คนรวยเขาคิดกันแบบนี้นี่เอง ^^
1. คนรวยเชื่อว่า "ฉันควบคุมชะตาชีวิตของตัวเอง" คนจนเชื่อว่า "ฉันถูกลิขิตให้เป็นอย่างนี้"
2. คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อที่จะเอาชนะ คนจนเล่นเกมการเงินเพื่อไม่ให้แพ้
3. คนรวยทุ่มเทเพื่อความรวย คนจนแค่อยากรวย
4. คนรวยคิดการใหญ่ คนจนคิดการเล็ก
5. คนรวยมุ่งความสนใจไปที่โอกาส คนจนมุ่งความสนใจไปที่อุปสรรค
6. คนรวยชื่นชมผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จคนอื่นๆ คนจนชิงชังผู้ร่ำรวยและประสบความสำเร็จ
7. คนรวยคบหาสมาคมกับคนที่มองโลกในแง่ดีและประสบความสำเร็จ คนจนขลุกอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ประสบความสำเร็จ
8. คนรวยเต็มใจโปรโมทตัวเองและคุณค่าของตนเอง คนจนมองการขายและโปรโมชั่นในแง่ลบ
9. คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก คนจนมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
10. คนรวยเป็นผู้รับที่ยอดเยี่ยม คนจนเป็นผู้รับที่ยอดแย่
11. คนรวยเลือกที่จะได้รับเงินตามผลงาน คนจนเลือกที่จะได้รับเงินตามระยะเวลาที่ทำงาน
12. คนรวยเลือก "ทั้งสองทาง" คนจนเลือก "ทางใดทางหนึ่ง"
13. คนรวยสนใจมูลค่าทรัพย์สิน คนจนสนใจแต่รายได้จากการทำงาน
14. คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงิน คนจนเก่งเรื่องการบริหารเงินแบบผิดๆ
15. คนรวยให้เงินทำงานหนักเพื่อตัวเอง คนจนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน
16. คนรวยมุ่งไปข้างหน้าแม้จะหวาดกลัว คนจนปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งตนเอง
17. คนรวยเรียนรู้และเติบโตอยู่ตลอดเวลา คนจนคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว
Friday, October 25, 2013
สเปนเตรียมยกเลิก 'วัฒนธรรมนอนกลางวัน'
รัฐบาลสเปนเตรียมพิจารณายกเลิก "วัฒนธรรมนอนกลางวัน"
เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศหลังเผชิญวิกฤติ
หนี้ยุโรป
หลังจากเมื่อเดือนก่อนคณะกรรมาธิการรัฐสภาสเปนได้เสนอให้รัฐบาลปรับเขตเวลา ของประเทศ ให้เกิดความเหมาะสมในเวลาการทำงานเมื่อเทียบเวลากับดวงอาทิตย์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ล่าสุด รัฐบาลยังเตรียมพิจารณายกเลิกวัฒนธรรมการนอนกลางวัน หรือ Siesta ที่มีมาช้านานอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตของแรงงาน และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศหลังเผชิญวิกฤติหนี้ยุโรป
โดยปกติ ช่วงเวลาการทำงานและเปิดร้านค้าของคนสเปน คือ ตั้งแต่ 10.00 - 14.00 น. และ 16.00 - 20.00 น. โดยจะมีช่วง 2 - 3 ชั่วโมงระหว่างวันไว้สำหรับนอนกลางวัน โดยที่บริษัทและร้านค้าจะให้พนักงานหยุดพัก เพื่อกลับไปทำกับข้าวทานที่บ้าน จากนั้นก็ให้นอนหลับพักผ่อน แล้วจึงกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งในช่วงบ่าย ส่งผลโดยตรงแก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะนักนักท่องเที่ยวจะไม่สามารถเที่ยวชมที่ใดได้เลย เนื่องจากร้านค้าต่าง ๆ ปิดทำการ ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับประเทศที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจ เปราะบางที่สุดในยุโรปอย่างสเปน
โฆษกกระทรวงเศรษฐกิจสเปนได้กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการปรับชั่วโมงในการทำงานให้สิ้นสุดตอน 17.00 น. เป็นสากล นอกจากนี้ เวลาทานอาหารกลางวันยังไม่ควรเกิน 40 นาที เพื่อให้ประชาชนทำงานได้อย่างต่อเนื่องเต็มที่ ซึ่งคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ภาคการผลิตเติบโต รวมถึงภาคสังคมได้รับการพัฒนาไปควบคู่กันด้วย เนื่องจากพ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูก ๆ มากขึ้นนั่นเอง
หลังจากเมื่อเดือนก่อนคณะกรรมาธิการรัฐสภาสเปนได้เสนอให้รัฐบาลปรับเขตเวลา ของประเทศ ให้เกิดความเหมาะสมในเวลาการทำงานเมื่อเทียบเวลากับดวงอาทิตย์ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ล่าสุด รัฐบาลยังเตรียมพิจารณายกเลิกวัฒนธรรมการนอนกลางวัน หรือ Siesta ที่มีมาช้านานอีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตของแรงงาน และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศหลังเผชิญวิกฤติหนี้ยุโรป
โดยปกติ ช่วงเวลาการทำงานและเปิดร้านค้าของคนสเปน คือ ตั้งแต่ 10.00 - 14.00 น. และ 16.00 - 20.00 น. โดยจะมีช่วง 2 - 3 ชั่วโมงระหว่างวันไว้สำหรับนอนกลางวัน โดยที่บริษัทและร้านค้าจะให้พนักงานหยุดพัก เพื่อกลับไปทำกับข้าวทานที่บ้าน จากนั้นก็ให้นอนหลับพักผ่อน แล้วจึงกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งในช่วงบ่าย ส่งผลโดยตรงแก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะนักนักท่องเที่ยวจะไม่สามารถเที่ยวชมที่ใดได้เลย เนื่องจากร้านค้าต่าง ๆ ปิดทำการ ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับประเทศที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจ เปราะบางที่สุดในยุโรปอย่างสเปน
โฆษกกระทรวงเศรษฐกิจสเปนได้กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการปรับชั่วโมงในการทำงานให้สิ้นสุดตอน 17.00 น. เป็นสากล นอกจากนี้ เวลาทานอาหารกลางวันยังไม่ควรเกิน 40 นาที เพื่อให้ประชาชนทำงานได้อย่างต่อเนื่องเต็มที่ ซึ่งคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ภาคการผลิตเติบโต รวมถึงภาคสังคมได้รับการพัฒนาไปควบคู่กันด้วย เนื่องจากพ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูก ๆ มากขึ้นนั่นเอง
10 สุดยอดอาหารที่ควรทานทุกวัน
ไม่ว่าใคร ๆ ก็ล้วนแล้วอยากจะมีสุขภาพที่ดีไม่ต่างกัน ดังนั้น
การดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่หลาย ๆ คนเลือกใช้ และที่สำคัญ
มันให้ผลลัพธ์ที่ดีซะด้วยสิ
โดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหารที่ทำให้สุขภาพดีจากภายใน
ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ทุกวันเลยล่ะ
อ๊ะ ๆ แต่รู้มั้ยคะว่า นอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว หากคุณได้รับประทาน "สุดยอดอาหาร" ในทุก ๆ วันแล้ว ยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพดีมากขึ้นไปอีก เอ? ว่าแต่สุดยอดอาหารที่ว่านี้ คืออะไร อิอิ.. ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
1. เบอร์รี่
แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย
2. ไข่ไก่
ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย
3. ถั่ว
ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย
4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์
เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย
5. ส้ม
เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว
6. มันเทศ
อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ
7. บร็อคโคลี่
เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย
8. ชา
แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
9. คะน้า
มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก
10. โยเกิร์ต
อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ
อ๊ะ ๆ แต่รู้มั้ยคะว่า นอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว หากคุณได้รับประทาน "สุดยอดอาหาร" ในทุก ๆ วันแล้ว ยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพดีมากขึ้นไปอีก เอ? ว่าแต่สุดยอดอาหารที่ว่านี้ คืออะไร อิอิ.. ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
1. เบอร์รี่
แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย
2. ไข่ไก่
ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย
3. ถั่ว
ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย
4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์
เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย
5. ส้ม
เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว
6. มันเทศ
อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ
7. บร็อคโคลี่
เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย
8. ชา
แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ
9. คะน้า
มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก
10. โยเกิร์ต
อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ
Monday, February 25, 2013
นิทานเซน : ใช้ทองซื้อปัญญา
มีชายผู้หนึ่ง โง่เขลาเบาปัญญา มิหนำซ้ำฐานะยากจน
ทว่าอยู่มาวันหนึ่งด้วยโชควาสนาที่พอมีอยู่
ขณะที่ชายผู้นี้กำลังซ่อมแซมรั้วในสวนหลังบ้านซึ่งพังลงมาเพราะพายุฝน
ได้บังเอิญขุดพบทองคำก้อนโตที่ฝังอยู่ริมรั้ว
จนทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน
แต่ด้วยความที่รู้ว่าสติปัญญาของตนเองค่อนข้างทื่อทึบ
จึงเกรงว่าอาจจะถูกผู้อื่นมาหลอกลวงเอาเงินทองไป
เขาจึงนำเรื่องไปปรึกษากับอาจารย์เซน
อาจารย์เซนแนะนำว่า "ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?"
ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า "ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?"
พระรูปนั้นตอบว่า "ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก"
ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า "ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย"
เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า "อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น"
เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า "ที่แท้ "ปัญญา" ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?" เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า "ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา"
เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า "ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?"
เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า "หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่"
เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ
ปัญญาเซน : ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา
ที่มา : หนังสือ 《菩提树下听禅的故事》, 惟真 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 中国华侨出版社, 2004.08, ISBN 7-80120-851-X
อาจารย์เซนแนะนำว่า "ในเมื่อตอนนี้ท่านมีเงิน ส่วนผู้อื่นมีปัญญา เหตุใดไม่นำเงินของท่านไปแลกปัญญาจากผู้อื่นเล่า?"
ชายผู้เป็นเศรษฐีใหม่ผู้นี้ จึงได้พกพาคำแนะนำของอาจารย์เซน ไปหาพระที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องทรงภูมิรู้ผู้หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากว่า "ท่านสามารถขายปัญญาของท่านให้กับข้าได้หรือไม่?"
พระรูปนั้นตอบว่า "ปัญญาของเรามีราคาแพงมาก"
ชายผู้โง่เขลาจึงรีบตอบว่า "ขอเพียงสามารถซื้อปัญญามาประดับสมอง แพงเท่าไหร่ข้าก็พร้อมยอมจ่าย"
เมื่อได้ฟังดังนั้น พระจึงกล่าวว่า "อันว่าปัญญานั้น คือเมื่อท่านประสบปัญหาใดก็ตาม อย่าใจเร็วด่วนได้รีบร้อนแก้ไข จงค่อยๆ เดินหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว ทำเช่นนี้กลับไป-มาให้ครบ 3 รอบ เมื่อนั้นปัญญาจะเกิดขึ้น"
เมื่อชายผู้โง่เขลาฟังจบก็ได้แต่รำพึงในใจว่า "ที่แท้ "ปัญญา" ง่ายดายถึงเพียงนี้จริงหรือ?" เขาเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ใจหนึ่งเกรงว่าจะโดนพระหลอกลวงเงินทอง ส่วนพระรูปนั้น เมื่อมองตาของชายผู้โง่เขลา ก็ล่วงรู้ถึงจิตเจตนาของอีกฝ่าย จึงได้กล่าวว่า "ท่านยังไม่จำเป็นต้องเชื่อเราตอนนี้ จงกลับไปก่อน หากทบทวนดูแล้วคิดว่าปัญญาของเราไม่คุ้มกับเงินทองก็จงอย่าได้กลับมา แต่หากคิดว่าคุ้มค่าก็ค่อยนำเงินมามอบให้เรา"
เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลากลับถึงบ้านยามค่ำ มองเห็นผู้เป็นภรรยากำลังนอนอยู่กับคนอีกผู้หนึ่งบนเตียงของตน แต่ในความมืดสลัวไม่ทราบว่าเป็นใคร เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงบันดาลโทสะเพราะเข้าใจว่าภรรยานอกใจ ฉวยมีดพร้าหวังบั่นคอคนผู้นั้น แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พลันนึกถึงคำกล่าวของพระที่ขายปัญญาให้กับเขาเมื่อตอนกลางวัน จึงได้ก้าวเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว จากนั้นถอยหลัง 3 ก้าว กลับไป-มา 3 รอบ พอดีกับที่บุคคลนิรนามที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกับภรรยาของเขาตื่นขึ้นมา และร้องถามว่า "ลูกเอ๋ย ดึกดื่นป่านนี้ เจ้าเดินทำอะไรอยู่?"
เมื่อได้ยิน เศรษฐีใหม่ผู้โง่เขลาจึงค่อยทราบว่า ที่แท้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงกับภรรยาของเขาก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง ในใจจึงได้คิดว่า "หากข้าไม่ซื้อปัญญามาเมื่อกลางวัน วันนี้คงได้สังหารมารดาของตนเองเป็นแน่"
เช้าวันรุ่งขึ้น เศรษฐีใหม่จึงนำเงินค่าปัญญาไปถวายพระด้วยความยอมรับนับถือ
ปัญญาเซน : ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา
ที่มา : หนังสือ 《菩提树下听禅的故事》, 惟真 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 中国华侨出版社, 2004.08, ISBN 7-80120-851-X
Sunday, January 20, 2013
นิทานเซน : ชาวนาซื้อที่ดิน
คนผู้หนึ่ง เอ่ยถามอาจารย์เซนว่า "สิ่งใดน่ากลัวที่สุดในโลก?"
อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก"
คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ อาจารย์เซนจึงเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้เขาฟัง ใจความดังนี้
ยังมีชาวนาผู้หนึ่ง ต้องการหาซื้อที่ดินสักหนึ่งผืน เขาได้ยินมาว่ามีคนต้องการขาย จึงได้เดินทางไปพบเพื่อติดต่อขอซื้อ เมื่อไปถึง ชาวนาจึงได้เอ่ยถามคนผู้นั้นว่า "ที่ดินของท่านขายอย่างไร?"
