Showing posts with label คำคม. Show all posts
Showing posts with label คำคม. Show all posts

Friday, December 12, 2014

สัจธรรม ใน ชีวิต

 สัจธรรม ใน ชีวิต
 
1. คนจน ต้องการ บางอย่าง 
 คนโลภ ต้องการ ทุกอย่าง

2. ถ้าทุกคน ได้ทุกอย่าง ดั่งที่คิด สิ้นชีวิต  จะเอาของ  กองไว้ไหน
    ได้มาบ้าง  เสียไปบ้าง ช่างปะไร หน้าที่ใคร  ทำให้ดี  เท่านี้พอ

3. เดี๋ยวค่อยทำ   วันนี้ยังไม่ว่าง
    เดี๋ยวค่อยทำ   งานต่างๆยังมาก ล้น
    เดี๋ยวค่อยทำ   เป็นข้ออ้างของ บางคน
    พาอับจน   เพราะคำเดียว
 เดี๋ยวค่อยทำ

4.  ถ้าไม่ชอบ   คือไม่ใช่
     ถ้าไม่ใช่     คือไม่เอา
     แต่...ถ้าชอบ  และ...ก็ใช่
     ถึงไม่ให้    ก็จะเอา

5. เวลาน้ำเข้าตา  มันจะเจ็บที่ตา  แต่...เวลาน้ำออกตา  มันดันไปเจ็บที่ใจ

6. แลกเงินคนละบาท
    ก็ได้คนละบาท
    แลกความคิดคนละ 1 ความคิด  ได้คนละ 2 ความคิด

7.  ชีวิตนี้  จะมีคุณค่า
     เมื่อเกิดมา  แล้วมีหน้าที่
     มีแล้ว  ต้องทำให้ดี
     ไม่ใช่มี หน้าที่อยู่ ไปวัน ๆ

8.  คนงาม งามจิตใจ ใช่รูปสวย
     คนรวย รวยน้ำใจ ใช่เงินหนา
     คนเก่ง เก่งมาได้ ด้วยวิชา
     คนดัง ดังไม่ว่า อย่าลืมตัว

9. ความสุข... ถ้าแบ่งปันกัน
ก็จะเพิ่ม เป็น 2 เท่า
    ความทุกข์... ถ้าแบ่งปันกั
ก็จะลด ลงครึ่งหนึ่ง

10. ไม่มีคำแนะนำของ ใคร
      ที่ไร้ค่า ไปเสียหมด
      แม้แต่ นาฬิกาตาย
      มันยัง ตรงเวลา
      ถึงวันละ 2 ครั้ง

11. เวลาไม่ได้ทำให้ใคร เสียคน 
     แต่ใครบางคนต่างหาก
ทำให้...เสียเวลา

12. ความทุกข์  เกิดขึ้นจริง ๆ ครั้งเดียว
       แต่...ความคิด
     เกิดวนเวียนซ้ำซากนับพันครั้ง

13.  มี 4 สิ่งในโลก ที่เงินซื้อไม่ได้
       ความรัก  เวลา
       ชีวิต  และมิตรแท้

14.   Impossible »
       I'm possible
       ถ้าตัวเรา  เดินหน้า
       คำว่า  "เป็นไปไม่ได้"
       สักวันหนึ่งก็จะ"เป็นไปได้"

15.   สารภาพผิด
     ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง
        สารภาพรัก
     เพิ่มความคิดถึงเป็น 2 เท่า

16.  "สมอง"  จำอะไรไม่ได้
               แต่...
       "ใจ"  จำโคตรแม่น

Wednesday, September 10, 2014

8 บทเรียนพลิกชีวิต วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากยาจกสู่มหาเศรษฐี

ในอดีตใครจะไปรู้ว่าจากเด็กอายุแค่ 6 ขวบ เดินขายหมากฝรั่ง จะเติบโตกลายมาเป็นมหาเศรษฐีชื่อดังระดับโลก กลายเป็นราชาแห่งตลาดหุ้นได้ เขาผู้นั้นคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนในหุ้นระยะยาว ซึ่งเป็นการลงทุนที่ใช้เวลาตั้งแต่ 1 - 10 ปี เงินถึงจะงอกเงย และที่สำคัญบริษัทที่เขาซื้อหุ้นไม่มีใครคิดว่าจะมีโอกาสเติบโต แต่หลายปีต่อมากลับทำกำไรให้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่า ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “วอร์เรน บัฟเฟตต์คือผู้หยั่งรู้ตัวจริง”

กว่าจะมาถึงจุดนี้เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย และซึ่งสิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้คือ 8 บทเรียน ที่เขาใช้ในการดำเนินชีวิต



1.ทุกความสำเร็จต้องใช้เวลา

ทุกความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในวันเดียว วอร์เรน บัฟเฟตต์จึงมองไกลเสมอและตระหนักดีว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา “ผมไม่ค่อยซื้อหุ้นตัวในกระแสที่มาเร็ว ไปเร็วหรอกนะแต่ผมซื้อหุ้นที่อาจไม่เปิดขายอีกเลยจนกว่าจะถึงห้าปีถัดไป” และสิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ทำก็คือเขาศรัทธาในทุกการตัดสินใจ และเมื่อเขาอดทนรอและหมั่นเติมเต็มความรู้ เขาก็ทำสำเร็จซะแทบทุกครั้งเสมอ

2.รู้ให้ลึกก่อนลุยและเลือกลงทุนกับบริษัทที่มีศักยภาพ
วอร์เรน บัฟเฟตต์จะนำเงินไปสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพเท่านั้นเสมอ เขาหาข้อมูลทุกครั้งก่อนลงสนามจริงไม่ใช่ว่าเขารวยแล้วก็ใช้เงินซื้อหุ้นแต่ ละตัวมามั่วๆแต่ทุกครั้งที่จะทำอะไร วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้คิดอย่างถี่ถ้วนเสมอและศึกษาเป็นอย่างดี

3.เมื่อคนอื่นปอดแหก นี่ล่ะจังหวะทองของเรา
ทุกคนคงเคยได้ยินสำนวนที่ว่า “โอกาสทางธุรกิจมีอยู่ทุกที่” แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ไข่วคว้าได้เพราะพวกเค้า “กลัวจะคว้าน้ำเหลว” แต่วอร์เรน บัฟเฟต์คือจอมแหวกแนวเพราะเมื่อคนอื่นเริ่มถอยห่างจากการลงทุน เศรษฐกิจดูน่ากลัว อาเฮียกลับเข้าไปกว้านซื้อหุ้นในตลาดอย่างกล้าหาญและเน้นซื้อเฉพาะบริษัท เจ๋งๆ จากนั้นกำไรก็เข้ามาหาเขา หลังจากวิกฤติผ่านพ้นไป…แหม่เรียกได้ว่ารู้จักพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาสจริงๆ

4.ลงมือทำตั้งแต่วันนี้
วอร์เรน บัฟเฟต์เปรียบเปรยไว้ได้น่าสนใจ เขาถามว่ารู้มั้ยว่าร่มเงาของต้นไม้ที่คอยบังแดดให้คุณมาจากไหน…ก็มาจากคน ที่ปลูกไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนน่ะสิ และนี่ถือเป็นหลักคิดที่ลึกซึ้งที่ต้องการจะบอกว่า ถ้าคิดจะทำอะไร ก็จงทำตั้งแต่วันนี้ เพราะแม้ว่ามันจะยังไม่เห็นผลทันทีและทำให้เราท้อใจ แต่ถ้าคุณไม่ล้มเลิกไปก่อนผลลัพธ์มันย่อมออกมา เช่นเดียวกับต้นไม้ที่แผ่ร่มเงา

5.ทำในสิ่งที่รู้
แม้การลองอะไรแปลกใหม่จะไม่ผิด และทำให้เราได้เปิดโลก แต่วอร์เรน บัฟเฟต์เผยว่าเขามักจะลงทุนในสิ่งที่ศึกษามาเป็นอย่างดีเท่านั้น หรือสิ่งที่คุ้นเคยเพราะอะไรที่เรามีความเข้าใจ เรามักจะทำออกมาได้ดีเสมอ นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่า ทุกคนไม่ต้องตามกระแสกันก็ได้ ไม่ใช่ว่าอะไรฮิตก็แห่ไปทำ แต่คุณต้องรู้จักมีแนวทางของตัวเอง แล้วคุณจะโดดเด่นเหนือใคร แถมยังมีความสุขด้วยเพราะคุณมีวิธีฝ่าฟันในแบบฉบับที่เป็นของตัวเอง

