มมึนเมา ที่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับ “ตับ” ที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเช่น ไขมันสะสมในตับ (Alcoholic Fatty Liver), ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Hepatitis), ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Cirrhosis) และมะเร็งตับ (Hepatocellelar carcinoma) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ดื่มสุราทุกคนจะต้องเป็นโรคตับเสมอไป เพียงแต่จะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าเท่านั้นเอง
1. ไขมันสะสมในตับ (Alcoholic Fatty Liver) เป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะแรก ที่มีการสะสมของไขมันโดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ที่เพิ่มขึ้นในตับ ในระยะนี้จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาให้เห็น การตรวจเลือดอาจจะพบความผิดปกติเล็กน้อย หากหยุดดื่มได้ในระยะนี้ตับจะสามารถกลับไปเป็นปกติไม่นำไปสู่โรคตับแข็ง แต่บางรายอาจะมีอาการเบื่ออาหาร, คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้องรอบสะดือ หรือใต้ชายโครงด้านขวา เป็นต้น
2. ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Hepatitis) เป็นโรคที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต หรือพิการได้ ในการตรวจร่างกายจะพบว่าตับมีขนาดใหญ่และกดเจ็บ หากตรวจเลือดจะพบว่ามีความผิดปกติในการทำงานของตับได้อย่างชัดเจน อาการที่พบส่วนใหญ่ของผู้ป่วยคือ มีไข้ ปวดท้องทั่วๆ ไป คลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักลดลง มีภาวะ ตับวาย เลือดออกง่าย ดีซ่าน ถ้าเป็นมากอาจจะเสียชีวิตได้ในช่วง 1-2 สัปดาห์ ถ้าไม่เสียชีวิตจะเป็นโรคตับแข็งต่อไป
3. ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Cirrhosis) ตับแข็ง หมายถึง การมีแผลเป็นเกิดขึ้นในตับ เพราะตับอักเสบมากๆ เมื่อเซลล์ตับตายไปจะกลายเป็นแผลพังผืดเข้ามาแทนที่ ถึงแม้ว่าตับจะสามารถสร้างเซลล์ขึ้นมาทดแทนได้บางส่วน ก็ไม่สามารถทดแทนเซลล์เก่าได้ ทำให้ตับทำงานผิดปกติ อาการในช่วงนี้จะคล้ายกับช่วงตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ แต่อาจจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มือแดงมาก ลูกอัณฑะฝ่อ ต่อมน้ำลายโต ถ้ามีภาวะโรคแทรกซ้อน โอกาสเสียชีวิตจะสูงมาก
4. มะเร็งตับ (Hepatocellelar carcinoma) เมื่อถึงขั้นสุดท้าย คือภาวะตับแข็ง ถึงจะมีการสร้างเซลล์ตับใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน แต่ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย อย่างไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ชนิด บี ซี จะทำให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตในที่สุด
ดื่มเพื่อสุขภาพ ไม่ทำร้าย “ตับ”
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยให้สุขภาพแข็งแรงได้ สิ่งที่คุณควรรู้คือ ดื่มแค่ไหนถึงจะเรียกว่า ดีต่อสุขภาพ และดื่มแค่ไหนถึงจะทำร้ายสุขภาพ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการกำหนดปริมาตรการดื่มที่เรียกว่า standard drink สำหรับแอลกอฮอล์ขึ้นมา สำหรับคุณหนุ่มๆ ไม่ควรดื่มเกิน 2 standard drinks ส่วนคุณสาวๆ ไม่ควรดื่มเกิน 1 standard drink
วิสกี้หรือสุราที่มีแอลกอฮอล์ 40 ดีกรี 1 standard drink คือ 43 ซีซี หรือประมาณ 1.5 ออนซ์
เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 5 เปอร์เซนต์ 1 standard drink คือ 341 ซีซี หรือ 12 ออนซ์ (ประมาณ 1 กระป๋องเล็ก)แต่เบียร์ในบ้านเรามีความเข้มข้นสูงกว่าที่ระบุคือประมาณ 6 - 10 เปอร์เซนต์ ดังนั้น 1 standard drink จะน้อยกว่า 1 กระป๋อง