ผู้ที่ต้องการขายที่ดินตอบว่า "ขอเพียงท่านมอบเงิน ให้ข้า 1000 ตำลึงเท่านั้น จากนั้นให้เวลาท่านหนึ่งวันเต็มๆ นับจากพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ให้ท่านออกเดินเท้าไปรอบๆ ที่ดิน หากท่านสามารถเดินวนไปได้ไกลเท่าไหร่ ที่ดินเหล่านั้นล้วนนับเป็นของท่าน แต่หากว่าท่านเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน ท่านจะไม่ได้ที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว"
ชาวนาได้ฟังดังนั้นในใจก็คิดว่า "เช่นนี้ก็ไม่เลว ข้ายอมลำบากหนึ่งวัน เดินให้เร็วที่สุด ไกลที่สุด เพื่อที่จะได้ที่ดินกว้างใหญ่ การซื้อขายนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก" ดังนั้นเขาจึงตกลงทำสัญญากับผู้ขายที่ดินรายนั้น
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ชายชาวนาก็เร่งฝีเท้าจ้ำเดินออกไปทันที เมื่อถึงยามเที่ยงวัน เขาหันหลังกลับมามองก็พบว่าเขามาไกลจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นแล้ว จึงค่อยเลี้ยงโค้งเพื่อเดินวนไปอีกด้านหนึ่ง พร้อมทั้งก้าวเดินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพัก แม่ว่าจะหิวโหยและเหนื่อยอย่างยิ่งก็ตาม เขาก้าวเดินต่อไป ต่อไป จนกระทั่งพบว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ในใจเขาจึงร้อนรนขึ้นมาเพราะเกรงว่าหากกลับไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะหมดสิทธิ์ ครอบครองที่ดินทั้งหมด เขาจึงรีบหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังจุดเริ่มต้น แต่พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาลับฟ้าเต็มที เขาที่ทั้งเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น และหิวโหยพยายามเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเหลือเพียงสองก้าวจะถึงจุดเริ่มต้น ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามีได้ถูกใช้หมดสิ้นไปแล้ว สุดท้ายได้แต่ล้มลง ณ ที่นั้น ขณะล้มลงมือทั้งสองพลันทาบทับไปที่จุดเริ่มต้นพอดีกับที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้า พร้อมกับชายชาวนาที่ล้มหายใจขาดห้วง สิ้นใจไปในลักษณะนั้น
"ที่ดินผืนกว้างใหญ่มหาศาลตกเป็นของชาวนาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จะมีความหมายอันใด ในเมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว"
เมื่อจบเรื่องราวที่อาจารย์เซนเล่า เหล่าศิษย์ก็กระจ่างในใจ เข้าใจว่าเหตุใด "ความอยาก" จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก
ปัญญาเซน : กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์
อาจารย์เซนตอบว่า "ความอยาก"
คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ อาจารย์เซนจึงเล่าเรื่องๆ หนึ่งให้เขาฟัง ใจความดังนี้
ยังมีชาวนาผู้หนึ่ง ต้องการหาซื้อที่ดินสักหนึ่งผืน เขาได้ยินมาว่ามีคนต้องการขาย จึงได้เดินทางไปพบเพื่อติดต่อขอซื้อ เมื่อไปถึง ชาวนาจึงได้เอ่ยถามคนผู้นั้นว่า "ที่ดินของท่านขายอย่างไร?"
ผู้ที่ต้องการขายที่ดินตอบว่า "ขอเพียงท่านมอบเงิน ให้ข้า 1000 ตำลึงเท่านั้น จากนั้นให้เวลาท่านหนึ่งวันเต็มๆ นับจากพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ให้ท่านออกเดินเท้าไปรอบๆ ที่ดิน หากท่านสามารถเดินวนไปได้ไกลเท่าไหร่ ที่ดินเหล่านั้นล้วนนับเป็นของท่าน แต่หากว่าท่านเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน ท่านจะไม่ได้ที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว"
ชาวนาได้ฟังดังนั้นในใจก็คิดว่า "เช่นนี้ก็ไม่เลว ข้ายอมลำบากหนึ่งวัน เดินให้เร็วที่สุด ไกลที่สุด เพื่อที่จะได้ที่ดินกว้างใหญ่ การซื้อขายนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก" ดังนั้นเขาจึงตกลงทำสัญญากับผู้ขายที่ดินรายนั้น
วันรุ่งขึ้น เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ชายชาวนาก็เร่งฝีเท้าจ้ำเดินออกไปทันที เมื่อถึงยามเที่ยงวัน เขาหันหลังกลับมามองก็พบว่าเขามาไกลจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นแล้ว จึงค่อยเลี้ยงโค้งเพื่อเดินวนไปอีกด้านหนึ่ง พร้อมทั้งก้าวเดินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพัก แม่ว่าจะหิวโหยและเหนื่อยอย่างยิ่งก็ตาม เขาก้าวเดินต่อไป ต่อไป จนกระทั่งพบว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ในใจเขาจึงร้อนรนขึ้นมาเพราะเกรงว่าหากกลับไปไม่ทันพระอาทิตย์ตกจะหมดสิทธิ์ ครอบครองที่ดินทั้งหมด เขาจึงรีบหันหลังกลับเพื่อเดินไปยังจุดเริ่มต้น แต่พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาลับฟ้าเต็มที เขาที่ทั้งเหน็ดเหนื่อย ตื่นเต้น และหิวโหยพยายามเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเหลือเพียงสองก้าวจะถึงจุดเริ่มต้น ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามีได้ถูกใช้หมดสิ้นไปแล้ว สุดท้ายได้แต่ล้มลง ณ ที่นั้น ขณะล้มลงมือทั้งสองพลันทาบทับไปที่จุดเริ่มต้นพอดีกับที่พระอาทิตย์ลาลับฟ้า พร้อมกับชายชาวนาที่ล้มหายใจขาดห้วง สิ้นใจไปในลักษณะนั้น
"ที่ดินผืนกว้างใหญ่มหาศาลตกเป็นของชาวนาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่จะมีความหมายอันใด ในเมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว"
เมื่อจบเรื่องราวที่อาจารย์เซนเล่า เหล่าศิษย์ก็กระจ่างในใจ เข้าใจว่าเหตุใด "ความอยาก" จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก
ปัญญาเซน : กิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์
Saturday, January 5, 2013
คำแนะนำสำหรับปีใหม่จาก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’
เราเริ่มต้นปีใหม่นี้ด้วยความกระตือรือร้นที่หดหู่ และ การมองโลกแง่ดีที่ถูกทำลาย
ความสุขของเราถูกเจือจางลง และ ความสงบสุขของเราถูกคุกคามด้วยเชื้อป่วยไข้ของเศรษฐกิจ ที่ระบาดมายังครอบครัว องค์กร และ ประเทศชาติของเรา
เราทุกคนต่างค้นหายารักษาอย่างสิ้นหวัง เพื่อรักษาความเจ็บป่วยของเศรษฐกิจ และให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
พวกเราต่างฝากความหวังไว้กับผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ว่าพวกเขาจะจัดหายารักษาให้แก่พวกเราได้
ทั้งที่จริง พวกเราคงลืมไปว่า… ก็ไม่ใช่พวกผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจเหล่านี้หรอกหรือ ที่เป็นคนสร้างความวุ่นวายทางเศรษฐกิจนี้ขึ้นมาเอง
ทุกๆปีใหม่ ผมนำ “คติพจน์เก่าๆ” มาเป็น “ไฟนำทาง” อนาคตของผม
สูตรบำบัดรักษาตัวเองต่อไปนี้ ให้ความมั่นใจกับผมว่า…
ในแต่ละปีที่ผ่านไป ผมเติบโต-อย่างมีปัญญามากขึ้น ไม่ใช่แก่-อายุมากขึ้น
ปีนี้ผมจึงขอเชิญชวนทุกคน ให้นำความคิดคุณเจาะเข้าถึงข้อคิดที่ให้สติทางการเงินนี้ร่วมกัน และกลายเป็น ผู้ที่ชาญฉลาดทางเศรษฐกิจ
ความขยัน : ทุกความขยัน…นำรายได้มาให้, แค่พูด…มีแต่นำความยากจนมาให้
ขี้เกียจ : กุ้งลอบสเตอร์ที่หลับ จะถูกกระแสน้ำพัดพาหายไป
เงินที่หาได้ : อย่าพึ่งพา “แหล่งรายได้เพียงทางเดียว” เป็นอันขาด (อย่างน้อย ทำให้ “การลงทุนใดๆ” เกิดเป็นรายได้แหล่งที่ 2 ของคุณ)
การใช้จ่าย : ถ้าคุณ “ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น”, คุณจะต้อง “ขายสิ่งที่จำเป็น”…ในไม่ช้า
การออม : อย่าเพียงออมเท่าที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ให้ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว
การยืม : คนเป็น“ลูกหนี้” กลายเป็น…“ทาสของเจ้าหนี้”
ทำบัญชี : จะมีประโยชน์อะไรในการกางร่ม, ถ้ารองเท้าของคุณฉีกขาดอยู่
ตรวจสอบ : ระมัดระวังแม้รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ, รอยรั่วเล็กๆ สามารถจมเรือใหญ่ๆได้
การเสี่ยง : อย่าตรวจความลึกของแม่น้ำด้วยเท้า 2 ข้างเป็นอันขาด (มีแผนอื่นรองรับไว้ให้พร้อม)
การลงทุน : อย่าใส่ไข่ทั้งหมดของคุณ…รวมไว้ในตระกร้าเพียงใบเดียว
ผมมั่นใจว่า… ใครก็ตามที่ฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้อยู่แล้ว เป็นผู้ที่ดำรงการมีฐานะการเงินที่แข็งแรงไว้ได้
ผมมั่นใจเท่าๆกันด้วยว่า… ใครก็ตามที่เริ่มต้นฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ จะกลับมาเป็นผู้มีฐานะการเงินที่เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว
ขอเราทุกคนต่างกลายเป็น ผู้ที่มีปัญญามากขึ้น และ นำไปสู่ความสุข มีชีวิตที่แข็งแรง, มั่งคั่งและ สงบสุข
*************************
คำแนะนำสำหรับปีใหม่จาก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’
25 ก.พ. 2552
แปลและเรียบเรียง โดย โอกาส ชาญเชาวน์กุล
ความสุขของเราถูกเจือจางลง และ ความสงบสุขของเราถูกคุกคามด้วยเชื้อป่วยไข้ของเศรษฐกิจ ที่ระบาดมายังครอบครัว องค์กร และ ประเทศชาติของเรา
เราทุกคนต่างค้นหายารักษาอย่างสิ้นหวัง เพื่อรักษาความเจ็บป่วยของเศรษฐกิจ และให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
พวกเราต่างฝากความหวังไว้กับผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ว่าพวกเขาจะจัดหายารักษาให้แก่พวกเราได้
ทั้งที่จริง พวกเราคงลืมไปว่า… ก็ไม่ใช่พวกผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจเหล่านี้หรอกหรือ ที่เป็นคนสร้างความวุ่นวายทางเศรษฐกิจนี้ขึ้นมาเอง
ทุกๆปีใหม่ ผมนำ “คติพจน์เก่าๆ” มาเป็น “ไฟนำทาง” อนาคตของผม
สูตรบำบัดรักษาตัวเองต่อไปนี้ ให้ความมั่นใจกับผมว่า…
ในแต่ละปีที่ผ่านไป ผมเติบโต-อย่างมีปัญญามากขึ้น ไม่ใช่แก่-อายุมากขึ้น
ปีนี้ผมจึงขอเชิญชวนทุกคน ให้นำความคิดคุณเจาะเข้าถึงข้อคิดที่ให้สติทางการเงินนี้ร่วมกัน และกลายเป็น ผู้ที่ชาญฉลาดทางเศรษฐกิจ
ความขยัน : ทุกความขยัน…นำรายได้มาให้, แค่พูด…มีแต่นำความยากจนมาให้
ขี้เกียจ : กุ้งลอบสเตอร์ที่หลับ จะถูกกระแสน้ำพัดพาหายไป
เงินที่หาได้ : อย่าพึ่งพา “แหล่งรายได้เพียงทางเดียว” เป็นอันขาด (อย่างน้อย ทำให้ “การลงทุนใดๆ” เกิดเป็นรายได้แหล่งที่ 2 ของคุณ)
การใช้จ่าย : ถ้าคุณ “ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น”, คุณจะต้อง “ขายสิ่งที่จำเป็น”…ในไม่ช้า
การออม : อย่าเพียงออมเท่าที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่ให้ใช้จ่ายในส่วนที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว
การยืม : คนเป็น“ลูกหนี้” กลายเป็น…“ทาสของเจ้าหนี้”
ทำบัญชี : จะมีประโยชน์อะไรในการกางร่ม, ถ้ารองเท้าของคุณฉีกขาดอยู่
ตรวจสอบ : ระมัดระวังแม้รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ, รอยรั่วเล็กๆ สามารถจมเรือใหญ่ๆได้
การเสี่ยง : อย่าตรวจความลึกของแม่น้ำด้วยเท้า 2 ข้างเป็นอันขาด (มีแผนอื่นรองรับไว้ให้พร้อม)
การลงทุน : อย่าใส่ไข่ทั้งหมดของคุณ…รวมไว้ในตระกร้าเพียงใบเดียว
ผมมั่นใจว่า… ใครก็ตามที่ฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้อยู่แล้ว เป็นผู้ที่ดำรงการมีฐานะการเงินที่แข็งแรงไว้ได้
ผมมั่นใจเท่าๆกันด้วยว่า… ใครก็ตามที่เริ่มต้นฝึกปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ จะกลับมาเป็นผู้มีฐานะการเงินที่เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว
ขอเราทุกคนต่างกลายเป็น ผู้ที่มีปัญญามากขึ้น และ นำไปสู่ความสุข มีชีวิตที่แข็งแรง, มั่งคั่งและ สงบสุข
*************************
คำแนะนำสำหรับปีใหม่จาก ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’
25 ก.พ. 2552
แปลและเรียบเรียง โดย โอกาส ชาญเชาวน์กุล
ป้ายกำกับ:
Warren Buffett,
การเงิน,
การลงทุน,
วอร์เรน บัฟเฟตต์
Sunday, November 18, 2012
สุขใจรายวัน กับ 9 สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ชีวิตของคุณแฮปปี้ขึ้น
ใครที่ใช้ชีวิตเก่ง ๆ จะรู้ว่า
"ความสุข" ถือเป็นเกณฑ์การวัดความสำเร็จในชีวิตของคนคนหนึ่งได้ดีที่สุดแล้ว
และหากสามารถทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย
ก็นับเป็นความสำเร็จในการมีความสุขแบบคูณสอง รับรองคุณจะยิ่งแฮปปี้เลยล่ะ
... แต่ว่าเรื่องนี้มันจะเป็นไปไม่ได้เลยนะ
หากว่าคุณไม่เริ่มต้นด้วยการทำให้ตัวเองมีความสุขเสียก่อน
แหม
พอฟังแล้วชักจะคิดหนัก ไอ้ชีวิตทุกวันนี้ก็นับว่าโอเคในระดับหนึ่งล่ะนะ
แต่ถ้าถามว่าอยู่ในระดับที่เรียกว่า "แฮปปี้กับทุกวันของชีวิต" ไหม
ก็ยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แล้วพอเป็นเสียอย่างนี้
เรื่องจะไปทำให้คนรอบข้างมีความสุขตามไปด้วยนี่แทบจะลืมไปได้เลย
จะทำยังไงให้เติมความสุขลงไปในชีวิตแต่ละวันได้บ้างหนอ แล้วขอแบบง่าย ๆ
ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องขวนขวายมากน่ะ จะมีหรือเปล่า
เพราะขอบอกว่าไม่ว่างพอที่จะลาพักร้อนไปเที่ยวเติมความสุขใหตัวเองหรอกนะ ..
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนี้ล่ะก็ คงต้องลองสิ่งเล็ก ๆ ทำง่าย ๆ
แต่เพิ่มระดับดีกรีความสุขในแต่ละวันได้ ลองดูคำแนะนำทั้ง 9 ข้อนี้ จาก
inc.com ดูสิ น่าจะช่วยคุณได้นะ
1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยใจที่มุ่งมั่น "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์!"