6.จงตั้งเป้าว่า “ข้าจะเทพให้ได้”
นักธุรกิจชื่อก้องโลกเล่าว่า ทุกคนควรตั้งเป้าหมายไว้และพยายามพิชิตมันให้ได้ จากนั้นก็ทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ เพราะนั่นจะทำให้คุณแกร่งขึ้นมั่นใจขึ้น และถ้าจะให้ดีพยายามพาตัวเองไปอยู่กับคนที่เก่งกาจกว่า เพราะแม้นั่นจะทำให้เราดูโง่เง่าไปบ้าง (เพราะตามคนอื่นไม่ทัน) แต่เราก็จะได้เรียนรู้สิ่งดีๆจากคนเหล่านี้เสมอ แล้ววันหนึ่งคุณอาจจะเทียบเท่า หรือแซงคนเก่งๆพวกนี้ได้

7.อย่าอู้ ต้องมีวินัย
บางทีเมื่อคนเราเริ่มเก่งขึ้นหรือมีเรื่องอื่นๆมารบกวน มันก็มักทำให้เราขาดวินัยได้ เช่น ตอนซื้อหุ้นเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลไม่ละเอียดเหมือนเคย หรือทำอะไรไม่รอบคอบเท่าแต่ก่อนเพราะขี้เกียจ แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่อาจนำหายนะมาได้ในภายหลัง ฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิตควรมีวินัยและสม่ำเสมอ ซึ่งนั่นจะทำให้เราเฉียบแหลมอยู่ตลอดเวลา

8.ใจรัก
เมื่อคุณไม่มีใจรักในสิ่งที่ทำ สุดท้ายสิ่งนั้นก็จะหายไปเพราะเราไม่มีแก่ใจจะไปฝ่าฟัน ฉะนั้นแทบทุกเรื่องไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น หรือการตามล่าความฝันในรูปแบบอื่นของชีวิต หากเรามีใจรัก เราก็มักจะพร้อมทุ่มเทให้มันแบบสุดชีวิตเสมอ และรางวัลของคนที่ทุ่มเทจนถึงที่สุดก็คือ “ความสำเร็จของชีวิต”

Thursday, September 4, 2014

เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?

ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดีคนหนึ่งจำเป็นต้องรอเวลาถึง 3ชั่วโมง ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่มและคุ๊กกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกินฆ่าเวลาไปพลาง ๆ
เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง เธอสังเกตเห็นว่าข้างๆเธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุงซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ
เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอายกำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า \"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็..ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย \"
ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น
ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร
ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
\"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ\"
เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม
ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ
เธอตกใจมาก
ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....
คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน!!
เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า
มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง
มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย
นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่นหลาย ๆสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสังสัยตัวเองว่า
\"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?\"
\"เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่\"

Monday, September 1, 2014

เศรษฐสาตร์ กับ ความรัก

ปี 2010 รางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ถูกมอบให้กับ DMP Model เกี่ยวกับการค้นหาคู่ที่เหมาะสมระหว่างแรงงานกับนายจ้าง ซึ่งต้องอาศัยทั้งความพยายามและเวลา หากนำเอาแนวคิดนี้มาประยุกต์กับการหาแฟน ลองมาดูกันว่า เราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง
รางวัลโนเบลทางด้านเศรษฐศาสตร์ปี 2010 ถูกมอบให้แก่ Peter Diamond, Dale Mortensen และ Christopher Pissarides (DMP) ในแบบจำลอง “การค้นหาและการจับคู่” (Search and Matching Model) แบบจำลองที่ว่านี้เน้นไปที่ตลาดแรงงาน (Labor Market) โดยทั้งแรงงานและนายจ้างต่างก็ต้องค้นหาซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้คู่ที่เหมาะสมที่สุด แรงงานต้องการนายจ้างที่มีงานในแบบที่ตนเองต้องการ ขณะที่นายจ้างเองก็ต้องการแรงงานที่มีทักษะเหมาะสมกับงานที่ตนเองมีอยู่
แต่เนื่องจากการมีข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ของทั้งแรงงานและนายจ้าง (imperfect information about trading partners) อุปสงค์และอุปทานของแรงงานที่หลากหลาย (heterogeneous demand and supply) การติดสัญญาต่างๆ หรือกระบวนการต่างๆ ที่ล่าช้า (slow mobility) การไม่ให้ความร่วมมือแก่กันและกันเพื่อการค้นหาที่ดีกว่าอย่างเต็มที่ (coordination failures) และปัจจัยอื่นๆ จึงส่งผลให้การค้นหาซึ่งกันและกันมีต้นทุน จนบางครั้งต่างฝ่ายต่างก็ไม่อาจรอจนเจอคู่ที่เหมาะสมที่สุดได้
ความไม่ลงรอยกัน (friction) ของการการค้นหาและการจับคู่ (search and match) มีบทบาทสำคัญมากในตลาดแรงงาน และก็ไม่ใช่ว่าอธิบายได้เฉพาะตลาดแรงงานเท่านั้น แต่ยังสามารถอธิบายตลาดขายบ้าน เสื้อผ้า สินค้ามือสอง สินค้าเน้นดีไซน์ รวมไปถึงการหาแฟนได้อีกด้วย ซึ่งตัว Diamond, Mortensen และ Pissarides เองก็ได้เอ่ยถึงประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน

“หาคนที่เหมาะสมสักคนคงยากเพราะมีคนมากมายบนโลกใบนี้” (ที่มาของภาพ)


ขออธิบายถึง DMP Model ในตลาดแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาและจับคู่ของแรงงานและนายจ้าง ไปพร้อมๆ กับการหาแฟนซึ่งเป็นการค้นหาและจับคู่ของผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งหากรำมาประยุกต์ใช้ก็น่าจะมีประเด็น ดังต่อไปนี้

๑. การตามหาคนที่เหมาะกับเราต้องอาศัยเวลา…เสมอ (Finding Mr./Mrs. Right takes time. Always.) ไม่ต่างไปจากการค้นหาและจับคู่กันของแรงงานและนายจ้างที่เหมาะสม ซึ่งเราต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายาม และบางทีอาจจะต้องใช้เงินด้วย ดังนั้น การตามหาคนที่เหมาะสม โดยเพียงแค่นั่งรอคอยนั้นจึงไม่เพียงพอ เนื่องจากการจะเจอคู่ที่เหมาะสมตามมีตามเกิดนั้นมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก

๒. ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้ (Shit happens.) และทำให้ความสัมพันธ์ก็จะสิ้นสุดลง ซึ่งบางครั้งก็เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น นายจ้างอาจประสบปัญหาในการบริหารจัดการ หรือแรงงานอาจประสบปัญหาสุขภาพ จึงทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีประสิทธิภาพในครั้งหนึ่งก็จะไม่มีประสิทธิภาพ อีกต่อไป ไม่ต่างจากชีวิตคู่ที่อาจประสบปัญหาเมื่อเวลาผ่านไป และก็ไม่ได้มาจากตัวคนสองคนด้วย ความสัมพันธ์ที่เคยมีประสิทธิภาพจึงอาจไม่มีประสิทธิภาพอีกแล้ว ผลก็คือ ต่างฝ่ายต่างก็เริ่มต้นกระบวนการค้นหาใหม่ เพื่อให้ได้คู่ที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

๓. เมื่อไรก็ตามที่โลกนี้มีคนที่เหมาะสมกับเรารออยู่ ความเป็นโสดก็จะดำรงอยู่เสมอ (In a world where there is a match for everyone, there will still be singlehood.) เมื่อการตามหางานที่เหมาะสมต้องอาศัยเวลา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การว่างงานของคนในสังคมจะมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับการตามหาคนที่เหมาะสมนั้นก็ต้องใช้เวลา และความล้มเหลวก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งการตามหาคนใหม่ที่เหมาะสมก็ต้องใช้เวลาอีก ในสังคมจึงต้องมีคนโสดดำรงอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะคนเหล่านั้นกำลังรอคนที่เหมาะสมนั่นเอง

๔. สำหรับคู่ที่กำลังเริ่มต้น การอยู่กับคนๆ นี้ต้องดีกว่าการอยู่เป็นโสด แต่การจะคบกันได้ตลอดรอดฝั่งนั้น การอยู่กับคนๆ นี้ต้องดีกว่าการอยู่กับคนอื่น (For a couple to form, both must be better off than when single. And for a couple to remain, both must be better off than with the next best alternative.) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คู่ที่ดีต้องเสริมกันและกัน (generate surplus) เช่น ต่างฝ่ายต่างมีความสุข และจะต้องมีความสุขมากกว่าค่าคาดหวังของการตามหาคนใหม่ด้วย ไม่ต่างไปจากความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับนายจ้างที่ต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน และต้องดีกว่าที่จะได้รับจากแรงงานหรือนายจ้างคนอื่นด้วย มิฉะนั้นการเปลี่ยนงานก็อาจเกิดขึ้นได้

๕. บางครั้งเราตกลงเป็นแฟนกับคนบางคน เพราะเหนื่อยที่ต้องรอคอย อย่าเชียว! (Sometimes, people settle because they are tired of waiting. Don’t!) เพราะมันจะกลายเป็นการจับคู่ที่ไม่ยั่งยืน (unstable match) และเท่ากับว่าเราทำลายโอกาสที่ดีกว่าที่กำลังจะมาถึง ไม่ต่างไปจากการตัดสินใจเซ็นต์สัญญาทำงานอะไรก็ได้ทั้งที่เราไม่ได้ชอบ แค่เพราะไม่อยากรอคอย ซึ่งงานใหม่ที่ดีกว่าจำนวนมากก็จะหายไปทันที