ไวน์ ที่เป็น Table wine มีแอลกอฮอล์ ประมาณ 8 - 12 เปอร์เซนต์ 1 standard drink จะเท่ากับ ประมาณ 142 ซีซี หรือ 5 ออนซ์ ในขณะที่ Fortified wine หรือ Port wine มีแอลกอฮอล์ถึง 18 เปอร์เซนต์ 1 standard drink จะเท่ากับ 85 ซีซี หรือ 3 ออนซ์
ดื่มเป็นประจำ 1 - 2 แก้ว
คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ 1 - 2 แก้ว จะมีอัตราเสี่ยงตายจากโรคหัวใจ, เส้นเลือดอุดตันน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มเหล้าถึง 20 - 40 เปอร์เซนต์
ดื่ม 2 แก้วต่อวัน ไม่เมา
ปริมาณการดื่มให้พอดีมักจะคิดคำนวณจากน้ำหนักตัว โดยทั่วไป ร่างกายจะเจือจางแอลกอฮอล์แก้วหนึ่งประมาณ 1 ชั่วโมง อย่างคนที่หนัก 180 ปอนด์ ดื่มเหล้าเข้าไป 2 แก้วใน 2 ชั่วโมง จะมีแอลกอฮอล์อยู่ในเลือดประมาณ 0.016 ฤทธิ์แอลกอฮอล์เท่านี้ยังไม่สามารถทำให้คุณออกอาการเมาได้
ดื่มชั่วโมงละ 3 - 4 แก้ว จะเริ่มมึนหัว
ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของคุณจะเพิ่มเป็น 0.056 ถึงตอนนี้คุณจะเริ่มมีอาการมึนหัวเล็กน้อย บางคนอาจมีปัญหาเรื่องการทรงตัวและสายตา ถ้าดื่มเข้าไป 4 แก้วภายใน 2 ชั่วโมง ค่าแอลกอฮอล์จะเพิ่มเป้น 0.064 ซึ่งฤทธิ์แอลกอฮอล์ในระดับนี้จะทำร้ายสมองบางส่วน เข้าข่ายอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาขับรถ
ดื่มวันละ 4 แก้ว เริ่มอันตราย
หากคุณดื่มแอลกอฮอล์วันละ 4 แก้ว ต่อวัน จะเริ่มส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน ผู้ชาย 4 ใน 10 คนที่กินเหล้าวันละ 4 แก้ว จะต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคตับอักเสบ ถ้าคุณดื่มอย่างนี้ติดต่อกันไปนานๆ 15 - 20 ปี โรคตับแข็งจะถามหาคุณแน่นอน นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย
ดื่มมากกว่าวันละ 6 แก้วภายใน 4 ชั่วโมง หัวหมุน ขาดสติ
การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จะทำให้ระบบการทำงานในร่างกายของคุณไม่เป็นไปตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับรู้ การตัดสินใจ และความทรงจำต่างๆ ระบบการทำงานของกล้ามเนื้อจะช้าลง เลือดหมุนเวียนไม่ทั่ว คุณจะรู้สึกหน้าชา และน็อคไปเลยก็เป็นได้
สำหรับหนุ่มสาวนักปาร์ตี้คอทองแดง ก็ขอให้ตระหนักโทษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะตามมาด้วย ถึงแม้เครื่องดื่มเหล้านี้จะมีประโยชน์ แต่โทษของมันก็ไม่เบาเลยทีเดียว จะดื่มอะไรก็นึกถึง “ตับ ตับ ตับ ตับ...” อวัยวะที่ได้รับผลเต็มๆ จากการเป็นนักดื่มของคุณในภายหลังด้วย
ที่มา..จากผู้จัดการออนไลน์
Tuesday, February 23, 2010
สารพันวันทำงาน
ขณะประจำอยู่หน่วยกลยุมธ์ทางอากาศ ผมสังเกตุเห็นบันทึกช่วยจำแนบมากับกระดาษหัวจดหมายของทางราชการ ที่มุมด้านล่างมีคำขวัญของหน่วยเรา
"สันติภาพคือหน้าที่ของเรา"
แต่มีคนเขียนเติมตอนท้ายว่า
"การทิ้งระเบิดเป็นงานอดิเรก"
"สันติภาพคือหน้าที่ของเรา"
แต่มีคนเขียนเติมตอนท้ายว่า
"การทิ้งระเบิดเป็นงานอดิเรก"
สารพันวันทำงาน
คนอาชีพหมอ ย่อมชินกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมากลางดึก คืนหนึ่ง มีผู้ชายโทรมาปลุกผม "ขอโทษที่รบกวนครับคุณหมอ" เขาบอก "รู้สึกว่าภรรยาผมจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ"
แม้จะยังงัวเงีย แต่ผมก็บอกว่าจำได้ว่า เคยผ่าตัดไส้ติ่งให้ภรรยาเขาไปเมื่อสองสามปีก่อน "ใครที่ไหนจะมีไส้ติ่งสองอัน" ผมถาม
"ไม่มีใครมีไส้ติ่งสองอันหรอกครับ" เขาตอบ "แต่คุณหมอคงเคยได้ยินว่า บางคนก็มีภรรยามากกว่าหนึ่งคนใช่ไหมครับ"
James Karuri Muchir
แม้จะยังงัวเงีย แต่ผมก็บอกว่าจำได้ว่า เคยผ่าตัดไส้ติ่งให้ภรรยาเขาไปเมื่อสองสามปีก่อน "ใครที่ไหนจะมีไส้ติ่งสองอัน" ผมถาม
"ไม่มีใครมีไส้ติ่งสองอันหรอกครับ" เขาตอบ "แต่คุณหมอคงเคยได้ยินว่า บางคนก็มีภรรยามากกว่าหนึ่งคนใช่ไหมครับ"
James Karuri Muchir
Subscribe to:
Posts (Atom)