แทนที่จะตื่นมา แคะขี้ตา แล้วอาบน้ำแปรงฟันเหมือนวันก่อน ๆ ลองเพิ่มหนึ่งกิจกรรมง่าย ๆ เข้าไปตอนตื่นนอน ให้บอกตัวเองดัง ๆ ว่า "วันนี้ฉันต้องเจอเรื่องดี ๆ ชัวร์ป้าบ" .. อ้อ แล้วไม่ใช่แค่บอกนะ ขอให้คุณ (พยายาม) เชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นด้วย ความเชื่อแบบนี้แหละ ที่จะทำให้คุณสามารถมองเรื่องที่แสนจะธรรมดาสามัญ แบบที่เคยมองว่ามันเป็นอย่างนั้นในวันก่อน ๆ ให้กลายเป็นเรื่องพิเศษขึ้นมาได้ เป็นต้นว่า ซื้อข้าวมันไก่กินแล้ววันนี้ดันได้ไก่เพิ่มมาหนึ่งชิ้น เท่านี้ก็พิเศษแล้ว (ดูเพ้อเจ้อไปหน่อย แต่มันทำให้คุณมีความสุขได้ง่ายขึ้นจริง ๆ นะเออ)
2. วางแผนสิ่งที่จะทำและลำดับความสำคัญ
ที่มาชั้นเยี่ยมของความเครียดในแต่ละวัน (ซึ่งเป็นตัวการขัดขวางความสุขของเรา) คือ การที่แต่ละวันมีงานสุมหัว มีเรื่องให้ต้องจัดการสารพัดมากมายร้อยแปด เยอะจนไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี .. เอาล่ะ ใจเย็น ๆ นะ ค่อย ๆ พิจารณาความสำคัญของงานแต่ละชิ้นดูว่า อะไรควรทำก่อน-หลัง และที่สำคัญคือ สิ่งไหนจะทำให้คุณเขยิบเข้าใกล้เป้าหมายหรือความฝันของตัวเองได้มากขึ้นอีก นิด สิ่งนั้นแหละที่คุณควรจะให้ความสำคัญกับมันมากที่สุด จัดการเสียให้เรียบร้อย พอหมดวันรับรองว่าคุณจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับผลงานของตัวเอง
3. มอบของขวัญแก่ผู้คนที่พบในแต่ละวัน
เราไม่ได้พูดถึงของขวัญที่เป็นทางการแบบใส่ กล่องผูกโบนะคะ แต่เป็นของขวัญที่เรียบง่ายเปี่ยมด้วยความหมายดี ๆ จากตัวคุณเองต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แชร์เรื่องขำขัน พูดให้กำลังใจ หรือแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ฯลฯ .. รับรอง สุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับนะจ๊ะ
4. งดคุยเรื่องการเมือง - ศาสนา
มีบทสนทนาอยู่ 2 เรื่อง ที่ไม่ว่าจะถกเถียงอย่างไรก็ไม่เคยได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้องที่สุด นั่นก็คือเรื่อง "การเมือง" กับ "ศาสนา" เถียงกันมาตั้งไม่รู้กี่สิบปี (บางกรณีอาจถึงขั้นร้อย หรือนานกว่านั้นเยอะเลยล่ะ) ก็ไม่เห็นจะได้คำตอบดี ๆ ที่ทำให้คนสองฝ่ายเข้าใจตรงกันได้สักครั้ง แถมมีแนวโน้มว่ายิ่งเถียงกันนานก็ยิ่งทวีความรุนแรงด้วย หากรู้ตัวว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำตกลงไปอยู่ในวังวนของบทสนทนาแบบนี้เมื่อไหร่ ขอบอกว่ารีบถอนตัวออกมาซะยิ่งเร็วยิ่งดี เดี๋ยวจะพาลหงุดหงิด เสียสุขภาพจิตเอาได้ง่าย ๆ
5. คิดไว้ก่อนว่าใคร ๆ ก็มีเจตนาดี
ตราบเท่าที่เราไม่สามารถอ่านความคิดของคนอื่นได้ ก็ไม่มีทางรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงได้หรอกว่า เหตุผลหรือเจตนาเบื้องหลังการกระทำของคนคนหนึ่งนั้นคืออะไร แล้วการไปตีความดักหน้า ว่าที่ใครคนหนึ่งทำอะไรแปลก ๆ ให้คุณรู้สึกตะหงิดใจ จะต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ ๆ นั่นจะกลายเป็นการผลักตัวคุณเองลงไปจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ ความไม่สบายใจนานาประการ พลิกความคิดนิดหน่อย เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่า "เขาน่าจะมีเจตนาดีแหละนะ" จะทำให้ใจคุณเบาหวิวขึ้นเยอะ และท้ายที่สุด ต่อให้เจตนาของเขาไม่ได้ดีอย่างที่คุณคาดหวังเอาไว้ ก็ยังทำให้คุณพร้อมที่จะปล่อยผ่านไป ไม่เก็บความไม่สบายใจไว้กับตัวด้วย
6. ละเลียดของอร่อย
ต่อมรับรสทำงานประสานกับความรู้สึกมีความสุข โดยตรงเลยนะขอบอก เครื่องดื่มเย็น ๆ สักแก้ว ขนมเค้กเล็ก ๆ สักชิ้น ช็อกโกแลตคุณภาพดีสักแท่ง ก็ทำให้วันของคุณสว่างสดใสได้แล้วล่ะ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมร้านเค้ก หรือว่าร้านกาแฟ จึงเปรียบเสมือนแฮปปี้ สเตชั่น ประจำวันของหลาย ๆ คน :)
7. เลิกกังวลถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
อีกหนึ่งศัตรูตัวร้ายที่คอยขัดขวางไม่ให้คุณมี ความสุข ก็คือ "ความกังวล" อันเป็นสิ่งที่เกิดจากการเอาใจไปผูกติดกับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสิ่งที่ล่วงผ่านไปแล้ว ไม่ว่าผลของมันจะแย่ หรือไม่น่าพอใจแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ กังวลไปก็เท่านั้น จะพาลให้วันทั้งวันของคุณไม่มีความสุขไปเปล่า ๆ ตั้งสติกลับมาใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันดีกว่านะ ทำให้ดีที่สุด ผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะได้ไม่ต้องมีอะไรให้เป็นกังวลอีก
8. เลิกเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน
ดูท่านี่จะเป็นนิสัยประจำตัวของหลาย ๆ ที่เมื่อถึงบ้านปุ๊บ ก็ต้องเปิดทีวีปั๊บ แล้วตัวเองก็ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยตามปกติ แล้วการเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อนนี่มันทำให้คุณไม่ฟีลกู้ดยังไงน่ะหรือ .. ตัวอันตรายอยู่ที่ช่วงโฆษณาทั้งหลายนั่นไงล่ะ มาอวดสรรพคุณว่าอันนั้นดี อันนี้เจ๋ง ที่นู่นกำลังลดราคาหากพลาดไม่ได้มาจะเสียใจ หรืออะไรทำนองนี้ สิ่งเหล่านี้มันเร้ากิเลสในใจให้ลุกโชน การความรู้สึกอยากมีอยากได้อยากเป็นเจ้าของ ซึ่งมันไม่ได้ทำให้จิตใจสงบมีความสุขเลย
9. บันทึกสิ่งดีของวันนั้นก่อนเข้านอน
ก่อนจะล้มตัวลงนอน คว้าไดอะรี่พร้อมปากกาขึ้นมาหนึ่งแท่ง เขียนสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีในตลอดวันนี้ลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างเจ้านายอนุมัติเลื่อนตำแหน่ง หรือเรื่องเล็กกระจิริด อย่างกดลิฟต์ให้คนที่กำลังหอบของเต็มสองมือ ไม่ว่ามันจะใหญ่หรือเล็กขนาดไหน แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญที่ดีที่สุดของวันนั้น อ่านแล้วก็อดยิ้มกริ่มตามไปไม่ได้ว่าวันนี้ก็มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะ แล้วยิ่งได้บันทึกเอาไว้หลายวัน เมื่อมาอ่านย้อนหลังแล้วคุณจะยิ่งรู้สึกว่า ชีวิตเรานี้ช่างมีความสุขเหลือเกิน มีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้นทุกวันเลย ..แล้วอย่างนี้จะไม่ให้มีความสุขกับทุก ๆ วันของชีวิต ทั้งวันนี้และวันต่อ ๆ ได้อย่างไรกันล่ะนี่ ^___^
นิทานเซน : ความกังวลของหญิงชรา
ในระหว่างที่อาจารย์เซนออกจาริกธรรม
ได้รับนิมนต์ไปพำนักยังบ้านของหญิงชราผู้หนึ่ง
ทว่าเมื่อไปถึงพบว่าหญิงชราหน้าตาอมทุกข์ ทั้งยังร้องไห้ไม่หยุด
อาจารย์เซนจึงกล่าวกับนางว่า "ท่านมีความทุกข์ใจอันใดจึงร้องไห้ติดต่อกันไม่หยุดเช่นนี้?"
หญิงชราตอบว่า "ข้ามีบุตรสาวอยู่สองคน คนโตแต่งออกไปให้กับพ่อค้าขายรองเท้าผ้า ส่วนคนเล็กแต่งให้กับพ่อค้าขายร่ม วันใดท้องฟ้าปลอดโปร่ง แดดจ้า ข้าก็เฝ้าแต่กังวลว่าร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กต้องขายไม่ได้เป็นแน่ จึงอดไม่ได้ที่จะทุกข์เศร้าแทนนาง แต่หากวันใดฟ้าครื้ม ฝนพรำ ข้าก็กังวลว่ากิจการร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตย่อมไม่ดีเป็นแน่ เพราะผู้คนไม่อยากใส่รองเท้าที่เปียกน้ำแฉะชื้น เมื่อทุกวันผ่านไปในลักษณะนี้ ข้าจึงได้แต่กังวลจนหลั่งน้ำตาออกมา"
เมื่ออาจารย์เซนได้ฟังจึงกล่าวว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านคิดแบบนี้ย่อมไม่ถูกต้องแล้ว"
หญิงชราสงสัยจึงถามว่า "มารดาวิตกกังวลแทนบุตร มีอันใดไม่ถูกต้อง? ข้ารู้ว่ากังวลไปก็แก้ไขอะไรมิได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดเป็นห่วงพวกนาง"
ยามนี้ อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า "มารดาวิตกกังวล เพราะบุตรมิใช่เรื่องผิด แต่มารดาเบิกบานใจเพราะบุตรย่อมดีกว่า ท่านลองคิดดู เมื่อวันแดดจ้าฟ้าใส ร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตของท่านย่อมขายดิบขายดีเป็นพิเศษ และเมื่อถึงวันฝนตก กิจการร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กก็ย่อมไปได้สวยเช่นกัน หากคิดเช่นนี้ท่านก็สามารถเบิกบานใจไปกับบุตรสาวทั้งสองได้ในทุกๆ วัน ไม่ต้องทุกข์เศร้าแล้ว"
เมื่อหญิงชราได้ฟังคำแนะนำของอาจารย์เซน ก็กระจ่างแจ้ง จากนั้นเมื่อคิดได้จึงรู้สึกสบายใจ ทุกครั้งที่นึกถึงบุตรสาวทั้งสอง นางล้วนมีรอบยิ้มแห่งความสุขประดับบนใบหน้าเสมอ
ปัญญาเซน : ไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้คนเรามีความทุกข์ได้เท่ากับตัวของตัวเอง สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจ เมื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดก็เปลี่ยนได้แม้เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะอีกด้านของความทุกข์ก็คือความสุข ไม่ว่าเรื่องใด เมื่อมองให้ทุกข์ย่อมทุกข์ได้ มองให้สุขย่อมสุขได้ ดังนั้นจงหยุดสร้างทุกข์ให้กับตนเอง
หญิงชราตอบว่า "ข้ามีบุตรสาวอยู่สองคน คนโตแต่งออกไปให้กับพ่อค้าขายรองเท้าผ้า ส่วนคนเล็กแต่งให้กับพ่อค้าขายร่ม วันใดท้องฟ้าปลอดโปร่ง แดดจ้า ข้าก็เฝ้าแต่กังวลว่าร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กต้องขายไม่ได้เป็นแน่ จึงอดไม่ได้ที่จะทุกข์เศร้าแทนนาง แต่หากวันใดฟ้าครื้ม ฝนพรำ ข้าก็กังวลว่ากิจการร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตย่อมไม่ดีเป็นแน่ เพราะผู้คนไม่อยากใส่รองเท้าที่เปียกน้ำแฉะชื้น เมื่อทุกวันผ่านไปในลักษณะนี้ ข้าจึงได้แต่กังวลจนหลั่งน้ำตาออกมา"
เมื่ออาจารย์เซนได้ฟังจึงกล่าวว่า "ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านคิดแบบนี้ย่อมไม่ถูกต้องแล้ว"
หญิงชราสงสัยจึงถามว่า "มารดาวิตกกังวลแทนบุตร มีอันใดไม่ถูกต้อง? ข้ารู้ว่ากังวลไปก็แก้ไขอะไรมิได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดเป็นห่วงพวกนาง"
ยามนี้ อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า "มารดาวิตกกังวล เพราะบุตรมิใช่เรื่องผิด แต่มารดาเบิกบานใจเพราะบุตรย่อมดีกว่า ท่านลองคิดดู เมื่อวันแดดจ้าฟ้าใส ร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตของท่านย่อมขายดิบขายดีเป็นพิเศษ และเมื่อถึงวันฝนตก กิจการร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กก็ย่อมไปได้สวยเช่นกัน หากคิดเช่นนี้ท่านก็สามารถเบิกบานใจไปกับบุตรสาวทั้งสองได้ในทุกๆ วัน ไม่ต้องทุกข์เศร้าแล้ว"
เมื่อหญิงชราได้ฟังคำแนะนำของอาจารย์เซน ก็กระจ่างแจ้ง จากนั้นเมื่อคิดได้จึงรู้สึกสบายใจ ทุกครั้งที่นึกถึงบุตรสาวทั้งสอง นางล้วนมีรอบยิ้มแห่งความสุขประดับบนใบหน้าเสมอ
ปัญญาเซน : ไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้คนเรามีความทุกข์ได้เท่ากับตัวของตัวเอง สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจ เมื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดก็เปลี่ยนได้แม้เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะอีกด้านของความทุกข์ก็คือความสุข ไม่ว่าเรื่องใด เมื่อมองให้ทุกข์ย่อมทุกข์ได้ มองให้สุขย่อมสุขได้ ดังนั้นจงหยุดสร้างทุกข์ให้กับตนเอง
Sunday, November 11, 2012
นิทานเซน : คนตาบอดกับโคมไฟ
ยังมีตรอกสายหนึ่งที่ทั้งมืดทั้งแคบ
ทั้งยังไม่มีดวงไฟส่องทางให้ความสว่างแม้แต่น้อย ดังนั้นเมื่อถึงยามค่ำคืน
การเดินทางในตรอกแห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก
คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมอง เห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า "คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย" เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?"
คนผู้นั้นตอบว่า "ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร"
พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า "เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?"