๖. ความพยายามในการค้นหาจะให้ผลดีกว่าถ้าเรามีตัวเลือกมากๆ (The search effort pays off more if there are many competing partners.) ประเด็นนี้เป็นจริงสำหรับชายหรือหญิงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนระหว่างเพศชายและหญิง (sex ratio) ของแต่ละสังคม ถ้าเพศใดมีจำนวนน้อยกว่า เพศนั้นก็มีแนวโน้มที่จะมีอำนาจเหนือกว่า นี่เป็นเหตุผลเดียวกับที่(โดยรวมแล้ว)นายจ้างมีอำนาจต่อรองในการจับคู่ มากกว่าแรงงาน ก็เพราะนายจ้างมีจำนวนน้อยกว่าแรงงานนั่นเอง

๗. บริษัทจัดหาคู่(หรือพ่อสื่อแม่สื่อ)จะทำให้เราเจอคนที่เหมาะกับเราเร็วขึ้น และลดช่วงเวลาของการเป็นโสดลง (Dating agencies bring people together more quickly and reduce the incidence of singlehood.) เช่นเดียวกับบริษัทจัดหางาน แต่เงื่อนไขก็คือบริษัทเหล่านี้ต้องอยู่ในตลาดแข่งขันด้วย มิฉะนั้นแล้วบริษัทเหล่านี้ก็จะไม่แสวงหาคู่หรืองานที่ดีพอมาให้เรา

๘. แฟนกันที่เข้ากันได้ดีจะนำไปสู่การแต่งงาน (The couples that form are best for the partners that make the proposal.) และความที่ผู้ชายเป็นคนเสนอขอแต่งงาน คล้ายกับนายจ้างที่เสมือนเป็นผู้เสนอสัญญาจ้างงาน ผู้ชายหรือนายจ้างจึงดูเหมือนว่ามีบทบาทมากกว่าในการสร้างความสัมพันธ์กับ ตัวผู้หญิงหรือแรงงาน ในโลกยุคใหม่ที่การคุ้มครองสิทธิแรงงานมีประสิทธิภาพ และสิทธิหญิงและชายเท่าเทียมกันนั้น ผู้หญิงก็ควรจะเป็นคนเอ่ยปากขอผู้ชายแต่งงานเพื่อรักษาดุลอำนาจของสิทธิเอา ไว้ได้อย่างชอบธรรมเช่นกัน อย่าไปกลัว

๙. ผู้หญิงจะได้ประโยชน์จากการแต่งงานมากกว่าผู้ชาย ถ้าเขาเรียนรู้ที่จะรอ (Women have a better outcome in marriage if they find a way to sweeten their wait.) สมมติว่าผู้ชายเป็นคนขอแต่งงานและผู้หญิงเป็นฝ่ายตอบสนอง บทบาทของผู้หญิงจึงไม่ต่างไปจากแรงงานในตลาดแรงงาน แต่แรงงานที่กำลังหางานที่เหมาะสมอยู่นั้น มีโอกาสที่ได้รับผลประโยชน์ในช่วงเวลาที่ว่างงาน (unemployment benefits) ซึ่งไม่สามารถหาได้ในช่วงเวลาที่มีงานทำแล้ว ในเชิงของการมีแฟน ผู้หญิงก็สามารถแสวงหาความสุขบางอย่างได้ในช่วงโสด ซึ่งทำไม่ได้ในเวลาที่มีแฟนแล้ว เช่น เมาท์กับเพื่อนบ่อยๆ ไปปาร์ตี้ทุกวัน ออกเที่ยวไม่กลับบ้าน เป็นต้น ซึ่งความสุขของคนโสดเหล่านี้จะช่วยยืดระยะเวลาการรอคอยออกไป ซึ่งเขาก็จะมีโอกาสได้เจอคู่ที่เหมาะสมมากขึ้น

๑๐. พวกเขาจะมีผลได้ที่ดีขึ้น ถ้าพวกเขาตกลงและบังคับใช้ข้อตกลงร่วมกันว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ (They also have a better outcome if they agree and enforce collectively what they expect.) นั่นคือ การทำตามข้อตกลงที่ได้เจรจาไว้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้แรงงานและนายจ้างอยู่กันไปได้นาน เช่นเดียวกันกับคู่หญิงชายที่มีการทำข้อตกลงสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันเอาไว้ ก่อนเช่นกัน
นัยทางนโยบายที่สำคัญมากของ DMP Model ยังมีอีกสองประการ หนึ่งคือ แบบจำลองยังช่วยอธิบายด้วยว่า ทำไมเมื่อเวลาที่เศรษฐกิจดี อัตราการมีงานทำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากทั้งแรงงานกับนายจ้างต้องใช้เวลาค้นหาซึ่งกันและกัน แต่เมื่อเศรษฐกิจเกิดวิกฤต นั่นคือมีปัจจัยภายนอกมากระทบ อัตราการมีงานทำกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เพราะผลิตภาพที่เคยมีในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่เหมาะต่อกันอีกแล้ว (เช่น ค่าจ้างสูงไป จำนวนแรงงานในสายการผลิตมากเกินไป) นั่นคือ ในตลาดแรงงานมีความอสมมาตร (asymmetric) ของการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการมีงานทำ (ในอีกด้านหนึ่ง การว่างงาน) ดำรงอยู่ ดังนั้น การค้นหาใครสักคนจนเจอ จึงต้องใช้เวลา แต่บางครั้ง คนอื่น ปัจจัยอื่น หรือสิ่งอื่นๆ กลับสามารถเข้ามากระทบจนทำให้ความรักระหว่างคนสองคนล่มลงอย่างรวดเร็วได้

สองคือ ในตลาดแรงงานนั้น ค่าจ้างดุลยภาพในงานประเภทเดียวกันไม่ได้มีค่าเดียว แต่จะมีเป็นช่วง เช่น เงินเดือนวิศวกรไม่ได้อยู่ที่สี่หมื่นบาท แต่จะอยู่ที่สามถึงห้าหมื่นบาท เป็นต้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะแต่ละคนมีความอดทนหรือพยายามค้นหางานที่เหมาะสม ไม่เท่ากัน คนจำนวนหนึ่งจึงยอมรับงานที่ตนเองไม่ได้ชอบ เพราะไม่อยากต้องรอคอย ค่าจ้างจึงมีหลากหลายแล้วแต่ความอดทนของแต่ละคน ดังนั้น การมีแฟนของคนจำนวนมากจึงไม่มีความสุข หรืออาจมีความสุขไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเหตุผลมากมาย แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะคนจำนวนหนึ่งนั้นมีแฟนเพียงเพราะไม่อยากเป็นโสด หรือคบกันเพียงเพราะไม่อยากรอคอย เท่านั้น

โดยสรุปก็คือ การค้นหาใครสักคนจนเจอ ต้องใช้ความอดทนและเวลา หากยังไม่เจอ แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเสนอแนะให้อดทนรอ ซึ่งอาจใช้ช่วงเวลาที่รอนี้หาความสุขตามประสาคนโสดไป แต่สำหรับคนที่เจอแล้ว แนวคิดนี้ก็ให้ระวังการมีคนอื่นหรือปัจจัยอื่นเข้ามากระทบ ซึ่งอาจสั่นคลอนความรักระหว่างคนสองคนได้ โดยอย่าลืมว่ามันเป็นเรื่องของคนสองคน อย่างน้อยเศรษฐศาสตร์ก็คงช่วยให้เราเห็นในอีกหลายมุม 

Saturday, August 30, 2014

นิสัย แค่ 1% ผลสำเร็จ 100%

ช่วงที่ผ่านมาผมได้อ่านหนังสือเรื่อง The Power of Habit ของ Charles Duhigg ทำให้เห็นเห็นมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนมากทีเดียว เพราะการสร้างนิสัยที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ทุกเรื่อง รวมถึงการลงทุน และไม่น่าเชื่อว่านิสัยแค่ 1% อาจจะสร้างผลต่างในการลงทุนมากเป็นเท่า ๆ ตัว

Charles ยกตัวอย่างการทดลองของนักวิจัยสถาบัน MIT ที่น่าสนใจอันหนึ่ง ที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง “สมอง” “นิสัย” และ “ผลสำเร็จในการแก้ปัญหา” ด้วยการนำเอาหนูเข้ามาวิ่งในเขาวงกตแบบง่าย ๆ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็น “ชีสหอม ๆ” เป็นรางวัล ทุกครั้งที่ปล่อยหนูออกวิ่ง จะมีสัญญาณเสียงกริ๊ก และที่กั้นก็จะถูกยกออก หลังจากนั้นหนูก็จะพยายามขวนขวาย ดมกลิ่น และลองผิดลองถูก จนถึงจุดมุ่งหมาย นักวิจัยทำการทดลองซ้ำแต่ละครั้งหนูก็เรียนรู้วิธีเดินผ่านเขาวงกตได้อย่าง รวดเร็วขึ้นทุก ๆ ครั้ง