คนตาบอดตอบว่า "เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูด กันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ"
พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า "ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์"
มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า "ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง"
"ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?" พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ
คนตาบอดอธิบายว่า เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตังแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย
ปัญญาเซน : การช่วยเหลือผู้อื่น ประโยชน์สูงสุดล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้
คืนวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกดังกล่าวเพื่อมุ่งหน้าไปยังอาราม ทว่าด้วยความที่ตรอกนี้มืดมิดกระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองยังไม่อาจมอง เห็นได้ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ พระรูปนี้จึงทั้งเดินไปชนผู้อื่น และถูกผู้อื่นเดินมาชนไม่หยุดหย่อน สร้างความลำบากยิ่งนัก
ในตอนนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าว พลันทำให้ในตรอกเกิดแสงสว่างขึ้นพอสมควร พระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางกล่าวว่า "คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนัก ตนเองมองไม่เห็นแท้ๆ ใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย" เมื่อพระได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ รอจนกระทั้งคนตาบอดถือโคมไฟคนนั้นเดินผ่านมา จึงเอ่ยถามขึ้นว่า "ขออภัย ท่านตาบอดจริงๆ หรือ?"
คนผู้นั้นตอบว่า "ถูกแล้ว ข้าเกิดมาก็พิการ ตาสองข้างมองไม่เห็น สำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างหน้าตาเป็นเช่นไร"
พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้น เอ่ยถามต่อไปว่า "เช่นนั้นท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?"
คนตาบอดตอบว่า "เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูด กันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่าง คนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด ดังนั้นข้าจึงถือโคมไฟไปไหนมาไหนเสมอ"
พระได้ยินดังนั้นก็เกิดความซาบซึ้งใจ เอ่ยคำ อมิตาพุทธออกมา และกล่าวต่อไปว่า "ท่านช่างมีเมตตาธรรม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์"
มิคาดคนตาบอดกลับกล่าวว่า "ผิดแล้ว ข้าทำไปเพื่อตัวเอง"
"ทำเพื่อตัวเองอย่างไร?" พระถามต่อด้วยความสงสัยใจ
คนตาบอดอธิบายว่า เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกใช่โดนคนเดินสวนไปมาชนเอาหรือไม่ ท่านดูข้าเองนั้นแม้เป็นคนตาบอด แต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้ง แต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ที่ข้าจุดโคมไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่น และเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้า ตังแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย
ปัญญาเซน : การช่วยเหลือผู้อื่น ประโยชน์สูงสุดล้วนกลับคืนมาสู่ผู้ให้
Tuesday, October 2, 2012
หนึ่งในความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็กชาย และอาจจะรวมไปถึงเด็กหญิงบางคน คือการได้เป็น "ซุปเปอร์ฮีโร่" ช่วยกอบกู้โลกสักครั้ง
ยิ่งเดี๋ยวนี้ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่มีมาให้ดูกันไม่ขาดสาย แถมแต่ละราย ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือจัดเต็ม เสริมความเก่งกาจ และเพิ่มมาดเท่สุดสุด ดูแล้วอย่าว่าแต่เด็กๆ เลย ผู้ใหญ่เองก็อยากลองเป็นซุปเปอร์ฮีโร่สักครั้ง
แต่ใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆ
ด้วยยุคนี้แค่มีจิตใจดี ร่างกายแข็งแรง และพลังพิเศษน่ะ ไม่เพียงพอ
แต่ต้องมีเงินด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ "แบทแมน" กับ "ไอรอน แมน ยืนยันได้ เพราะรู้อยู่ว่า "ราคา" ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ช่วยในการทำงานของซุปเปอร์ฮีโร่น่ะ ถูกซะเมื่อไหร่
เว็บไซต์ www.moneysupermarket.com เองก็รู้เหมือนกัน โดยจากการคำนวณค่าใช้จ่ายในชีวิตพวกเขาเหล่านั้นทำให้ทราบว่า ลำพังค่าฝึกฝนของ บรูซ เวย์น เพื่อเป็น "แบทแมน" ที่เก่งกาจก็ปาเข้าไปเกือบ 47 ล้านบาท เพราะทั้งฝึกนักบินทหาร, ฝึกกับกองกำลังพิเศษ และยังมีค่าเล่าเรียน ที่ทำให้เขาคว้าปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์มาอีกหลายใบ
"ค่าชุด" เองก็ไม่ใช่น้อย เพราะมีทั้งหน้ากาก, เกราะชนิดพิเศษในหลายส่วน, ผ้าคลุมไหล่, เข็มขัดสารพัดประโยชน์, ดาบที่ปลอกแขน, กันกระแทกตามส่วนต่างๆ, ถุงมือ และรองเท้า ซึ่งทั้งหมดก็ตกเกือบ 33 ล้านบาท
ส่วนยานพาหนะสุดไฮเทค ทั้งรถถัง "เดอะ ทัมเบอร์", มอเตอร์ไซค์ "แบทพอด" และเครื่องบิน "เดอะ แบท" ราคารวมกันก็ไม่เท่าไหร่ แค่เกือบ 2,500 ล้านบาท นี่ยังไม่นับอาวุธเล็กๆ น้อยๆ ประเภทปืน ระเบิดควัน ระเบิดลูกเล็ก และอื่นๆ ที่รวมๆ แล้วก็ 5 ล้านกว่าบาท ไม่รวมส่วนที่ใช้แล้วหมดไป ต้องซื้อหามาใหม่อีกนะ
สำหรับคฤหาสน์ตระกูลเวย์นและถ้ำแบทแมน ดูแล้วราคาสร้างอยู่ที่ประมาณเกือบ 19,000 ล้านบาท พ่วงด้วยค่าดูแลต่อปีอีกปีละล้านกว่าๆ ยังมีค่าจ้าง "อัลเฟรด" ที่เป็นพ่อบ้าน และผู้ดูแล (แถมเป็นผู้ช่วยในบางครั้ง) อีกปีละเกือบ 9 ล้านบาทด้วยรวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายในการเป็นแบทแมนก็ประมาณ 21,000 ล้านบาท
แบทแมนว่าเยอะแล้ว ฝั่งเศรษฐีเพลย์บอย "โทนี่ สตาร์ก" เยอะกว่า
เริ่มจากราคาส่วนประกอบต่างๆ ของชุดเกราะสีแดงทอง รวมถึงอาวุธที่เห็นกันตั้งแต่หัวจรดเท้ารวมแล้วประมาณ 3,400 กว่าล้านบาท
เทคโนโลยีทั้งหลายแหล่ที่ประกอบอยู่ในชุดไม่ว่าจะเป็น "อาร์ค แรคเตอร์" แหล่งพลังงานกลางหน้าอก, วัสดุไทเทเนี่ยมทองอัลลอยที่นำมาทำชุด, เครื่องเจ็ตไอพ่นทั้งที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า, ปืนและวัตถุระเบิด และระบบคอมพิวเตอร์ในชุด สนนราคาประมาณ 3,600 ล้านบาท ยังมีคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ "จาร์วิส" ราคา 300 กว่าล้านบาทอีกด้วย
หากรวมราคาของชุดเกราะไอรอนแมนที่พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ "มาร์ค 1-7" ก็ปาเข้าไป 45,000 กว่าล้านบาทแล้ว
ถ้ารวมราคาบ้านหลังสวย 775 ล้านบาท และราคา 105 ล้านบาท ของรถคันงามหลายคันเข้าไปด้วย ค่าใช้จ่ายในการเป็นไอรอนแมนก็อยู่ที่ประมาณเกือบ 50,000 ล้านบาท
เห็นอย่างนี้แล้ว ต่อให้ฝันไว้แค่ไหน ก็คงเป็นได้แค่คนดูธรรมดาๆ อย่างเดิม
ยิ่งเดี๋ยวนี้ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่มีมาให้ดูกันไม่ขาดสาย แถมแต่ละราย ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือจัดเต็ม เสริมความเก่งกาจ และเพิ่มมาดเท่สุดสุด ดูแล้วอย่าว่าแต่เด็กๆ เลย ผู้ใหญ่เองก็อยากลองเป็นซุปเปอร์ฮีโร่สักครั้ง
แต่ใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆ
ด้วยยุคนี้แค่มีจิตใจดี ร่างกายแข็งแรง และพลังพิเศษน่ะ ไม่เพียงพอ
แต่ต้องมีเงินด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ "แบทแมน" กับ "ไอรอน แมน ยืนยันได้ เพราะรู้อยู่ว่า "ราคา" ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ช่วยในการทำงานของซุปเปอร์ฮีโร่น่ะ ถูกซะเมื่อไหร่
เว็บไซต์ www.moneysupermarket.com เองก็รู้เหมือนกัน โดยจากการคำนวณค่าใช้จ่ายในชีวิตพวกเขาเหล่านั้นทำให้ทราบว่า ลำพังค่าฝึกฝนของ บรูซ เวย์น เพื่อเป็น "แบทแมน" ที่เก่งกาจก็ปาเข้าไปเกือบ 47 ล้านบาท เพราะทั้งฝึกนักบินทหาร, ฝึกกับกองกำลังพิเศษ และยังมีค่าเล่าเรียน ที่ทำให้เขาคว้าปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์มาอีกหลายใบ
"ค่าชุด" เองก็ไม่ใช่น้อย เพราะมีทั้งหน้ากาก, เกราะชนิดพิเศษในหลายส่วน, ผ้าคลุมไหล่, เข็มขัดสารพัดประโยชน์, ดาบที่ปลอกแขน, กันกระแทกตามส่วนต่างๆ, ถุงมือ และรองเท้า ซึ่งทั้งหมดก็ตกเกือบ 33 ล้านบาท
ส่วนยานพาหนะสุดไฮเทค ทั้งรถถัง "เดอะ ทัมเบอร์", มอเตอร์ไซค์ "แบทพอด" และเครื่องบิน "เดอะ แบท" ราคารวมกันก็ไม่เท่าไหร่ แค่เกือบ 2,500 ล้านบาท นี่ยังไม่นับอาวุธเล็กๆ น้อยๆ ประเภทปืน ระเบิดควัน ระเบิดลูกเล็ก และอื่นๆ ที่รวมๆ แล้วก็ 5 ล้านกว่าบาท ไม่รวมส่วนที่ใช้แล้วหมดไป ต้องซื้อหามาใหม่อีกนะ
สำหรับคฤหาสน์ตระกูลเวย์นและถ้ำแบทแมน ดูแล้วราคาสร้างอยู่ที่ประมาณเกือบ 19,000 ล้านบาท พ่วงด้วยค่าดูแลต่อปีอีกปีละล้านกว่าๆ ยังมีค่าจ้าง "อัลเฟรด" ที่เป็นพ่อบ้าน และผู้ดูแล (แถมเป็นผู้ช่วยในบางครั้ง) อีกปีละเกือบ 9 ล้านบาทด้วยรวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายในการเป็นแบทแมนก็ประมาณ 21,000 ล้านบาท
แบทแมนว่าเยอะแล้ว ฝั่งเศรษฐีเพลย์บอย "โทนี่ สตาร์ก" เยอะกว่า
เริ่มจากราคาส่วนประกอบต่างๆ ของชุดเกราะสีแดงทอง รวมถึงอาวุธที่เห็นกันตั้งแต่หัวจรดเท้ารวมแล้วประมาณ 3,400 กว่าล้านบาท
เทคโนโลยีทั้งหลายแหล่ที่ประกอบอยู่ในชุดไม่ว่าจะเป็น "อาร์ค แรคเตอร์" แหล่งพลังงานกลางหน้าอก, วัสดุไทเทเนี่ยมทองอัลลอยที่นำมาทำชุด, เครื่องเจ็ตไอพ่นทั้งที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า, ปืนและวัตถุระเบิด และระบบคอมพิวเตอร์ในชุด สนนราคาประมาณ 3,600 ล้านบาท ยังมีคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ "จาร์วิส" ราคา 300 กว่าล้านบาทอีกด้วย
หากรวมราคาของชุดเกราะไอรอนแมนที่พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ "มาร์ค 1-7" ก็ปาเข้าไป 45,000 กว่าล้านบาทแล้ว
ถ้ารวมราคาบ้านหลังสวย 775 ล้านบาท และราคา 105 ล้านบาท ของรถคันงามหลายคันเข้าไปด้วย ค่าใช้จ่ายในการเป็นไอรอนแมนก็อยู่ที่ประมาณเกือบ 50,000 ล้านบาท
เห็นอย่างนี้แล้ว ต่อให้ฝันไว้แค่ไหน ก็คงเป็นได้แค่คนดูธรรมดาๆ อย่างเดิม
ไม่รู้โว้ย
ชายคนหนึ่ง เพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทของต่า งชาติแห่งหนึ่งในฐานะหัวหน้างาน กำลังอยู่ในช่วงทดลองงาน ได้โทรศัพท์เข้าไปในครัว แล้วสั่งกาแฟหนึ่งแก้ว ขอเร็วๆ เสียงจากปลายสายว่า ...
"ไอ้โง่ มึงต่อเบอร์ผิด มึงรู้มั๊ยว่าคุยกับใครอยู่"
เขาจึงตอบกลับไปว่า "ไม่ทราบครับ"
เสียงตอบมาว่า"กู กรรมการผู้จัดการโว้ย ไอ้โง่ "
เขาก็เลยตะโกนสวนไปว่า .... "แล้วมึงรู้มั๊ยว่า มึงพูดกับใครอยู่ "
เสียงตอบกลับมาอย่างโกรธมากว่า "ไม่รู้โว้ย "
เขาดีใจมาก เลยตอบกลับไปว่า ....
"งั้นก็ดีแล้ว ไอ้โง่ ขอบคุณพระเจ้า" แล้วก็วางสายทันที
"ไอ้โง่ มึงต่อเบอร์ผิด มึงรู้มั๊ยว่าคุยกับใครอยู่"
เขาจึงตอบกลับไปว่า "ไม่ทราบครับ"
เสียงตอบมาว่า"กู กรรมการผู้จัดการโว้ย ไอ้โง่ "
เขาก็เลยตะโกนสวนไปว่า .... "แล้วมึงรู้มั๊ยว่า มึงพูดกับใครอยู่ "
เสียงตอบกลับมาอย่างโกรธมากว่า "ไม่รู้โว้ย "
เขาดีใจมาก เลยตอบกลับไปว่า ....