ที่น่าสนใจคือ นักวิจัย MIT ได้นำเอาเครื่องวัดการทำงานของสมองมาวัด “คลื่นสมอง” ของหนูตลอดเวลา และพบว่า สมองหนูกลับทำงานน้อยลง ทั้ง ๆ ที่หนูใช้เวลาน้อยกว่าเดิมในการทดลองครั้งหลัง ๆ กระบวนการที่สมองกำหนดให้เกิดพฤติกรรมแบบอัตโนมัตินี้เอง เป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง “นิสัย” ซึ่งถ้าสร้างตัวแปรก็จะพบว่ามี 3 สิ่งคือ ตัวกระตุ้น (ในที่นี้คือเสียงกริ๊ก) มีรางวัล (ในที่นี้คือชีส) และมีกิจวัตร (คือการเดินในเขาวงกต) และผู้เขียนก็เรียกสิ่งนี้ว่า “วงจรแห่งนิสัย”

วงจรแห่งนิสัย มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา และบ่งบอกถึง “เส้นทาง” ในชีวิตของคนทุกคน วงจรแห่งนิสัยในภาพใหญ่จะประกอบด้วย “นิสัยเล็ก ๆ” จำนวนมาก ตั้งแต่การตื่นนอน แปรงฟัน กินข้าว ทำงาน จนเราหลับนอน นิสัยกำหนดให้เราเลือกที่จะตัดสินใจบนเส้นทางที่แตกต่างกันโดยเราไม่รู้ตัว เพราะนี่คือ “พฤติกรรมแบบอัตโนมัติในชีวิต” อันที่จริงนักการตลาดก็ใช้นิสัยของมนุษย์มาสร้างธุรกิจจำนวนมาก Life Style หลายอย่างที่เราเห็น ก็ถูกสร้างจากวงจรแห่งนิสัยนี้นับไม่ถ้วน

ผมนำแนวคิดวงจรแห่งนิสัยนี้มาเปรียบเทียบกับการลงทุน การลงทุนในทุก ๆ เช้าวันธรรมดาเวลาสิบโมงตรง ก็จะเริ่มมีตัวกระพริบเป็น “ชื่อหุ้น” พร้อม ๆ กับ “สี” แดงบ้าง เหลืองบ้าง เขียวบ้าง ซึ่งมันคือ “ตัวกระตุ้น” นั่นเอง และรางวัลของนักลงทุน คือ “ส่วนต่างกำไร” หรือ “เงินปันผล” ส่วนกิจวัตรของนักลงทุนก็คือการซื้อ ขาย และการวิเคราะห์หาข้อมูล

นักลงทุนส่วนมาก จะเริ่มต้นการลงทุนจากการมอง “รางวัล” เป็นที่ตั้งก่อน เช่นการอยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากรวย แต่สิ่งที่ควรจะระวังไว้คือ “รางวัล” มักจะนำมาซึ่งอารมณ์ “ความโลภ” ที่อยากจะได้ผลตอบแทนมาก ๆ และนำมาซึ่ง “ความกลัว” ที่จะสูญเสียรางวัลนั้นไปตลอดกาล เพราะเหตุนี้รางวัลจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักที่จะสร้างความสำเร็จในการลง ทุน

และกับดักนักลงทุนที่สอง คือ “ตัวกระตุ้น” ซึ่งเหมือนมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเทคโนโลยีทำให้เราสามารถเข้าถึงหุ้นได้จำนวนมากพร้อม ๆ กับข่าวสารที่ถาโถมเข้ามา ตัวกระตุ้นชั้นดีในทุกยุคทุกสมัยคือ “ข่าวลือ” หรือหุ้นจำพวก “Top Gainer” หรือ “Most Active” เพราะนี่คือเสียง “กริ๊ก” ให้เราซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้น ซึ่งมันก็ถูกขยายให้มากขึ้นไปอีก ด้วยเครื่องมือจำพวก Social Media เช่น Line, Facebook เพราะเรามักจะเห็นสนามหญ้าคนอื่นเขียวกว่าตัวเอง และเรามักจะรู้สึกบ่อย ๆ ว่า หุ้นในพอร์ตคนอื่น “เขียว” กว่าพอร์ตหุ้นตัวเองเช่นเดียวกัน

ที่จริงแล้วความสำเร็จในการลงทุนต้องสร้างจาก “นิสัย” และตัดตัวกระตุ้นทั้งหลายออกไป หากให้ผมเลือก “สามนิสัย” ที่สำคัญที่สุด นิสัยที่ดีที่สุดในการลงทุน คือ “การอ่าน” เพราะนี่คือการหาวัตถุดิบ ซึ่งก็คือความรู้ และข้อมูล เพื่อนำหุ้นมาวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง จนสร้างผลสำเร็จคือการ “มองเห็น” อนาคตได้ไกลกว่านักลงทุนคนอื่น ๆ ยิ่งเราสามารถมองได้ไกล (วิสัยทัศน์) มองได้ทั่ว (รู้จักหุ้นจำนวนมาก) เราก็ยิ่งประสบความสำเร็จได้มากเท่านั้น

นิสัยที่สอง คือ “การคิด” โดยเฉพาะการคิดหลาย ๆ ชั้น คิดในหลาย ๆ มุม การอ่านจำนวนมากจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก ถ้าไม่สามารถนำความคิดมาต่อยอด สังเคราะห์ และตกผลึกออกมาเป็นผลลัพท์ชั้นยอด การคิดสองชั้นอย่างง่าย ๆ คือ ถ้าเราคิดอะไรได้ เราต้องคิดต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั้นว่า ทำไมคนอื่นถึงคิดไม่ได้เหมือนเรา หรือมีอะไรผิดปกติตรงไหนที่เราลืมคิดไป

นิสัยที่สามคือ “การรอ” เป็นนิสัยที่ดูขัดแย้งกับความสำเร็จในมุมมองของงานทั่ว ๆ ไป ว่า “ทำมากได้มาก” แต่สำหรับการลงทุน “ทำน้อยอาจจะได้ มากกว่า” เสียอีก บัฟเฟตต์บอกว่าการลงทุนดี ๆ แค่ 20 ครั้ง ก็เพียงพอสำหรับเปลี่ยนชีวิตคุณได้แล้ว “การรอ” คือนิสัยที่ทำได้ยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการรอจังหวะซื้อหุ้นที่ราคาดี ๆ และ รอคอย “เวลา” ที่หุ้นจะเติบโตไปถึงจุดที่ดีที่สุดของมัน ทั้งสามนิสัยนั้นนักลงทุนต้องฝึกให้เป็น “พฤติกรรมอัตโนมัติ” และคุณจะโชคดีมาก ถ้านิสัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณชอบอยู่แล้ว เพราะนั่นคือชีวิตที่มีความสุขโดยไม่ต้องฝึกฝนเลย

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดถึงนิสัยไว้ว่า “นิสัยที่ดีต่อเนื่อง มักจะเบาเกินกว่าที่เราจะรู้สึกถึงมัน จนกระทั่งนิสัยนั้นถูกสร้างให้หนักแน่นจนเกินกว่าที่มันจะแตกหักได้” ดังนั้น จงสร้างนิสัยที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพราะนี่คือสิ่งที่ทำลายคุณไม่ได้ แม้ว่าพอร์ตหุ้นจะลดลง 50% แต่นิสัยที่หนักแน่น จะพาคุณกลับมา และไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิม นี่คือสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จพิสูจน์มานักต่อนักแล้ว
อ้างอิง เว็ปThai Vi

Thursday, August 28, 2014

ไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง

ไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง

สถานการณ์ของอารมณ์ความผิดหวัง เกิน 80% ในโลกนี้ มาจากการตั้งความหวังกับใคร กับอะไรบางอย่าง แล้วหวังว่าเขาจะต้องรับรู้ได้เอง ว่าเราคิดยังไง อยากได้อะไร รอ แล้วก็รอ แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรออกไป ด้วยความแน่ใจ ว่าเขาผู้นั้นต้องรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราไม่ได้บอก และต้องทำที่เราต้องการได้ แม้เราไม่ได้บอกอะไร

บ้านเรามีวัฒนธรรมหนึ่งที่สืบทอดกันมายาวนานอย่างหนึ่ง คือ ไม่ค่อยชอบแสดงออกทางอารมณ์ว่า รู้สึกอย่างไร ชอบก็ไม่แสดงออก ไม่ชอบก็ไม่แสดงออก แต่กลับคาดหวังอะไรหลายอย่างเป็นคุ้งเป็นแคว ว่าใครหรือ อะไร แม้เราไม่พูดเขาก็น่าจะรับรู้ได้ อยู่กันมาตั้งนานแล้ว

ข่าวร้ายคือ ไม่ว่าใครหรืออะไร เขาก็มี story ของเขาเองมากมาย ที่ต้องใช้หัวคิดเหมือนๆกันกับเรา ทำให้บางทีเขาก้อาจมองข้ามอะไรที่เราอยู่ดีๆก็ตั้งความคาดหวังขึ้นมาเอง พอไม่ได้ ก็ตีโพยตีพายอะไรไปมา สิ่งที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนี้ ทำลายความสัมพันธ์มาแล้วทั้งเล็กและใหญ่

มีทางเลือก เพื่อให้เราสามารถข้ามเรื่องนี้ไปได้อย่างราบรื่น คือ หนึ่ง ทำอะไร ให้ใคร ไม่ต้องไปคาดหวังว่าเขาน่าจะให้อะไร หรือ ตอบรับอะไรกลับมา การทำอะไรให้กับใครอย่างจริงใจ คุณค่าทางใจแห่งการให้ออกไป เราได้มาแล้วตั้งแต่ยังทำไม่เสร็จด้วยซ้ำ การอวยชัยให้พรทางโลก เทียบค่าไม่ได้กับความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ทางใจที่เราได้มานี้

อีกทางเลือกหนึ่ง คือ ถ้าคุณค่าของการตอบรับจากใครหรืออะไร มันมีค่ากับเรามากมาย และเราจำเป็นต้องได้มันมา ก็ให้แจ้งความนัย นี้กับเขาไปเลย ว่าเราคาดหวังจะได้สิ่งนี้จากเขา ตรงไปตรงมา ไม่ต้องมาปิดกั้นอะไรกัน

หลายคนเกิดความสับสนในตัวเอง เรื่องความต้องการ ว่าที่แท้เราอยากได้อะไรกันแน่
เราไม่มีทางได้อะไร ที่เราเองก็ไม่ชัดเจนว่า ที่แท้ เราอยากได้อะไรกันแน่ เหมือนการปาลูกดอกออกไป ถ้าคุณไม่มีเป้า ต่อให้คุณมือแม่นแค่ไหน มันไม่มีทางโดนได้ เพราะมันไม่มีเป้า

อยู่บนหลักของสิ่งที่เกิดจริง แทนการอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์และความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ตั้งความหวัง จะไปผิดหวังได้อย่างไร เราไม่สามารถควบคุมดินฟ้า อากาศได้ฉันท์ใด เราก้ไม่สามารถควบคุมคนอื่นได้ฉันท์นั้น ต่อให้เขาเป็น ลูก เป็น สามี-ภรรยา เป็นพ่อ เป็นแม่ ทุกคนล้วนมีความเป็นปัจเจก
คุมอารมณ์ความรู้สึก นึกคิดตัวเองได้ก็เป็นเลิศแล้ว

อยู่แบบเข้าใจโลกอย่างที่มันเป็น ดีกว่าอยู่แบบผิดหวังไปมา เพราะความคาดหวัง ที่อยากจะให้โลกเป็น อย่างที่เราต้องการ

Wednesday, August 27, 2014

อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ

อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ

ปัญหาเกินครึ่งหนึ่งในโลกนี้ มาจากมุมมองของความต่าง และความคาดหวัง เราเองก็มีมุมมองของเรา มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมาของตัวเราเอง คนอื่นเขาเองก็เช่นกัน เขาก็มีมุมมองและประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่แตกต่างจากคนอื่นเช่นกัน

อ่านตรงนี้ หลายคนอาจพยักหน้างึกงัก ok ก็รู้น่ะ แต่พอถึง เหตุการณ์จริง ข้อมูลที่รู้นี้ กลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย

เพราะเราชอบทึกทักเอาเอง เข้าข้างตัวเอง ในชีวิตที่ผ่าน ระหว่างเรากับคนอื่น เราทำผิดหรือคนอื่นทำผิดมากกว่ากัน คำตอบ คือ.....
มันเป็นอย่างนี้มั๊ย
ถ้าถามอะไรที่เราทำได้ดี เราเก่ง เราจะบอกได้ยืดยาว มันมากมายเหลือคณา แต่พอถามว่า ข้อเสียของเรามีอะไรบ้าง.. มันทำไม กลับนึกอะไรไม่ค่อยออกเอาซ่ะเลย

มนุษย์เราส่วนใหญ่ก็วนกันอยู่แบบนี้ เป็นวัฏจักร ใครเป็นมาก ก็เห็นมาก ใครเป็นน้อย ก็เห็นน้อย

ทำให้ความสุขที่เราน่าจะมีกันได้มากมาย ไม่จำกัด กลับลดลงอย่างมีนัยตามอัตตาของแต่ละคน

ทำยังไง ให้เราอยู่แบบมีความสุขตามที่เราควรเป็น

- มองคนอื่น จากมุมของเขา ไม่ใช่จากมุมของเรา
- พยายามให้มากขึ้น ที่จะเข้าใจคนอื่น อย่างจริงจัง ประหนึ่ง เขาคือ เพื่อนคนเดียวในโลกนี้ ที่เหลืออยู่ ถ้าไม่มีเขา เราก็จะไม่มีใครจริงๆ
- อะไรๆ ที่เคยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา มันไม่ใช่เพราะตัวของเรื่องเองหรอก แต่เป็นเพราะอารมณ์ร่วมที่เราใส่ลงไปต่างหาก

แล้วเราจะสามารถ อยู่กับความต่าง อย่างเข้าใจ ที่ แท้จริง

ตามโค้ชต่อได้ที่ Facebook Fan Page: Weena Image Coach

Monday, February 25, 2013

นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา

มีชายผู้หนึ่ง โง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้วยโชควาสนาที่พอมีอยู่ ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน

อาจารย์เซนแนะนำว่า "ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?"

ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า "ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?"

พระรูปนั้นตอบว่า "ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก"

ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า "ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย"

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า "อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น"

เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า "ที่แท้ "ปัญญา" ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?" เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า "ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา"

เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า "ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?"

เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า "หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่"

เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ




ปัญญาเซน : ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา







ที่มา : หนังสือ 《菩提树下听禅的故事》, 惟真 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 中国华侨出版社, 2004.08, ISBN 7-80120-851-X

Sunday, January 20, 2013

นิทานเซน : ชาวนาซื้อที่ดิน

คนผู้หนึ่ง เอ่ยถามอาจารย์เซนว่า "สิ่งใดน่ากลัวที่สุดในโลก?"

อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก"

คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ อาจารย์เซนจึงเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้เขาฟัง ใจความดังนี้

ยังมีชาวนาผู้หนึ่ง ต้องการหาซื้อที่ดินสักหนึ่งผืน เขาได้ยินมาว่ามีคนต้องการขาย จึงได้เดินทางไปพบเพื่อติดต่อขอซื้อ เมื่อไปถึง ชาวนาจึงได้เอ่ยถามคนผู้นั้นว่า "ที่ดินของท่านขายอย่างไร?"

ผู้ที่ต้องการขายที่ดินตอบว่า "ขอเพียงท่านมอบเงิน ให้ข้า 1000 ตำลึงเท่านั้น จากนั้นให้เวลาท่านหนึ่งวันเต็มๆ นับจากพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ให้ท่านออกเดินเท้าไปรอบๆ ที่ดิน หากท่านสามารถเดินวนไปได้ไกลเท่าไหร่ ที่ดินเหล่านั้นล้วนนับเป็นของท่าน แต่หากว่าท่านเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน ท่านจะไม่ได้ที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว"

ชาวนาได้ฟังดังนั้นในใจก็คิดว่า "เช่นนี้ก็ไม่เลว ข้ายอมลำบากหนึ่งวัน เดินให้เร็วที่สุด ไกลที่สุด เพื่อที่จะได้ที่ดินกว้างใหญ่ การซื้อขายนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก" ดังนั้นเขาจึงตกลงทำสัญญากับผู้ขายที่ดินรายนั้น

วันรุ่งขึ้น เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ชายชาวนาก็เร่งฝีเท้าจ้ำเดินออกไปทันที เมื่อถึงยามเที่ยงวัน เขาหันหลังกลับมามองก็พบว่าเขามาไกลจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นแล้ว จึงค่อยเลี้ยงโค้งเพื่อเดินวนไปอีกด้านหนึ่ง พร้อมทั้งก้าวเดินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพัก แม่ว่าจะหิวโหยและเหนื่อยอย่างยิ่งก็ตาม เขาก้าวเดินต่อไป ต่อไป จนกระทั่งพบว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ในใจเขาจึงร้อนรนขึ้นมาเพราะเกรงว่าหากกลับไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะหมดสิทธิ์ ครอบครองที่ดินทั้งหมด เขาจึงรีบหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังจุดเริ่มต้น แต่พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาลับฟ้าเต็มที เขาที่ทั้งเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น และหิวโหยพยายามเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเหลือเพียงสองก้าวจะถึงจุดเริ่มต้น ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามีได้ถูกใช้หมดสิ้นไปแล้ว สุดท้ายได้แต่ล้มลง ณ ที่นั้น ขณะล้มลงมือทั้งสองพลันทาบทับไปที่จุดเริ่มต้นพอดีกับที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้า พร้อมกับชายชาวนาที่ล้มหายใจขาดห้วง สิ้นใจไปในลักษณะนั้น