"งั้นก็ดีแล้ว ไอ้โง่ ขอบคุณพระเจ้า" แล้วก็วางสายทันที
Tuesday, August 28, 2012
นิทานเซน : วิธีปราบวัชพืช
นิทานเซน : วิธีปราบวัชพืช
บรรดาสานุศิษย์พากันนั่งห้อมล้อมอาจารย์เซน เพื่อขอให้อาจารย์บอกเล่าถึงความลี้ลับของมนุษย์และจักรวาล
อาจารย์เซนไม่เอ่ยวาจา หลับตานิ่ง จากนั้นสักพักจึงโพล่งถามเหล่าสานุศิษย์ว่า "ทำอย่างไรจึงจะกำจัดวัชพืชออกจากพื้นที่โล่งนี้ได้?" บรรดาสานุศิษย์ต่างนิ่งงัน เพราะคิดไม่ถึงว่าอาจารย์เซนจะถามคำถามพื้นๆ เช่นนี้ออกมาได้
ศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยตอบว่า "ใช้จอบเสียมแซะขุดทำลายวัชพืชทิ้งไปให้หมด" เมื่ออาจารย์เซนได้ฟัง เพียงอมยิ้มไม่กล่าวกระไร
ศิษย์อีกผู้หนึ่งตอบว่า "ใช้ไฟเผา วัชพืชทั้งหมดย่อมถูกทำลายไป" อาจารย์เซนได้ฟังแล้ว ยังคงไว้ซึ่งรอยยิ้ม พร้อมกับผงกหัวเล็กน้อย
ศิษย์คนที่สามตอบว่า "ใช้ปูนขาวโรยบนวัชพืชให้ทั่ว เท่านี้บรรดาวัชพืชก็จะตายหมด" อาจารย์เซนยังคงมีปฏิกริยาเช่นเดิม
ศิษย์คนที่สี่เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า "วิธีการของพวกเขาล้วนไม่ถูกต้อง เพราะล้วนไม่ได้กำจัดถึงรากวัชพืช การกำจัดวัชพืชที่ถูกต้องต้องถอนรากถอนโคน"
เมื่อเหล่าสานุศิษย์ต่างหมดคำตอบแล้ว อาจารย์เซนจึงเอ่ยว่า "พวก
เจ้าล้วนตอบได้ดี ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป
พวกเจ้าจงแบ่งที่ดินผืนนี้ออกเป็นส่วนๆ
แล้วใช้วิธีการที่แต่ละคนได้เสนอมาในการกำจัดวัชพืซส่วนของใครของมัน
แล้ววันนี้ของปีหน้าพวกเจ้าจงมารวมตัวกันที่นี่อีกครั้ง"
หนึ่งปีผ่านไป เหล่าสานุศิษย์ต่างมารวมตัวกันอีกครั้ง
แต่พื้นที่ซึ่งเดิมเต็มไปด้วยวัชพืชนั้นไม่มีแล้ว
กลับกลายเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารเหลืองอร่ามไปทั่วผืนดิน เนื่องจากในช่วง 1
ปีที่ผ่านมา บรรดาสานุศิษย์ใช้วิธีการต่างๆ นานา
ล้วนไม่สามารถกำจัดวัชพืชได้อย่างหมดจด
สุดท้ายจึงได้แต่ปลูกพืชพันธุ์ที่เป็นผลิตผลทางการเกษตรลงไปแทนที่เพื่อ
ป้องกันไม่ให้วัชพืชเติบโตขึ้นมาอีก
ยามที่เหล่าศิษย์มารายล้อมอยู่นั้นพืชพันธุ์ทั้งหลายต่างกำลังสุกงอมเต็มที่
ทว่าอาจารย์เซนได้ล่วงลับดับขันธ์ไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว
คำสอนสุดท้ายที่อาจารย์ได้ทิ้งไว้ให้เหล่าสานุศิษย์ก็คือ วิธี
กำจัดวัชพืชที่ได้ผลที่สุด
มีเพียงวิธีเดียวคือปลูกพืชพันธุ์ที่ใช้การได้ทับลงไปแทนที่
ส่วนวิธีเดียวที่จะทำให้จิตวิญญาณของตนเองไม่ว่างเปล่า
คือปลูกฝังด้วยคุณธรรมอันดีงามเท่านั้น
Friday, August 24, 2012
เพิ่งเข้ามา
เพิ่งเข้ามา
ก่อนถึงวันปีใหม่ รัฐมนตรีเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจคนไข้โรคจิต ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
คนไข้ทั้งหมดมานั่งฟังเขาพูดอภิปราย
ผ่านไป 2 ชั่วโมง ก็มีคนไข้คนหนึ่งยืนขึ้น แล้วพูดเสียงดังว่า
"พวกเราอย่าไปฟัง ไอ้หมอที่พูดจาเหลวไหล
เจ้านี่มันเป้นคนบ้าเพิ่งถูกส่งตัวเข้ามาเมื่อเช้านี้เอง"
ก่อนถึงวันปีใหม่ รัฐมนตรีเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจคนไข้โรคจิต ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
คนไข้ทั้งหมดมานั่งฟังเขาพูดอภิปราย
ผ่านไป 2 ชั่วโมง ก็มีคนไข้คนหนึ่งยืนขึ้น แล้วพูดเสียงดังว่า
"พวกเราอย่าไปฟัง ไอ้หมอที่พูดจาเหลวไหล
เจ้านี่มันเป้นคนบ้าเพิ่งถูกส่งตัวเข้ามาเมื่อเช้านี้เอง"
ข้อมูลสำคัญที่ขาดหายไป
ข้อมูลสำคัญที่ขาดหายไป
ภรรยาแสนจะภูมิใจที่เห็นสามีนั่งดูทะเบียนสมรสอยู่นานแสนนาน
ในที่สุดก็เอ่ยปากถามสามีว่า
"ดูไม่เบื่อเลยหรือคะ"
สามีสุดที่รักเลยบอกว่า
"ไม่หรอก ผมพยายามหาวันที่มันหมดอายุ อยู่น่ะ"
ภรรยาแสนจะภูมิใจที่เห็นสามีนั่งดูทะเบียนสมรสอยู่นานแสนนาน
ในที่สุดก็เอ่ยปากถามสามีว่า
"ดูไม่เบื่อเลยหรือคะ"
สามีสุดที่รักเลยบอกว่า
"ไม่หรอก ผมพยายามหาวันที่มันหมดอายุ อยู่น่ะ"
Tuesday, August 21, 2012
แค่กลับกัน
เยาวชน2คน ติดคุกด้วยข้อหาเสพยา ในวันพิจารณาโทษศาลวินิจฉัยว่า
"ศาลขอสั่งให้เธอทั้งสองไปทำความดีเป็นการไถ่โทษ เนื่องจากศาลเห็นว่า
เธอทั้งสองยังเป็นเยาวชน น่าจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ขอให้เธอไปชักจูงคนอื่นๆ
ที่ยังเสพยาให้เลิกเสีย ได้ความแค่ไหนให้กลับมารายงานตัวในสัปดาห์หน้าด้วย"
สัปดาห์ถัดไป จำเลยจึงกลับมารายงานตัว
"ศาลขอฟังรายงานเธอทั้งสองสิว่า มีผลงานยังไงบ้าง
จำเลยคนแรกลองว่ามาสิ..."
"ผมได้ไปเกลี้ยกล่อมเพื่อนๆให้เลิกยาได้แล้ว 10 คนครับ"
"ดีมาก..เธอทำยังไงนะ ลองเล่าให้ศาลฟังสิ"
"ผมใช้แผนภาพครับ เป็นภาพวงกลมใหญ่1วง และวงกลมเล็ก
1วง แล้วชี้ไปที่วงกลมใหญ่ก่อน บอกพวกเขาว่า นี้เป็นสมอง
ของพวกคุณก่อนเสพยา และนี้เป็นสมองของคุณหล้งจากเสพยาไปแล้ว"
ศาลยิ้งปริด้วยความชื่นชม "ดี ดีมาก แล้วจำเลยที่สองล่ะ เป็นยังไงบ้าง?"
"ผมก็ไปชวนเพื่อนๆให้เลิกเสพยาได้สำเร็จ 50คนครับ"
"โอ๊!เยี่ยมจริงๆ ว่าแต่เธอใช้วิธีไหนไปกล่อมพวกเค้าตั้งมากมายได้หรือ?"
"ผมก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันแหละครับ เพียงแต่ผมชี้ไปที่วงกลมวงเล็กก่อน
แล้วบอกเขาว่า นี่คือขนาดรูก้นของคุณก่อนเข้าคุก และนี่คือขนาดรูก้นของคุณ
หลังจากติดคุกไปแค่วันเดียว"
"ศาลขอสั่งให้เธอทั้งสองไปทำความดีเป็นการไถ่โทษ เนื่องจากศาลเห็นว่า
เธอทั้งสองยังเป็นเยาวชน น่าจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ขอให้เธอไปชักจูงคนอื่นๆ
ที่ยังเสพยาให้เลิกเสีย ได้ความแค่ไหนให้กลับมารายงานตัวในสัปดาห์หน้าด้วย"
สัปดาห์ถัดไป จำเลยจึงกลับมารายงานตัว
"ศาลขอฟังรายงานเธอทั้งสองสิว่า มีผลงานยังไงบ้าง
จำเลยคนแรกลองว่ามาสิ..."
"ผมได้ไปเกลี้ยกล่อมเพื่อนๆให้เลิกยาได้แล้ว 10 คนครับ"
"ดีมาก..เธอทำยังไงนะ ลองเล่าให้ศาลฟังสิ"
"ผมใช้แผนภาพครับ เป็นภาพวงกลมใหญ่1วง และวงกลมเล็ก
1วง แล้วชี้ไปที่วงกลมใหญ่ก่อน บอกพวกเขาว่า นี้เป็นสมอง
ของพวกคุณก่อนเสพยา และนี้เป็นสมองของคุณหล้งจากเสพยาไปแล้ว"
ศาลยิ้งปริด้วยความชื่นชม "ดี ดีมาก แล้วจำเลยที่สองล่ะ เป็นยังไงบ้าง?"
"ผมก็ไปชวนเพื่อนๆให้เลิกเสพยาได้สำเร็จ 50คนครับ"
"โอ๊!เยี่ยมจริงๆ ว่าแต่เธอใช้วิธีไหนไปกล่อมพวกเค้าตั้งมากมายได้หรือ?"
"ผมก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันแหละครับ เพียงแต่ผมชี้ไปที่วงกลมวงเล็กก่อน
แล้วบอกเขาว่า นี่คือขนาดรูก้นของคุณก่อนเข้าคุก และนี่คือขนาดรูก้นของคุณ
หลังจากติดคุกไปแค่วันเดียว"
Thursday, August 16, 2012
ประตูสวรรค์
ประตูสวรรค์
เหตุเกิดขึ้น ณ ประตูสวรรค์มีหญิงสาว 3 คน กำลังยืนรอคำพิพากษาของ St. Peter อยู่
St. Peter : ข้ามีคำถามจะถามเจ้าง่ายๆเพื่อเป็นการเลือกว่าจะส่งเจ้าไปประตูไหน
St. Peter ถามสาวคนแรกว่า : เจ้าจงบอกสถานภาพของเจ้าตอนก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานซิ
สาวคนแรก : ก่อนแต่งงานข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์ หลังจากแต่งงานแล้วข้าก็ยังคงความบริสุทธิ์เอาไว้
St. Peter : เยี่ยมมาก เจ้าเป็นคนดีจริงๆ งั้นเจ้าเอากุญแจทองไป
หลังจากนั้น St. Peter ก็ถามสาวคนที่ 2 ด้วยคำถามเดียวกัน
สาวคนที่สองจึงตอบว่า : ก่อนแต่งงานข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์แต่หลังแต่งข้าไม่บริสุทธิ์แล้ว
St. Peter : เจ้าก็เป็นคนดีใช้ได้ที่รักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ก่อนแต่ง งั้นเอากุญแจเงินไป
ต่อมา St. Peter ก็ถามสาวคนสุดท้าย ด้วยคำถามเดียวกัน
สาวคนสุดท้าย : ข้าไม่เคยรักษาความบริสุทธิ์ไว้เลย ข้ามี sexกับผู้ชายทุกคนที่พบ ทั้งก่อนแต่งและหลังแต่ง
ทุกที่ทุกเวลาที่ทำได้
St. Peter : เยี่ยมมากเลย งั้นเจ้าเอากุญแจห้องข้าไป!!
เหตุเกิดขึ้น ณ ประตูสวรรค์มีหญิงสาว 3 คน กำลังยืนรอคำพิพากษาของ St. Peter อยู่
St. Peter : ข้ามีคำถามจะถามเจ้าง่ายๆเพื่อเป็นการเลือกว่าจะส่งเจ้าไปประตูไหน
St. Peter ถามสาวคนแรกว่า : เจ้าจงบอกสถานภาพของเจ้าตอนก่อนแต่งงานและหลังแต่งงานซิ
สาวคนแรก : ก่อนแต่งงานข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์ หลังจากแต่งงานแล้วข้าก็ยังคงความบริสุทธิ์เอาไว้
St. Peter : เยี่ยมมาก เจ้าเป็นคนดีจริงๆ งั้นเจ้าเอากุญแจทองไป
หลังจากนั้น St. Peter ก็ถามสาวคนที่ 2 ด้วยคำถามเดียวกัน
สาวคนที่สองจึงตอบว่า : ก่อนแต่งงานข้ายังเป็นสาวบริสุทธิ์แต่หลังแต่งข้าไม่บริสุทธิ์แล้ว
St. Peter : เจ้าก็เป็นคนดีใช้ได้ที่รักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ก่อนแต่ง งั้นเอากุญแจเงินไป
ต่อมา St. Peter ก็ถามสาวคนสุดท้าย ด้วยคำถามเดียวกัน
สาวคนสุดท้าย : ข้าไม่เคยรักษาความบริสุทธิ์ไว้เลย ข้ามี sexกับผู้ชายทุกคนที่พบ ทั้งก่อนแต่งและหลังแต่ง
ทุกที่ทุกเวลาที่ทำได้
St. Peter : เยี่ยมมากเลย งั้นเจ้าเอากุญแจห้องข้าไป!!
คนแคระ
คนแคระ
คนแคระ 2 คนเข้าไปในบาร์ ขากลับหิ้วอีหนูออกไปด้วย 2 คน เข้าห้องพักโรงแรมซึ่งได้ห้องติดกัน
ปรากฏว่าหนุ่มคนแคระคนที่ 1 ผิดหวังมาก เพราะทำยังไง ๆ เจ้าน้องชายก็ไม่ยอมลุกขึ้นสู้
ต้องนอนทรมานฟังเสียงครวญครางจากห้องข้าง ๆ
"หนึ่ง, สอง, สาม.....โอ๊ย ! " แล้วก็ตามด้วย " นึง...ส่อง....ซั้ม...อู้ย ! " เป็นระยะ ๆ
อยู่ตลอดคืน รุ่งเช้า พอเจอหน้ากัน หนุ่มแคระคนที่ 2 ก็ถามทันที " ไงเพื่อน ดีไหม ? "
"ดีกะผีอะไรเล่า " หนุ่มแคระคนที่ 1 ตอบ "ขายหน้าจังว่ะ ทำยังไง ๆ มันก็ไม่สู้ "
หนุ่มแคระคนที่ 2 ส่ายหน้า " แค่นี้ก็รู้สึกขายหน้าแล้วเหรอ ข้านะ พยายามขึ้นเตียงทั้งคืน ยังขึ้นไม่ได้เลย
คนแคระ 2 คนเข้าไปในบาร์ ขากลับหิ้วอีหนูออกไปด้วย 2 คน เข้าห้องพักโรงแรมซึ่งได้ห้องติดกัน
ปรากฏว่าหนุ่มคนแคระคนที่ 1 ผิดหวังมาก เพราะทำยังไง ๆ เจ้าน้องชายก็ไม่ยอมลุกขึ้นสู้
ต้องนอนทรมานฟังเสียงครวญครางจากห้องข้าง ๆ
"หนึ่ง, สอง, สาม.....โอ๊ย ! " แล้วก็ตามด้วย " นึง...ส่อง....ซั้ม...อู้ย ! " เป็นระยะ ๆ
อยู่ตลอดคืน รุ่งเช้า พอเจอหน้ากัน หนุ่มแคระคนที่ 2 ก็ถามทันที " ไงเพื่อน ดีไหม ? "
"ดีกะผีอะไรเล่า " หนุ่มแคระคนที่ 1 ตอบ "ขายหน้าจังว่ะ ทำยังไง ๆ มันก็ไม่สู้ "
หนุ่มแคระคนที่ 2 ส่ายหน้า " แค่นี้ก็รู้สึกขายหน้าแล้วเหรอ ข้านะ พยายามขึ้นเตียงทั้งคืน ยังขึ้นไม่ได้เลย
Tuesday, August 14, 2012
เสียท่าซะก่อน
เสียท่าซะก่อน
ขี้เมา 2 คนเที่ยวกันจนดึกจนดื่น ทั้งคู่เมามากจนขับรถกลับบ้านไม่ไหว
จึงตกลงกันว่าจะเช้าห้องเตียงคู่ที่โรงแรมนอนกันสักคืน พอเข้าไปในห้องก็ดับไฟ
ล้มตัวลงนอนทั้งคู่ สักพักขี้เมาคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า
ขี้เมา 1 : เฮ้ย! ทำไมเตียงข้ามีคนมานอนด้วยวะ
ขี้เมา 2 : เออว่ะ! ของข้าก็มีคนมานอนด้วย
ขี้เมา 1 : งั้นเรามาช่วยกันถีบมันลงไปเถอะ
ขี้เมา 2 :ได้เลย
ว่าแล้วขี้เมาคนที่ 1 ก็ออกแรงถีบขี้เมาคนที่ 2 อย่างแรงจนตกเตียง
ขี้เมา 1 : ข้าจัดการมันได้แล้วว่ะ แล้วเอ็งละ
ขี้เมา 2 : แย่วะ! ข้าเสียท่า โดนมันถีบตกลงมาก่อน !!!