"ที่ดินผืนกว้างใหญ่มหาศาลตกเป็นของชาวนาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จะมีความหมายอันใด ในเมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว"

เมื่อจบเรื่องราวที่อาจารย์เซนเล่า เหล่าศิษย์ก็กระจ่างในใจ เข้าใจว่าเหตุใด "ความอยาก" จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก

ปัญญาเซน : กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์

Tuesday, August 28, 2012

นิทานเซน : วิธีปราบวัชพืช

นิทานเซน : วิธีปราบวัชพืช 

 

บรรดาสานุศิษย์พากันนั่งห้อมล้อมอาจารย์เซน เพื่อขอให้อาจารย์บอกเล่าถึงความลี้ลับของมนุษย์และจักรวาล

อาจารย์เซนไม่เอ่ยวาจา หลับตานิ่ง จากนั้นสักพักจึงโพล่งถามเหล่าสานุศิษย์ว่า "ทำอย่างไรจึงจะกำจัดวัชพืชออกจากพื้นที่โล่งนี้ได้?" บรรดาสานุศิษย์ต่างนิ่งงัน เพราะคิดไม่ถึงว่าอาจารย์เซนจะถามคำถามพื้นๆ เช่นนี้ออกมาได้

ศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยตอบว่า "ใช้จอบเสียมแซะขุดทำลายวัชพืชทิ้งไปให้หมด" เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง เพียงอมยิ้มไม่กล่าวกระไร

ศิษย์อีกผู้หนึ่งตอบว่า "ใช้ไฟเผา วัชพืชทั้งหมดย่อมถูกทำลายไป" อาจารย์เซนได้ฟังแล้ว ยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้ม พร้อมกับผงกหัวเล็กน้อย

ศิษย์คนที่สามตอบว่า "ใช้ปูนขาวโรยบนวัชพืชให้ทั่ว เท่านี้บรรดาวัชพืชก็จะตายหมด" อาจารย์เซนยังคงมีปฏิกริยาเช่นเดิม

ศิษย์คนที่สี่เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า "วิธีการของพวกเขาล้วนไม่ถูกต้อง เพราะล้วนไม่ได้กำจัดถึงรากวัชพืช การกำจัดวัชพืชที่ถูกต้องต้องถอนรากถอนโคน"

เมื่อเหล่าสานุศิษย์ต่างหมดคำตอบแล้ว อาจารย์เซนจึงเอ่ยว่า "พวก เจ้าล้วนตอบได้ดี ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจงแบ่งที่ดินผืนนี้ออกเป็นส่วนๆ แล้วใช้วิธีการที่แต่ละคนได้เสนอมาในการกำจัดวัชพืซส่วนของใครของมัน แล้ววันนี้ของปีหน้าพวกเจ้าจงมารวมตัวกันที่นี่อีกครั้ง"

หนึ่งปีผ่านไป เหล่าสานุศิษย์ต่างมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่พื้นที่ซึ่งเดิมเต็มไปด้วยวัชพืชนั้นไม่มีแล้ว กลับกลายเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารเหลืองอร่ามไปทั่วผืนดิน เนื่องจากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา บรรดาสานุศิษย์ใช้วิธีการต่างๆ นานา ล้วนไม่สามารถกำจัดวัชพืชได้อย่างหมดจด สุดท้ายจึงได้แต่ปลูกพืชพันธุ์ที่เป็นผลิตผลทางการเกษตรลงไปแทนที่เพื่อ ป้องกันไม่ให้วัชพืชเติบโตขึ้นมาอีก

ยามที่เหล่าศิษย์มารายล้อมอยู่นั้นพืชพันธุ์ทั้งหลายต่างกำลังสุกงอมเต็มที่ ทว่าอาจารย์เซนได้ล่วงลับดับขันธ์ไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว คำสอนสุดท้ายที่อาจารย์ได้ทิ้งไว้ให้เหล่าสานุศิษย์ก็คือ วิธี กำจัดวัชพืชที่ได้ผลที่สุด มีเพียงวิธีเดียวคือปลูกพืชพันธุ์ที่ใช้การได้ทับลงไปแทนที่ ส่วนวิธีเดียวที่จะทำให้จิตวิญญาณของตนเองไม่ว่างเปล่า คือปลูกฝังด้วยคุณธรรมอันดีงามเท่านั้น

Monday, August 13, 2012

ทัศนคติ ที่ซ่อนในใจคุณ


ทั้งหมดนี้ เป็นคำถามจิตวิทยา ชุด 4 ข้อที่บอกข้อดี ข้อเสีย ทัศนคติของคุณ 
 
 
1. มีเหตุการณ์ฆาตกรรมเกิดขึ้นในหมู่บ้านของคุณ ตำรวจควบคุมผู้ต้องหาไว้ 4 คน ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานและการอ้างที่อยู่ขณะเกิดเหตุอะไรเลย แต่ในความรู้สึกของคุณแล้ว คุณคิดว่าใครที่แตกต่างไปจากคนอื่น

-ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย
-นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม
-นักเขียนการ์ตูน
-คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์


2. วันหนึ่งในช่วงปิดเทอม คุณออกไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่พอขึ้นรถไฟไปแล้ว คุณเพิ่งนึกได้ว่าลืมหยิบของใส่กระเป๋าไปอย่างนึง คุณคิดว่าสิ่งนั้น น่าจะเป็นอะไร

-ขนม
-แปรงสีฟัน
-ร่ม
-เกมส์


3. ถ้าคุณได้รับพรอย่างนึง คุณจะเลือกอะไร

-ยาเปลี่ยนเพศ
-พรมวิเศษ
-ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย
-กระจกที่มองเห็นอนาคต


4. สุดสัปดาห์ริมทะเลในวันที่อากาศแจ่มใส คุณออกไปเล่น SKY DRIVING (เครื่องร่อนแบบไม่มีเครื่องจักร) เครื่องร่อนค่อยๆลอยออกไปไกล แล้วคุณคิดว่าจะไปลงที่ไหน..

-ทุ่งหญ้า
-ยอดเขา
-ทะเล
-บนตึกสูงในเมืองหลวง



มาดูกัน.........


1. ข้อนี้บอกทัศนคติ ว่าคุณมองคนอย่างไร จะเห็นว่าก่อนที่จะรวบรวมหลักฐานมาตรวจสอบ เรามักมองหาคนที่น่าสงสัยก่อน และเราก็มักจะใช้ความรู้สึกของเราตัดสินก่อน เป็นขั้นตอนแรก

-ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย : คุณเป็นคนแบบที่เชื่อสนิทใจว่า คนที่ยิ่งใหญ่มักเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นคุณจึงชอบข่าวต่างๆ ทั้งข่าวดี ข่าวลือ ที่เขาเขียนลงในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นคนที่มุ่งมั่นว่าจะต้องประสบความสำเร็จในด้านการเรียนและหน้าที่การงาน

-นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม : เป็นสัญลักษณ์ของจินตนาการและเพศตรงข้าม ใจของคุณมักไล่ตามจินตนาการ และมักคิดถึงเรื่องความรัก รู้สึกจริงจังทั้งเวลาที่อกหักและอยากมี ความรัก เมื่อเหนื่อยก็หยุดแล้วกลับมามีความรักอีก

-นักเขียนการ์ตูน : สำหรับคุณแล้ว การคบเพื่อน คุณมักให้ความสำคัญกับความรู้สึก คุณน่าจะเป็นคนที่มีเพื่อนสนิทอยู่มาก ซึ่งสนใจในเรื่องเดียวกันและมีความฝันเหมือนกัน แฮ่ม.. คนที่คุณชอบก็แนวเดียวกันนี่ใช่ป่ะล่ะ

-คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์ : แสดงถึงชีวิตที่ราบเรียบ เป็นเรื่องธรรมดาของคุณที่คิดว่าเมื่อแต่งงานแล้วมีลูก สร้างครอบครัว มีชีวิตที่มีความสุขเหมือนในหนังประเภทครอบ ครัว ที่พูดว่า "คุณพ่อกลับมาแล้ว" ทุกวัน



2. บอก จุดอ่อนในใจคุณ ในทางจิตวิทยา การเผลอลืมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเราไม่คาดคิด มันทำให้คุณต้องยอมรับในสิ่งที่ไม่อยากจะยอมรับ จริงอยู่คุณอาจแกล้งทำเป็นไม่ใส่ ใจ แต่ยังไงซะมันก็เป็นข้อผิดพลาดของคุณอยู่ดี นี่ล่ะ ที่เค้าว่า ความผิดของตัวเองมักมองไม่ค่อยเห็นนั่นเอง