ขี้เมา 2 คนเที่ยวกันจนดึกจนดื่น ทั้งคู่เมามากจนขับรถกลับบ้านไม่ไหว
จึงตกลงกันว่าจะเช้าห้องเตียงคู่ที่โรงแรมนอนกันสักคืน พอเข้าไปในห้องก็ดับไฟ
ล้มตัวลงนอนทั้งคู่ สักพักขี้เมาคนหนึ่งตะโกนขึ้นว่า
ขี้เมา 1 : เฮ้ย! ทำไมเตียงข้ามีคนมานอนด้วยวะ
ขี้เมา 2 : เออว่ะ! ของข้าก็มีคนมานอนด้วย
ขี้เมา 1 : งั้นเรามาช่วยกันถีบมันลงไปเถอะ
ขี้เมา 2 :ได้เลย
ว่าแล้วขี้เมาคนที่ 1 ก็ออกแรงถีบขี้เมาคนที่ 2 อย่างแรงจนตกเตียง
ขี้เมา 1 : ข้าจัดการมันได้แล้วว่ะ แล้วเอ็งละ
ขี้เมา 2 : แย่วะ! ข้าเสียท่า โดนมันถีบตกลงมาก่อน !!!
เศร้ากว่า
เศร้ากว่า
มีชายอยู่ 4 คนเพิ่งกลับจากเลิกงานคนที่ 1 เลยชวนเพื่อนมากินข้าวห้องของเค้าซึ่งอยู่ชั้น 80
พอเดินมาถึงที่ลิฟท์ก็พบว่ามันเสียคนที่ 1 เลยบอกว่าเราเดินขึ้นกันก็ได้ ทั้งหมดเลยตกลงเดินขึ้น
ระหว่างเดินพวกเค้าจะให้แต่ละคนเล่าเรื่องมาคนละเรื่อง คนละ 20 ชั้น
คนที่ 4 เริ่มด้วยการเล่าเรื่องตลกทำให้เพื่อนๆแต่ละคนสนุกสนาน จนถึงชั้น 20
พอคนที่ 3 ก็เราเรื่องที่ตลกกว่า จนถึงชั้น 40 คนที่ 2 เริ่มเล่าเรื่องเศร้าของตัวเองทำให้เพื่อนแต่ละคนพากันร้องไห้จนถึงชั้น 60
ถึงตาคนที่ 1 เค้าจึงบอกว่ากูมีเรื่องเศร้ากว่านั้นว่ะ
คนที่ 2 :เรื่องอะไร
คนที่ 1 : กรูลืมเอากุญแจห้องมาจากในรถ !!!
มีชายอยู่ 4 คนเพิ่งกลับจากเลิกงานคนที่ 1 เลยชวนเพื่อนมากินข้าวห้องของเค้าซึ่งอยู่ชั้น 80
พอเดินมาถึงที่ลิฟท์ก็พบว่ามันเสียคนที่ 1 เลยบอกว่าเราเดินขึ้นกันก็ได้ ทั้งหมดเลยตกลงเดินขึ้น
ระหว่างเดินพวกเค้าจะให้แต่ละคนเล่าเรื่องมาคนละเรื่อง คนละ 20 ชั้น
คนที่ 4 เริ่มด้วยการเล่าเรื่องตลกทำให้เพื่อนๆแต่ละคนสนุกสนาน จนถึงชั้น 20
พอคนที่ 3 ก็เราเรื่องที่ตลกกว่า จนถึงชั้น 40 คนที่ 2 เริ่มเล่าเรื่องเศร้าของตัวเองทำให้เพื่อนแต่ละคนพากันร้องไห้จนถึงชั้น 60
ถึงตาคนที่ 1 เค้าจึงบอกว่ากูมีเรื่องเศร้ากว่านั้นว่ะ
คนที่ 2 :เรื่องอะไร
คนที่ 1 : กรูลืมเอากุญแจห้องมาจากในรถ !!!
ดริ๊งค์อย่างไร ไม่ทำร้าย 'ตับ'
ดริ๊งค์อย่างไร ไม่ทำร้าย 'ตับ'
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในงานเลี้ยงหรือ งานปาร์ตี้ที่ใดๆ มักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวชูโรงเพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ให้กับนัก ดื่มทั้งหลายแบบขาดไม่ได้ แต่ทุกคนก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โทษของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นส่งผลต่อตัวเองและคนรอบข้างเช่นไร หากดื่มในปริมาณที่มากเกินควร
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีทั้งโทษและประโยชน์ต่อร่าง กาย แต่คนส่วนใหญ่มักตีตราเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าเป็นเครื่องดื่มมึนเมา ที่ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับ “ตับ” ที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเช่น ไขมันสะสมในตับ (Alcoholic Fatty Liver), ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Hepatitis), ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Cirrhosis) และมะเร็งตับ (Hepatocellelar carcinoma) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ดื่มสุราทุกคนจะต้องเป็นโรคตับเสมอไป เพียงแต่จะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าเท่านั้นเอง
1. ไขมันสะสมในตับ (Alcoholic Fatty Liver) เป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะแรก ที่มีการสะสมของไขมันโดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ที่เพิ่มขึ้นในตับ ในระยะนี้จะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาให้เห็น การตรวจเลือดอาจจะพบความผิดปกติเล็กน้อย หากหยุดดื่มได้ในระยะนี้ตับจะสามารถกลับไปเป็นปกติไม่นำไปสู่โรคตับแข็ง แต่บางรายอาจะมีอาการเบื่ออาหาร, คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้องรอบสะดือ หรือใต้ชายโครงด้านขวา เป็นต้น
2. ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Hepatitis) เป็นโรคที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต หรือพิการได้ ในการตรวจร่างกายจะพบว่าตับมีขนาดใหญ่และกดเจ็บ หากตรวจเลือดจะพบว่ามีความผิดปกติในการทำงานของตับได้อย่างชัดเจน อาการที่พบส่วนใหญ่ของผู้ป่วยคือ มีไข้ ปวดท้องทั่วๆ ไป คลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักลดลง มีภาวะ ตับวาย เลือดออกง่าย ดีซ่าน ถ้าเป็นมากอาจจะเสียชีวิตได้ในช่วง 1-2 สัปดาห์ ถ้าไม่เสียชีวิตจะเป็นโรคตับแข็งต่อไป
3. ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic Cirrhosis) ตับแข็ง หมายถึง การมีแผลเป็นเกิดขึ้นในตับ เพราะตับอักเสบมากๆ เมื่อเซลล์ตับตายไปจะกลายเป็นแผลพังผืดเข้ามาแทนที่ ถึงแม้ว่าตับจะสามารถสร้างเซลล์ขึ้นมาทดแทนได้บางส่วน ก็ไม่สามารถทดแทนเซลล์เก่าได้ ทำให้ตับทำงานผิดปกติ อาการในช่วงนี้จะคล้ายกับช่วงตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ แต่อาจจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มือแดงมาก ลูกอัณฑะฝ่อ ต่อมน้ำลายโต ถ้ามีภาวะโรคแทรกซ้อน โอกาสเสียชีวิตจะสูงมาก
4. มะเร็งตับ (Hepatocellelar carcinoma) เมื่อถึงขั้นสุดท้าย คือภาวะตับแข็ง ถึงจะมีการสร้างเซลล์ตับใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน แต่ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย อย่างไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ชนิด บี ซี จะทำให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตในที่สุด
ดื่มเพื่อสุขภาพ ไม่ทำร้าย “ตับ”
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถช่วยให้สุขภาพแข็งแรงได้ สิ่งที่คุณควรรู้คือ ดื่มแค่ไหนถึงจะเรียกว่า ดีต่อสุขภาพ และดื่มแค่ไหนถึงจะทำร้ายสุขภาพ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการกำหนดปริมาตรการดื่มที่เรียกว่า standard drink สำหรับแอลกอฮอล์ขึ้นมา สำหรับคุณหนุ่มๆ ไม่ควรดื่มเกิน 2 standard drinks ส่วนคุณสาวๆ ไม่ควรดื่มเกิน 1 standard drink
วิสกี้หรือสุราที่มีแอลกอฮอล์ 40 ดีกรี 1 standard drink คือ 43 ซีซี หรือประมาณ 1.5 ออนซ์
เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 5 เปอร์เซนต์ 1 standard drink คือ 341 ซีซี หรือ 12 ออนซ์ (ประมาณ 1 กระป๋องเล็ก)แต่เบียร์ในบ้านเรามีความเข้มข้นสูงกว่าที่ระบุคือประมาณ 6 - 10 เปอร์เซนต์ ดังนั้น 1 standard drink จะน้อยกว่า 1 กระป๋อง
ไวน์ ที่เป็น Table wine มีแอลกอฮอล์ ประมาณ 8 - 12 เปอร์เซนต์ 1 standard drink จะเท่ากับ ประมาณ 142 ซีซี หรือ 5 ออนซ์ ในขณะที่ Fortified wine หรือ Port wine มีแอลกอฮอล์ถึง 18 เปอร์เซนต์ 1 standard drink จะเท่ากับ 85 ซีซี หรือ 3 ออนซ์
ดื่มเป็นประจำ 1 - 2 แก้ว
คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ 1 - 2 แก้ว จะมีอัตราเสี่ยงตายจากโรคหัวใจ, เส้นเลือดอุดตันน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มเหล้าถึง 20 - 40 เปอร์เซนต์
ดื่ม 2 แก้วต่อวัน ไม่เมา
ปริมาณการดื่มให้พอดีมักจะคิดคำนวณจากน้ำหนักตัว โดยทั่วไป ร่างกายจะเจือจางแอลกอฮอล์แก้วหนึ่งประมาณ 1 ชั่วโมง อย่างคนที่หนัก 180 ปอนด์ ดื่มเหล้าเข้าไป 2 แก้วใน 2 ชั่วโมง จะมีแอลกอฮอล์อยู่ในเลือดประมาณ 0.016 ฤทธิ์แอลกอฮอล์เท่านี้ยังไม่สามารถทำให้คุณออกอาการเมาได้
ดื่มชั่วโมงละ 3 - 4 แก้ว จะเริ่มมึนหัว
ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของคุณจะเพิ่มเป็น 0.056 ถึงตอนนี้คุณจะเริ่มมีอาการมึนหัวเล็กน้อย บางคนอาจมีปัญหาเรื่องการทรงตัวและสายตา ถ้าดื่มเข้าไป 4 แก้วภายใน 2 ชั่วโมง ค่าแอลกอฮอล์จะเพิ่มเป้น 0.064 ซึ่งฤทธิ์แอลกอฮอล์ในระดับนี้จะทำร้ายสมองบางส่วน เข้าข่ายอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาขับรถ
ดื่มวันละ 4 แก้ว เริ่มอันตราย
หากคุณดื่มแอลกอฮอล์วันละ 4 แก้ว ต่อวัน จะเริ่มส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน ผู้ชาย 4 ใน 10 คนที่กินเหล้าวันละ 4 แก้ว จะต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคตับอักเสบ ถ้าคุณดื่มอย่างนี้ติดต่อกันไปนานๆ 15 - 20 ปี โรคตับแข็งจะถามหาคุณแน่นอน นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงอีกด้วย
ดื่มมากกว่าวันละ 6 แก้วภายใน 4 ชั่วโมง หัวหมุน ขาดสติ
การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จะทำให้ระบบการทำงานในร่างกายของคุณไม่เป็นไปตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับรู้ การตัดสินใจ และความทรงจำต่างๆ ระบบการทำงานของกล้ามเนื้อจะช้าลง เลือดหมุนเวียนไม่ทั่ว คุณจะรู้สึกหน้าชา และน็อคไปเลยก็เป็นได้
สำหรับหนุ่มสาวนักปาร์ตี้คอทองแดง ก็ขอให้ตระหนักโทษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะตามมาด้วย ถึงแม้เครื่องดื่มเหล้านี้จะมีประโยชน์ แต่โทษของมันก็ไม่เบาเลยทีเดียว จะดื่มอะไรก็นึกถึง “ตับ ตับ ตับ ตับ...” อวัยวะที่ได้รับผลเต็มๆ จากการเป็นนักดื่มของคุณในภายหลังด้วย
ที่มา..จากผู้จัดการออนไลน์
Monday, August 13, 2012
ทัศนคติ ที่ซ่อนในใจคุณ
ทั้งหมดนี้ เป็นคำถามจิตวิทยา ชุด 4 ข้อที่บอกข้อดี ข้อเสีย ทัศนคติของคุณ
1.
มีเหตุการณ์ฆาตกรรมเกิดขึ้นในหมู่บ้านของคุณ ตำรวจควบคุมผู้ต้องหาไว้ 4 คน
ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานและการอ้างที่อยู่ขณะเกิดเหตุอะไรเลย
แต่ในความรู้สึกของคุณแล้ว คุณคิดว่าใครที่แตกต่างไปจากคนอื่น
-ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย
-นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม
-นักเขียนการ์ตูน
-คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์
2.
วันหนึ่งในช่วงปิดเทอม คุณออกไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่พอขึ้นรถไฟไปแล้ว
คุณเพิ่งนึกได้ว่าลืมหยิบของใส่กระเป๋าไปอย่างนึง คุณคิดว่าสิ่งนั้น
น่าจะเป็นอะไร
-ขนม
-แปรงสีฟัน
-ร่ม
-เกมส์
3. ถ้าคุณได้รับพรอย่างนึง คุณจะเลือกอะไร
-ยาเปลี่ยนเพศ
-พรมวิเศษ
-ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย
-กระจกที่มองเห็นอนาคต
4.
สุดสัปดาห์ริมทะเลในวันที่อากาศแจ่มใส คุณออกไปเล่น SKY DRIVING
(เครื่องร่อนแบบไม่มีเครื่องจักร) เครื่องร่อนค่อยๆลอยออกไปไกล
แล้วคุณคิดว่าจะไปลงที่ไหน..
-ทุ่งหญ้า
-ยอดเขา
-ทะเล
-บนตึกสูงในเมืองหลวง
มาดูกัน.........
1.
ข้อนี้บอกทัศนคติ ว่าคุณมองคนอย่างไร
จะเห็นว่าก่อนที่จะรวบรวมหลักฐานมาตรวจสอบ เรามักมองหาคนที่น่าสงสัยก่อน
และเราก็มักจะใช้ความรู้สึกของเราตัดสินก่อน เป็นขั้นตอนแรก
-ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย : คุณเป็นคนแบบที่เชื่อสนิทใจว่า คนที่ยิ่งใหญ่มักเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นคุณจึงชอบข่าวต่างๆ ทั้งข่าวดี ข่าวลือ ที่เขาเขียนลงในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นคนที่มุ่งมั่นว่าจะต้องประสบความสำเร็จในด้านการเรียนและหน้าที่การงาน
-นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม : เป็นสัญลักษณ์ของจินตนาการและเพศตรงข้าม ใจของคุณมักไล่ตามจินตนาการ และมักคิดถึงเรื่องความรัก รู้สึกจริงจังทั้งเวลาที่อกหักและอยากมี ความรัก เมื่อเหนื่อยก็หยุดแล้วกลับมามีความรักอีก
-นักเขียนการ์ตูน : สำหรับคุณแล้ว การคบเพื่อน คุณมักให้ความสำคัญกับความรู้สึก คุณน่าจะเป็นคนที่มีเพื่อนสนิทอยู่มาก ซึ่งสนใจในเรื่องเดียวกันและมีความฝันเหมือนกัน แฮ่ม.. คนที่คุณชอบก็แนวเดียวกันนี่ใช่ป่ะล่ะ
-คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์ : แสดงถึงชีวิตที่ราบเรียบ เป็นเรื่องธรรมดาของคุณที่คิดว่าเมื่อแต่งงานแล้วมีลูก สร้างครอบครัว มีชีวิตที่มีความสุขเหมือนในหนังประเภทครอบ ครัว ที่พูดว่า "คุณพ่อกลับมาแล้ว" ทุกวัน
2.
บอก จุดอ่อนในใจคุณ ในทางจิตวิทยา
การเผลอลืมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเราไม่คาดคิด
มันทำให้คุณต้องยอมรับในสิ่งที่ไม่อยากจะยอมรับ
จริงอยู่คุณอาจแกล้งทำเป็นไม่ใส่ ใจ
แต่ยังไงซะมันก็เป็นข้อผิดพลาดของคุณอยู่ดี นี่ล่ะ ที่เค้าว่า
ความผิดของตัวเองมักมองไม่ค่อยเห็นนั่นเอง
ขนม : เป็นสัญลักษณ์ของการร้องขอ อยากถูกตามใจ การทำอะไรเพื่อคนอื่นสำหรับคนอื่นคุณถือว่าเป็นความอดทน จริง ๆ แล้วคุณเป็นคนละเอียดรอบคอบ ทำอะไรก็จะ หมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น ๆ จนทำให้ใคร ๆ คิดว่าคุณไม่ค่อยสนใจเรื่องของชาวบ้านเท่าไหร่ เรียกว่าออกจะเอาแต่ใจน่ะ คุณต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราหน่อยแล้ว
ร่ม : แสดงถึงจิตใจที่ปกปิด คุณมีนิสัยขี้ตกใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของคนอื่น ภายนอกดูกล้า แต่ความจริงแล้วปกปิดความอ่อนแอไว้ในใจ คุณมักบ่นซ้ำ ๆ กับเรื่องที่ทำไปแล้ว ว่ามันไม่ดีมั่ง น่าจะดีกว่านี้มั่ง แม้ว่าคนรอบข้างยังไม่ได้ว่าอะไรซักกะติ๊ด คุณต้องสงบจิตสงบใจ ค่อยคิดค่อยทำหน่อย
แปรงสีฟัน : เป็นสัญลักษณ์ของความเข้าใจ แต่แม้ว่าคุณจะเข้าใจดีในเรื่องต่าง ๆ แต่มักจะพูดไม่ตรง คุณจะยอมพูดว่า ใช่ ๆ ๆ ก่อนเสมอ คุณต้องเข้มแข็งกว่านี้ให้มาก
เกมส์ : แสดงถึงความรุนแรงในการแข่งขัน คุณเป็นคนที่อยากจะเอาชนะคนอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเก็บความรู้สึกไว้ ไม่กระทำ แต่จะออกมาทางคำพูด เช่น การเหน็บแนม หรืออะไรประมาณนั้น ก็ระวังอย่าให้มากไปจะกลายเป็นก้าวร้าวได้
3. ข้อนี้บอกทัศนคติของคุณต่อเรื่องเงิน ๆ ทอง
ยาเปลี่ยนเพศ : คุณเป็นประเภทขี้เหนียวกับเพศเดียวกัน แต่ใจกว้างกับเพศตรงข้ามว่างั้น ประมาณเห็นแฟนดีกว่าเพื่อนตลอด ดังนั้น นอกเหนือจากปัญหาความสัมพันธ์อันดี งามกับเพื่อนเพศเดียวกันแล้ว คุณต้องระวังเรื่องการใช้เงินเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพศตรง ข้ามด้วยนะ
พรมวิเศษ : ใจของคุณมักลองทำนู่น ดูนี่ ไปโน่น ฯลฯ เสมอ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของคุณเอง พจนานุกรมของคุณจึงไม่มีคำว่า ฟุ่มเฟือย จะซื้ออะไรที คิดแล้ว คิด อีก แล้วคิดอีกที ยังไงกะเพื่อนกะฝูงอย่าเหนียวให้มากนักเลยคู้ณ
ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย : นี่ก็อีกหนึ่งความเหนียว คุณชอบที่จะเห็นตัวเลขในสมุดธนาคารเพิ่มขึ้น ๆ เห็นแล้วก็ชื่นใจ ตัวจะลำบากก็ไม่แคร์ ควักออกมาจ่ายแลกความสุขให้ตัว เองมั่งเฮอะ
กระจกที่มองเห็นอนาคต : การอยากรู้เรื่องที่คนอื่นไม่รู้ สื่อว่าคุณจะคิดก่อนใช้เงินกับเรื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องล่ะก็ คุณเสร็จทุกที เสียเงินไปกับเรื่องขี้หมู ขี้หมา แล้วไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะฉะนั้นจะใช้อะไร ให้คิดหน้าคิดหลังให้ดีนะจ๊ะ
4. คุณจะแต่งงานแบบไหน ในอนาคต? การเล่นเครื่องร่อนบินไปบนท้องฟ้า หมายถึงความรู้สึกที่มีต่ออนาคต
ทุ่งหญ้า : เป็นกลุ่มที่อยากติดต่อกับเพศตรงข้ามอย่างเท่าเทียมกัน ชอบการแต่งงานแบบเรียบง่าย มองเห็นภาพตัวเองและคู่รัก ดูแลกัน นั่งจิบน้ำชาเป็นเพื่อนกัน จนกระทั่ง แก่เฒ่ากลายเป็นคุณตาคุณยาย
ยอดเขา : คุณมีความทะเยอทะยาน ชอบคนมีการศึกษาสูง ฐานะดี การงานดี หน้าตาก็ต้องดี แต่งตัวก็ต้องดี สรุปว่าชั้นสนแต่คนระดับเนี้ยะแหละ โดยไม่สนซะด้วยว่าใครจะมองว่ายังไง
ทะเล : คุณมีความเป็นพ่อแม่อยู่ในตัว มีความอดทนสูง คุณไม่คาดหวังในตัวคู่ของคุณจนเกินไป แต่ก็อยากให้คุณตั้งเสปคเลือกให้ดีหน่อยละกันนะ อย่าเผลอไปเออออห่อ หมกกับใครเพราะแรงยุล่ะ เลือกผิดจะแย่
บนตึกสูงในเมืองหลวง : เป็นคนที่วาดหวังไว้สูง ชอบทำงานมากกว่าการมีครอบครัว อนาคตถึงมีแฟนก็ยังให้ความสำคัญกับงานก่อน แต่ก็ยังจะให้ความสำคัญกับชีวิตแต่ง งานอยู่นะ
Thursday, August 9, 2012
ลึกเกินไป
ลึกเกินไป
หนุ่มสาวคู่นึงนัดกันไปเที่ยวโดยขับรถยนต์คันใหม่ของฝ่ายชาย
ขณะวิ่งเรื่อยๆไปตามถนน ชายหนุ่มหันไปหาหญิงสาวแล้วบอกว่า
"ถ้าผมเหยียบ 160 กม/ชม คุณจะยอมแก้ผ้าไหม"
สาวน้อยฟังดู รู้สึกสนุกไปด้วยจึงตกลง
ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งเต็มที่ รถสปอร์ตคันแรงพุ่งทะยายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
พอเข็มบอกความเร็วขึ้นถึง 160 กม/ชม ฝ่ายหญิงจึงเปลื้องผ้า
จนฝ่ายชายตาค้าง ลืมมองถนน รถเลยพุ่งชนรั้วข้างทางเต็มแรง
ทำให้ร่างสาวน้อยกระเด็นออกจากรถ แต่เสื้อผ้าของเธอไปพันอยู่กับร่างชายหนุ่มที่ถูกอัดติดอยู่ในรถออกมาไม่ได้
"รีบไปตามคนมาช่วยเร็ว!!" เขาตะโกนบอก
"ไปไม่ได้..ฉันกำลังโป๊อยู่นะ" เธอบอก
ชายหนุ่มมองไปรอบๆ เห็นรองเท้าข้างนึงของเขาหลุดวางอยู่ จึงชี้ให้เธอดู
"เอารองเท้าข้างนั้นปิดไอ้นั่นของเธอไว้แล้วรีบไปตามคนมาช่วย"
หญิงสาวจึงทำตาม เอารองเท้าข้างนั้นปิดไว้แน่นตรงจุดสำคัญนั้นแล้ววิ่งไป 1 กม.
จนถึงปั๊มน้ำมันใกล้ที่สุด "ช่วยด้วย!..แฟนฉันติดอยู่ข้างใน" เธอตะโกนบอก
เด็กปั๊มชำเลืองร่างเปลือยซึ่งมีแต่รองเท้าผู้ชายข้างนึงปิดอยู่ตรงพื้นที่สามเหลี่ยมแล้วตอบว่า
"เสียใจด้วยจริงๆครับ ผมช่วยไม่ได้หรอก แฟนของคุณติดอยู่ลึกเกินไป"
หนุ่มสาวคู่นึงนัดกันไปเที่ยวโดยขับรถยนต์คันใหม่ของฝ่ายชาย
ขณะวิ่งเรื่อยๆไปตามถนน ชายหนุ่มหันไปหาหญิงสาวแล้วบอกว่า
"ถ้าผมเหยียบ 160 กม/ชม คุณจะยอมแก้ผ้าไหม"
สาวน้อยฟังดู รู้สึกสนุกไปด้วยจึงตกลง
ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งเต็มที่ รถสปอร์ตคันแรงพุ่งทะยายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
พอเข็มบอกความเร็วขึ้นถึง 160 กม/ชม ฝ่ายหญิงจึงเปลื้องผ้า
จนฝ่ายชายตาค้าง ลืมมองถนน รถเลยพุ่งชนรั้วข้างทางเต็มแรง
ทำให้ร่างสาวน้อยกระเด็นออกจากรถ แต่เสื้อผ้าของเธอไปพันอยู่กับร่างชายหนุ่มที่ถูกอัดติดอยู่ในรถออกมาไม่ได้
"รีบไปตามคนมาช่วยเร็ว!!" เขาตะโกนบอก
"ไปไม่ได้..ฉันกำลังโป๊อยู่นะ" เธอบอก
ชายหนุ่มมองไปรอบๆ เห็นรองเท้าข้างนึงของเขาหลุดวางอยู่ จึงชี้ให้เธอดู
"เอารองเท้าข้างนั้นปิดไอ้นั่นของเธอไว้แล้วรีบไปตามคนมาช่วย"
หญิงสาวจึงทำตาม เอารองเท้าข้างนั้นปิดไว้แน่นตรงจุดสำคัญนั้นแล้ววิ่งไป 1 กม.
จนถึงปั๊มน้ำมันใกล้ที่สุด "ช่วยด้วย!..แฟนฉันติดอยู่ข้างใน" เธอตะโกนบอก
เด็กปั๊มชำเลืองร่างเปลือยซึ่งมีแต่รองเท้าผู้ชายข้างนึงปิดอยู่ตรงพื้นที่สามเหลี่ยมแล้วตอบว่า
"เสียใจด้วยจริงๆครับ ผมช่วยไม่ได้หรอก แฟนของคุณติดอยู่ลึกเกินไป"
อยากเป็นนักวิ่ง
อยากเป็นนักวิ่ง
แม่ : โตขึ้นอยากเป็นอะไรลูก?
ลูก : อยากเป็นนักวิ่งครับ
แม่ : โอ้ว..ดีจัง อยากเป็นเหมือน อูเซน โบลท์ ใช่มั้ยลูก?
ลูก : ป่าวฮะ อยากเป็นเหมือนแม่
แม่ : แม่ไม่ใช่นักวิ่งนะลูก
ลูก : ผมเห็นแม่วิ่ง 100 x 100 แทงบน-ล่าง ทุกงวดเลยนิครับ
แม่ : ตามแม่ได้ดีมากลูก..อิอิ
.......??????......
พ่อ : เจริญละครอบครัวกู..???
แม่ : โตขึ้นอยากเป็นอะไรลูก?
ลูก : อยากเป็นนักวิ่งครับ
แม่ : โอ้ว..ดีจัง อยากเป็นเหมือน อูเซน โบลท์ ใช่มั้ยลูก?
ลูก : ป่าวฮะ อยากเป็นเหมือนแม่
แม่ : แม่ไม่ใช่นักวิ่งนะลูก
ลูก : ผมเห็นแม่วิ่ง 100 x 100 แทงบน-ล่าง ทุกงวดเลยนิครับ
แม่ : ตามแม่ได้ดีมากลูก..อิอิ
.......??????......
พ่อ : เจริญละครอบครัวกู..???
Tuesday, August 7, 2012
คิดเลขกันเถอะ
คิดเลขกันเถอะ
เจ้าของบริษัทแห่งนึงกำลังสับสนเรื่องจำนวนเงินที่ต้องจ่ายตามใบสั่งค่าสินค้า
ซึ่งต้องใช้วิชาคณิตศาตร์เข้าช่วยจึงตัดสินใจเรียกเลขาฯให้เข้ามาช่วย
เมื่อเลขาฯสาวสวยมาถึง เขาจึงตั้งคำถามที่คิดไม่ถูกให้เธอช่วยคำนวณ..
"สมมุติว่าผมให้เงินหนูห้าแสนบาท ลด 14 เปอร์เซ็นต์ ถอดออกมาซิว่าจะเหลือแค่ไหน ? "
เลขาฯสาวสวยนิ่งคิดอยู่สักครู่แล้วจึงตอบ..
"ถอดได้ทุกอย่างเลยค่ะ..เหลือแค่ต่างหูคู่เดียวก็พอ"
เจ้าของบริษัทแห่งนึงกำลังสับสนเรื่องจำนวนเงินที่ต้องจ่ายตามใบสั่งค่าสินค้า
ซึ่งต้องใช้วิชาคณิตศาตร์เข้าช่วยจึงตัดสินใจเรียกเลขาฯให้เข้ามาช่วย
เมื่อเลขาฯสาวสวยมาถึง เขาจึงตั้งคำถามที่คิดไม่ถูกให้เธอช่วยคำนวณ..
"สมมุติว่าผมให้เงินหนูห้าแสนบาท ลด 14 เปอร์เซ็นต์ ถอดออกมาซิว่าจะเหลือแค่ไหน ? "
เลขาฯสาวสวยนิ่งคิดอยู่สักครู่แล้วจึงตอบ..