ขนม : เป็นสัญลักษณ์ของการร้องขอ อยากถูกตามใจ การทำอะไรเพื่อคนอื่นสำหรับคนอื่นคุณถือว่าเป็นความอดทน จริง ๆ แล้วคุณเป็นคนละเอียดรอบคอบ ทำอะไรก็จะ หมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น ๆ จนทำให้ใคร ๆ คิดว่าคุณไม่ค่อยสนใจเรื่องของชาวบ้านเท่าไหร่ เรียกว่าออกจะเอาแต่ใจน่ะ คุณต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราหน่อยแล้ว

ร่ม : แสดงถึงจิตใจที่ปกปิด คุณมีนิสัยขี้ตกใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของคนอื่น ภายนอกดูกล้า แต่ความจริงแล้วปกปิดความอ่อนแอไว้ในใจ คุณมักบ่นซ้ำ ๆ กับเรื่องที่ทำไปแล้ว ว่ามันไม่ดีมั่ง น่าจะดีกว่านี้มั่ง แม้ว่าคนรอบข้างยังไม่ได้ว่าอะไรซักกะติ๊ด คุณต้องสงบจิตสงบใจ ค่อยคิดค่อยทำหน่อย

แปรงสีฟัน : เป็นสัญลักษณ์ของความเข้าใจ แต่แม้ว่าคุณจะเข้าใจดีในเรื่องต่าง ๆ แต่มักจะพูดไม่ตรง คุณจะยอมพูดว่า ใช่ ๆ ๆ ก่อนเสมอ คุณต้องเข้มแข็งกว่านี้ให้มาก

เกมส์ : แสดงถึงความรุนแรงในการแข่งขัน คุณเป็นคนที่อยากจะเอาชนะคนอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเก็บความรู้สึกไว้ ไม่กระทำ แต่จะออกมาทางคำพูด เช่น การเหน็บแนม หรืออะไรประมาณนั้น ก็ระวังอย่าให้มากไปจะกลายเป็นก้าวร้าวได้


3. ข้อนี้บอกทัศนคติของคุณต่อเรื่องเงิน ๆ ทอง

ยาเปลี่ยนเพศ : คุณเป็นประเภทขี้เหนียวกับเพศเดียวกัน แต่ใจกว้างกับเพศตรงข้ามว่างั้น ประมาณเห็นแฟนดีกว่าเพื่อนตลอด ดังนั้น นอกเหนือจากปัญหาความสัมพันธ์อันดี งามกับเพื่อนเพศเดียวกันแล้ว คุณต้องระวังเรื่องการใช้เงินเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพศตรง ข้ามด้วยนะ

พรมวิเศษ : ใจของคุณมักลองทำนู่น ดูนี่ ไปโน่น ฯลฯ เสมอ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของคุณเอง พจนานุกรมของคุณจึงไม่มีคำว่า ฟุ่มเฟือย จะซื้ออะไรที คิดแล้ว คิด อีก แล้วคิดอีกที ยังไงกะเพื่อนกะฝูงอย่าเหนียวให้มากนักเลยคู้ณ

ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย : นี่ก็อีกหนึ่งความเหนียว คุณชอบที่จะเห็นตัวเลขในสมุดธนาคารเพิ่มขึ้น ๆ เห็นแล้วก็ชื่นใจ ตัวจะลำบากก็ไม่แคร์ ควักออกมาจ่ายแลกความสุขให้ตัว เองมั่งเฮอะ

กระจกที่มองเห็นอนาคต : การอยากรู้เรื่องที่คนอื่นไม่รู้ สื่อว่าคุณจะคิดก่อนใช้เงินกับเรื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องล่ะก็ คุณเสร็จทุกที เสียเงินไปกับเรื่องขี้หมู ขี้หมา แล้วไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะฉะนั้นจะใช้อะไร ให้คิดหน้าคิดหลังให้ดีนะจ๊ะ


4. คุณจะแต่งงานแบบไหน ในอนาคต? การเล่นเครื่องร่อนบินไปบนท้องฟ้า หมายถึงความรู้สึกที่มีต่ออนาคต

ทุ่งหญ้า : เป็นกลุ่มที่อยากติดต่อกับเพศตรงข้ามอย่างเท่าเทียมกัน ชอบการแต่งงานแบบเรียบง่าย มองเห็นภาพตัวเองและคู่รัก ดูแลกัน นั่งจิบน้ำชาเป็นเพื่อนกัน จนกระทั่ง แก่เฒ่ากลายเป็นคุณตาคุณยาย

ยอดเขา : คุณมีความทะเยอทะยาน ชอบคนมีการศึกษาสูง ฐานะดี การงานดี หน้าตาก็ต้องดี แต่งตัวก็ต้องดี สรุปว่าชั้นสนแต่คนระดับเนี้ยะแหละ โดยไม่สนซะด้วยว่าใครจะมองว่ายังไง

ทะเล : คุณมีความเป็นพ่อแม่อยู่ในตัว มีความอดทนสูง คุณไม่คาดหวังในตัวคู่ของคุณจนเกินไป แต่ก็อยากให้คุณตั้งเสปคเลือกให้ดีหน่อยละกันนะ อย่าเผลอไปเออออห่อ หมกกับใครเพราะแรงยุล่ะ เลือกผิดจะแย่

บนตึกสูงในเมืองหลวง : เป็นคนที่วาดหวังไว้สูง ชอบทำงานมากกว่าการมีครอบครัว อนาคตถึงมีแฟนก็ยังให้ความสำคัญกับงานก่อน แต่ก็ยังจะให้ความสำคัญกับชีวิตแต่ง งานอยู่นะ 

Wednesday, July 18, 2012

11 สิ่งที่โรงเรียนไม่ได้สอนคุณ : บิล เกตส์

'11 สิ่ง ที่โรงเรียนไม่ได้สอนคุณ' เป็นกฎที่ บิล เกตต์ เคยพูดเอาไว้ เมื่อมีคนถามว่าทำอย่างไรเขาถึงได้ประสบความสำเร็จ และรวยมหาศาลเช่นทุกวันนี้ที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้ หาไม่เจอในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่เราตั้งหน้าตั้งตาเรียนกันมากว่า 10 ปี


กฎข้อที่ 1 ชีวิตนี้ไม่ยุติธรรมนักหรอก ทำความเคยชินกับมันซะเถอะ


กฎข้อที่ 2 โลกไม่สนใจหรอก ว่าคุณจะมั่นใจในตัวเองแค่ไหนแต่โลกนี้คาดหวัง ‘ความสำเร็จ’ ที่เกิดจากความมั่นใจของคุณต่างหาก

กฎข้อที่ 3 ไม่มีทางที่คุณจะทำเงินได้ปีละ 60,000 เหรียญ (เกือบ 2 ล้าน) ทันทีที่เพิ่งจบมัธยมและ ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เป็นประธานบริษัท ที่มีรถประจำตำแหน่งพร้อมโทรศัพท์ในรถส่วนตัวด้วย


กฎข้อที่ 4 ถ้าคุณคิดว่า อาจารย์กำลังสอนบทเรียนอันน่าเบื่อ ลองไปทำงาน แล้วเจอกับเจ้านายสิ

กฎข้อที่ 5 การคิดคำแสลงใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะปู่ย่าตายายของคุณก็เคยทำมาก่อน

กฎข้อที่ 6 ชีวิตที่ยุ่งเหยิงของคุณ ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่เลิกคร่ำครวญเกี่ยวกับสิ่งที่พลาดไปแล้ว แต่จงเรียนรู้จากมัน

กฎข้อที่ 7 ก่อนที่คุณจะเกิด พ่อแม่ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนที่คุณรู้สึกตอนนี้พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก มาจ่ายบิลต่างๆต้องซักเสื้อผ้าให้กับคุณ พวกเขาต้องอดทนฟังคุณคุยอวดในเรื่องไร้สาระดังนั้น ถ้าคุณคิดจะทำเรื่องใหญ่ๆอะไรก็ตาม ช่วยเก็บตู้เสื้อผ้ารกๆของคุณให้สะอาดซะก่อน


กฎข้อที่ 8 ชีวิตในโรงเรียนอาจตัดสินคุณว่าเป็นผู้ชนะหรือแพ้ แต่ชีวิตจริงนั้น ‘ไม่ใช่’บางโรงเรียนสอนการเป็นผู้แพ้ด้วยซ้ำไป แถมยังให้โอกาสคุณมากมายในการทำสิ่งที่ถูกต้องพูดง่ายๆก็คือ ชีวิตในโรงเรียน ไม่เหมือนชีวิตจริงหรอก

กฎข้อที่ 9 ชีวิต ไม่ได้แบ่งเป็นเทอมๆ ไม่มีช่วงซัมเมอร์ให้คุณไปค้นหาตัวตน

กฎข้อที่ 10 สิ่งที่เกิดขึ้นในโทรทัศน์ ไม่ใช่ชีวิตจริงเพราะในชีวิตจริง ผู้คนต้องรีบเช็คบิลจากร้านกาแฟ และตรงดิ่งไปทำงาน(เราจะเห็นว่าในละครส่วนใหญ่ คนมักออกจากที่ทำงานมาคุยกันที่ร้านกาแฟ)

กฎข้อ 11 เป็นมิตรกับความ ‘เนิร์ด’ แล้ว ชีวิตคุณจะไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครอีกต่อไป




แถมท้าย "จงอย่าใจร้อน และกระหายที่จะประสบความสำเร็จ แต่ให้มองโลกตามความเป็นจริง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น..ด้วยความกระตือรือร้น" ; บิล เกตต์

Wednesday, February 16, 2011

คำคมโดนใจ

"You see things and you say, 'Why?'!But I dream things that never were; and I say, 'Why not?"
- - George Bernard Shaw - -
คุณเห็นบางสิ่งบางอย่าง คุณจะพูดว่า"ทำไม" ในขณะที่ฉันได้เห็นความฝันของฉันซึ่งไม่เคยเป็นไปได้ ฉันพูดว่า "ทำไมถึงไม่มีสิ่งนั้นล่ะ"



"Do what you can, with what you have, where you are."
- - Theodore Roosevelt - -
ทำในสิ่งที่คุณสามารถจะทำได้ พร้อมกับสิ่งที่คุณมีและที่ที่คุณอยู่


"The secret of success in life is to be ready for your opportunity when it comes."
- - Benjamin Disraeli - -
ความลับของความสำเร็จคือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง



"You get the best out of others when you give the best of yourself."
- - Harvey Firestone - -
"คุณจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดของคนอื่น เมื่อคุณได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดของคุณไป"



"If you always do what interests you, then at least one person is pleased."
- - Katherine Hepburn - -
ถ้าคุณลงมือทำในสิ่งที่คุณสนใจอยู่เสมอ อย่างน้อยจะมีคนคนหนึ่งที่พอใจ


"Even a Step back can be fatal."
- - W.Brudzinski - -
แม้แต่การก้าวถอยหลังก็อาจถึงแก่ชีวิตได้



"Imagination is more important than knowledge."
- - Albert Einstein - -
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ที่มี



"The reward of a good thing well done is to have it done."
- - Ralph Waldo Emerson - -
รางวัลของสิ่งที่เรียกว่ายอดเยี่ยมคือการได้สร้างมันขึ้นมา



"Only two things are infinite, the universe and human stupidity,
and I'm not sure about the former."
- - Albert Einstein - -
มี เพียงสองสิ่งเท่านั้นที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้ สิ่งหนึ่งคือจักรวาล และอีกสิ่งคือความโง่เขลาของมนุษย์ ทว่าฉันไม่แน่ใจว่าจักรวาลจะเป็นเช่นนั้น



"Life remains the same until the pain of remaining the same
becomes greater than the pain of change."
- - Anonymous - -
ชีวิตจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งความเจ็บปวดจากความนิ่งเฉย จะมากกว่าความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง



"He who loses money, loses much; He who loses a friend, loses more; He who loses faith, loses all."
- - Anonymous - -
เขา..ผู้สูญสิ้นทรัพย์สินไป
เขา..สูญเสียมากเหลือเกิน
เขา..ผู้สูญสิ้นเพื่อนไป
เขา..สูญเสียมากกว่า
เขา..ผู้สูญสิ้นความศรัทธา
เขา..ผู้นั้น.. สูญเสียยิ่งกว่าใครๆ




"The determined man finds the way, the other finds an excuse or alibi."
- - Anonymous - -
ผู้ที่แน่วแน่และมุ่งมั่นจะหาหนทางแก้ปัญหา ในขณะที่คนอื่นจะหาหนทางแก้ตัว



"The only thing in life achieved without effort is failure."
- - Anonymous - -
มีเพียงสิ่งเดียวในชีวิตที่จะสามารถพิชิตได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายคือความล้มเหลว



"Some dream of worthy accomplishments, while others stay awake and do them."
- - Anonymous - -
บางคนฝันที่จะประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ในขณะที่บางคนกำลังลงมือกระทำ



"No bird soars too high if he soars with his own wings."
- - William Blake - -
ไม่มีนกตัวใดบินสูงเกินไปถ้ามันบินด้วยปีกของมันเอง



"Obstacles are those frightful things you see
when you take your eyes off your goals."
- - Anonymous - -
อุปสรรคคือสิ่งที่น่าตกใจก็ต่อเมื่อคุณไม่ได้มองไปที่จุดหมายปลายทาง



"Advice is like snow; The softer it falls the longer it dwells upon,
and the deeper it sinks into, the mind."
- - Samuel Taylor Coleridge - -
คำแนะนำเหมือนหิมะที่โปรยปรายลงมา ยิ่งบางเบาเพียงใดก็ยิ่งแตะเพียงเปลือกนอก และยิ่งหนักหนาเท่าใดก็ยิ่งลึกถึงความรู้สึกเท่านั้น



"There is nothing either good or bad but thinking makes it so."
- - W.Shakespeare - -
ไม่มีสิ่งใดๆในโลกที่ดีหรือเลว มีแต่ความคิดของเราเท่านั้นที่ทำให้เกิดความดีและความเลว



"Great minds discuss ideas; Average minds discuss events;
Small minds discuss people."
- - Anonymous - -
จิตใจที่ยิ่งใหญ่วิพากย์วิจารณ์ความคิด จิตใจสามัญวิพากวิจารณ์เหตุการณ์ แต่จิตใจที่ต่ำต้อยนั้นวิจารณ์เพียงผู้คน



"Life is a big canvas and you should throw all the paint you can on it."
- - D.Kaye - -
ชีวิตเหมือนภาพเขียนขนาดใหญ่และคุณควรจะใช้สีทั้งหมดที่คุณมีสร้างสรรค์มันขึ้นมา



"Forgive your enemies, but never forget their names."
- - J.F.Kennedy - -
จงยกโทษให้แก่ศัตรูของคุณ แต่อย่าลืมชื่อของพวกเขาเป็นอันขาด



"The only man who never makes mistakes is the man who never does anything."
- - T.Roosevelt - -
คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย



"If you want to increase your success rate,double your failure Rate."
- - T.Watson Jr (Founder of IBM) - -
ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จมากขึ้นหนึ่งเท่าตัว จงเพิ่มความล้มเหลวเป็นสองเท่าตัว

Saturday, June 12, 2010

มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี‏

บางส่วนจากหนังสือมหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธีเป็นการตอบคำถาม 20 ข้อ ที่น่าสนใจมาก




๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ


๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง


๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข


๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน


๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง


๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา


๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?

1)จู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
2)ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ
มีลูกค้า

๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเอ??ว่า เราเกิดมาจากใคร


๑๖. สวดมนต์บทไหนดี?
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด


๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน


๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน


๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

Sunday, April 25, 2010

สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป



เรื่อง สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป

เมื่อคุณชี้แจงไปแล้ว เขาก็ควรจะยอมรับฟัง แต่เมื่อเขาไม่ฟัง และคุณก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดไปแล้ว ก็คงต้อง ปล่อยมันไป

ในโลกนี้ มีเรื่องอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถให้เวลากับมัน หรือไม่สามารถทำในสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แต่แล้วเราก็ต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านไป เพราะหากเรามัว แต่จะ นับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา ” ( มีความหมายว่า จะพยายามทำให้คนทั้งโลกรู้สึกพอใจตัวเองในทุกเรื่อง) เวลาของคุณคงไม่พอเป็นแน่


ดังนั้น ทำอะไรก็ตาม ควรทำเท่าที่เราทำได้ เมื่อทำอย่างดีี่สุดแล้ว คนเขาไม่เห็นว่าดีก็ต้อง ปล่อยมันไป

เลือก ทำในสิ่งที่เห็นว่า เราถนัดที่สุด และมีความสุขที่จะทำก็พอแล้ว อะไรก็ตาม ที่เราไม่ถนัด หรือ ถึงถนัด แต่ไม่มีความสุขที่จะทำ ก็อย่าทำ

เรา มีเวลาไม่มากนักหรอกที่จะแบกสารพัดภาระในโลกนี้ ควรมองไหล่ของตัวเองดูสักหน่อยว่า พร้อมจะแบกเป้หลังที่มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด อย่าแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเองเพราะไม่เพียงแต่มันจะทำให้คุณเป็นทุกข์ แต่บางทีอาจมีผลต่อการยืนตรงๆ อย่างยาวนานของคุณด้วย

Saturday, February 27, 2010

คำคมควรคิด....‏

บ้านราชาวดี (เกาะล้าน)

เล่นหมกรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว
เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิต
จะไม่คิดได้อย่างไร