"ถอดได้ทุกอย่างเลยค่ะ..เหลือแค่ต่างหูคู่เดียวก็พอ"
บิดา มารดา แปลว่า ???
บิดา มารดา แปลว่า ???
ณ โรงเรียนประถม แห่งหนึ่ง ........
คุณครู : อ้าว !!! วันนี้นะ นักเรียน ครูให้การบ้าน...ว่า บิดา มารดา แปลว่าอะไร
..........เมื่อถึงบ้าน...... ลูกชายได้ถามพ่อว่า....
ลูกชาย : พ่อ พ่อ !!!! บิดาแปลว่าไรหรอ ??
พ่อ : ก็กูไง !!!!!!
ลูกชาย : แล้วมารดาล่ะ ??
พ่อ : ก็แม่มึงไง !!!!
.......... เมื่อถึงโรงเรียนครูได้ถามเด็กชายคนนี้ว่า ........
คุณครู : การบ้านที่ให้ไป ได้คำตอบไหม ??
เด็กชาย : ได้ครับ
คุณครู : มารดา แปลว่าไร ?
เด็กชาย : ก็แม่มึงไง ===> ตอบอย่างมั่นใจ
คุณครู : อ้าว !! แล้วบิดาล่ะ ?
เด็กชาย : ก็กูไง !!!! ===> ตอบอย่างมั่นใจอีกรอบ
ณ โรงเรียนประถม แห่งหนึ่ง ........
คุณครู : อ้าว !!! วันนี้นะ นักเรียน ครูให้การบ้าน...ว่า บิดา มารดา แปลว่าอะไร
..........เมื่อถึงบ้าน...... ลูกชายได้ถามพ่อว่า....
ลูกชาย : พ่อ พ่อ !!!! บิดาแปลว่าไรหรอ ??
พ่อ : ก็กูไง !!!!!!
ลูกชาย : แล้วมารดาล่ะ ??
พ่อ : ก็แม่มึงไง !!!!
.......... เมื่อถึงโรงเรียนครูได้ถามเด็กชายคนนี้ว่า ........
คุณครู : การบ้านที่ให้ไป ได้คำตอบไหม ??
เด็กชาย : ได้ครับ
คุณครู : มารดา แปลว่าไร ?
เด็กชาย : ก็แม่มึงไง ===> ตอบอย่างมั่นใจ
คุณครู : อ้าว !! แล้วบิดาล่ะ ?
เด็กชาย : ก็กูไง !!!! ===> ตอบอย่างมั่นใจอีกรอบ
Tuesday, July 31, 2012
ให้หวยทีเด็ดครับ
ให้หวยทีเด็ดครับ
A : วันก่อนครับ ! ..
B : ทำไมครับ ? ..
A : ไปวัดมาครับ ! ..
B : แล้วไงครับ ? ..
A : หลวงพ่อ ท่าน "ให้หวย" ด้วยครับ !!! ..
B : จริงดิ รวยแน่ๆ .. ให้เลขอะไรเหรอ ?
A : 5 3 3 .. ครับ !
B : ท่าน บอกใบ้ ว่าอย่างไรเหรอ ?..
A : ท่าน บอกว่า : นโมตะสะ ภควะโต อาระ
"ห้าโต สามมา สามผุด แทงซะ" !!! ..
B : ป๊าดดดด !!! .. งวดนี้ รวยเละ !
A : วันก่อนครับ ! ..
B : ทำไมครับ ? ..
A : ไปวัดมาครับ ! ..
B : แล้วไงครับ ? ..
A : หลวงพ่อ ท่าน "ให้หวย" ด้วยครับ !!! ..
B : จริงดิ รวยแน่ๆ .. ให้เลขอะไรเหรอ ?
A : 5 3 3 .. ครับ !
B : ท่าน บอกใบ้ ว่าอย่างไรเหรอ ?..
A : ท่าน บอกว่า : นโมตะสะ ภควะโต อาระ
"ห้าโต สามมา สามผุด แทงซะ" !!! ..
B : ป๊าดดดด !!! .. งวดนี้ รวยเละ !
เปลี่ยนชื่อ?
เปลี่ยนชื่อ?
สมชาย : ข้าว่า เอ็งต้องเปลี่ยนชื่อแล้วว่ะ
บริสุทธิ์ : ทำไมวะ ?
สมชาย : ข้าเกือบโดนเลขาหน้าห้องเอ็งตบมาแล้ว
บริสุทธิ์ : เอ้า แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหน ?
สมชาย : ตอนข้าไปหาเอ็ง ข้าแค่ไปถามหล่อนว่า ขอโทษนะครับ คุณบริสุทธิ์อยู่มั้ยครับ ?
สมชาย : ข้าว่า เอ็งต้องเปลี่ยนชื่อแล้วว่ะ
บริสุทธิ์ : ทำไมวะ ?
สมชาย : ข้าเกือบโดนเลขาหน้าห้องเอ็งตบมาแล้ว
บริสุทธิ์ : เอ้า แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหน ?
สมชาย : ตอนข้าไปหาเอ็ง ข้าแค่ไปถามหล่อนว่า ขอโทษนะครับ คุณบริสุทธิ์อยู่มั้ยครับ ?
Monday, July 30, 2012
อยากรู้ความหมายที่แท้จริงของคำพูดสาว ๆ ไหม?
อยากรู้ความหมายที่แท้จริงของคำพูดสาว ๆ ไหม?
โดยปกติแล้ว ผู้ชายกับผู้หญิงมักมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ความคิดของคุณที่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเธออาจถือเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้ อีกอย่างคำพูดของผู้หญิงมักมีนัยยะสำคัญแฝงอยู่เสมอ ฉะนั้นคำที่แฟนของคุณเอ่ยออกมาตอนคุยกัน บางทีความหมายอาจไม่ใช่แบบที่คุณคิดก็ได้ เอาเป็นว่าวันนี้เราจะมาตีความหมายของสิ่งที่ผู้หญิงต้องการจะบอกกับผู้ชาย ดีกว่า ว่าเธอต้องการจะบอกอะไรกับคุณกันแน่ ทั้งนี้เพื่อให้คุณรับรู้แล้วเข้าใจเธอได้อย่างถูกต้อง
1. "ได้สิ"
นี่เป็นคำพูดที่ผู้หญิงใช้เวลาที่จะปิดการสนทนาหลังจากโต้เถียงกันมานาน โดยต้องการบอกให้ทราบว่าเรื่องที่พวกคุณคุยกันอยู่ก่อนหน้านี้ ความจริงเธอเป็นฝ่ายถูกนะ
2. "ขอเวลาซัก 5 นาทีนะ"
ถ้าเธอพูดแบบนี้ในขณะที่กำลังแต่งตัว เตรียมออกไปเดทกับคุณ นี่หมายถึงว่าคุณต้องรอไปอีกอย่างน้อย 30 นาที
3. "ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเราไปถึงไหนแล้ว"
นี่เป็นคำพูดที่เธออาจจะบอกคุณอ้อม ๆ ว่า เมื่อไหร่เราจะแต่งงานกันหรือใช้ชีวิตร่วมกันเสียที เธอรอคุณมาขอนานแล้วนะ
4. "ไม่มีอะไรหรอก"
ไม่มีอะไรสำหรับเธอคือมีปัญหาแน่นอน ผู้หญิงมักรู้สึกไม่โอเคเวลาพูดคำนี้ออกมาทุกครั้ง คุณจึงควรรีบหาทางเคลียร์กับเธอซะ ก่อนที่เรื่องจะลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้
5. "ไปให้พ้นเลย"
นี่ไม่ใช่คำอนุญาตที่ให้คุณไปไกล ๆ เธอจริง ๆ หรอกนะ ขืนก้าวออกไปจากห้องล่ะ คุณแย่แน่!
6. ถอนหายใจเสียงดัง
แม้ไม่ใช้คำพูด แต่การกระทำเช่นนี้คือเธอต้องการจะบอกว่าคุณน่ะมันไม่ได้เรื่อง งี่เง่า และรู้สึกว่าทำไมเธอต้องมาเสียเวลาคุยกับคุณด้วย
7. "ไม่เป็นไร"
เป็นคำพูดที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับคุณ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอพูดแบบนี้ออกมาแสดงว่าเธอกำลังคิดและหาวิธีจัดการกับคุณอยู่น่ะสิ
8. "วันนี้มีผู้ชายมาจีบด้วยแหละ"
เธอต้องการให้คุณรู้ว่ามีคนมาสนใจเธออยู่ ซึ่งคุณควรจะรู้สึกดีนะ ที่มีแฟนอย่างเธอ
9. "คุณรู้จักฉันดีนี่"
หมายความว่าเธออยากบอกรักคุณ แต่อยากให้คุณเป็นคนพูดออกมาก่อนเท่านั้นเอง
10. "ไม่มีปัญหา ฉันจัดการเองได้"
ประโยคนี้จะออกมาเมื่อเธอขอให้คุณช่วยทำอะไรให้หน่อย แต่คุณก็ยังไม่สนใจจะยื่นมือมาช่วยสักทีจนเธอต้องมาทำเอง สุดท้ายแล้วคุณนั่นแหละจะเดือดร้อน
หลังจากที่คุณได้ทราบแล้วว่าคำพูดของสาว ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น มีความหมายว่าอย่างไร ต่อไปถ้าแฟนของคุณเอ่ยประโยคใดประโยคหนึ่งเหล่านี้ขึ้นมา คุณก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเธอต้องการอะไร พร้อมช่วยลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง เพราะความไม่เข้าใจกันได้อย่างสบายหายห่วง
โดยปกติแล้ว ผู้ชายกับผู้หญิงมักมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ความคิดของคุณที่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเธออาจถือเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้ อีกอย่างคำพูดของผู้หญิงมักมีนัยยะสำคัญแฝงอยู่เสมอ ฉะนั้นคำที่แฟนของคุณเอ่ยออกมาตอนคุยกัน บางทีความหมายอาจไม่ใช่แบบที่คุณคิดก็ได้ เอาเป็นว่าวันนี้เราจะมาตีความหมายของสิ่งที่ผู้หญิงต้องการจะบอกกับผู้ชาย ดีกว่า ว่าเธอต้องการจะบอกอะไรกับคุณกันแน่ ทั้งนี้เพื่อให้คุณรับรู้แล้วเข้าใจเธอได้อย่างถูกต้อง
1. "ได้สิ"
นี่เป็นคำพูดที่ผู้หญิงใช้เวลาที่จะปิดการสนทนาหลังจากโต้เถียงกันมานาน โดยต้องการบอกให้ทราบว่าเรื่องที่พวกคุณคุยกันอยู่ก่อนหน้านี้ ความจริงเธอเป็นฝ่ายถูกนะ
2. "ขอเวลาซัก 5 นาทีนะ"
ถ้าเธอพูดแบบนี้ในขณะที่กำลังแต่งตัว เตรียมออกไปเดทกับคุณ นี่หมายถึงว่าคุณต้องรอไปอีกอย่างน้อย 30 นาที
3. "ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเราไปถึงไหนแล้ว"
นี่เป็นคำพูดที่เธออาจจะบอกคุณอ้อม ๆ ว่า เมื่อไหร่เราจะแต่งงานกันหรือใช้ชีวิตร่วมกันเสียที เธอรอคุณมาขอนานแล้วนะ
4. "ไม่มีอะไรหรอก"
ไม่มีอะไรสำหรับเธอคือมีปัญหาแน่นอน ผู้หญิงมักรู้สึกไม่โอเคเวลาพูดคำนี้ออกมาทุกครั้ง คุณจึงควรรีบหาทางเคลียร์กับเธอซะ ก่อนที่เรื่องจะลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้
5. "ไปให้พ้นเลย"
นี่ไม่ใช่คำอนุญาตที่ให้คุณไปไกล ๆ เธอจริง ๆ หรอกนะ ขืนก้าวออกไปจากห้องล่ะ คุณแย่แน่!
6. ถอนหายใจเสียงดัง
แม้ไม่ใช้คำพูด แต่การกระทำเช่นนี้คือเธอต้องการจะบอกว่าคุณน่ะมันไม่ได้เรื่อง งี่เง่า และรู้สึกว่าทำไมเธอต้องมาเสียเวลาคุยกับคุณด้วย
7. "ไม่เป็นไร"
เป็นคำพูดที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับคุณ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอพูดแบบนี้ออกมาแสดงว่าเธอกำลังคิดและหาวิธีจัดการกับคุณอยู่น่ะสิ
8. "วันนี้มีผู้ชายมาจีบด้วยแหละ"
เธอต้องการให้คุณรู้ว่ามีคนมาสนใจเธออยู่ ซึ่งคุณควรจะรู้สึกดีนะ ที่มีแฟนอย่างเธอ
9. "คุณรู้จักฉันดีนี่"
หมายความว่าเธออยากบอกรักคุณ แต่อยากให้คุณเป็นคนพูดออกมาก่อนเท่านั้นเอง
10. "ไม่มีปัญหา ฉันจัดการเองได้"
ประโยคนี้จะออกมาเมื่อเธอขอให้คุณช่วยทำอะไรให้หน่อย แต่คุณก็ยังไม่สนใจจะยื่นมือมาช่วยสักทีจนเธอต้องมาทำเอง สุดท้ายแล้วคุณนั่นแหละจะเดือดร้อน
หลังจากที่คุณได้ทราบแล้วว่าคำพูดของสาว ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น มีความหมายว่าอย่างไร ต่อไปถ้าแฟนของคุณเอ่ยประโยคใดประโยคหนึ่งเหล่านี้ขึ้นมา คุณก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเธอต้องการอะไร พร้อมช่วยลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง เพราะความไม่เข้าใจกันได้อย่างสบายหายห่วง
Saturday, July 28, 2012
วันก่อนครับ
วันก่อนครับ
A : วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: เมาเหล้าครับ
B: เหย ธรรมดาๆ
A: แล้วปวดฉี่ครับ
B: แล้วทำไงวะ
A: เลยไปฉี่ตรงศาลพระภูมิ
B: เห้ย แล้วไหว้รึป่าว
A: กลับมาจู๋บวมเลยครับ
B: เมิงไม่ไหว้อะดิ
A: ซิบหนีบจู๋ครับ ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: วาเลนไทน์ครับ
B: เปนไงๆ
A: ผู้หญิงที่คณะวิ่งถือดอกไม้มาหาผม ทุกคนเลย
B: โห เมิงป๊อปมากเลยนะเนี่ย
A: ป่าวคับ เค้าเอามาขาย ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: เพื่อนผมคนนี้แต่ก่อนขี้เกียจมากๆ หนังสือไม่เคยสนใจ
B: แล้วไงครับ
A: เดี๋ยวนี้เจอกัน มันมีงาน เงินกองเต็มหน้าเลยครับ
B: นักธุรกิจรุ่นใหม่ รวยเละ
A: เก็บเงินหน้าห้องน้ำ ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: ไปกินเหล้ากับเพื่อน ขากลับเจอตำรวจจับ นาทีนั้นผมรำคาญมากๆ
B: โอ้
A: เลยเขียนชื่อพ่อผมใส่กระดาษยื่นให้ ตำรวจเห็นเท่านั้นยืนตะลึงกันทั้งด่านเลยครับ
B: พ่อคุณใหญ่มาก ใครๆก็ยำเกรง ระดับน้องๆผบ.ตร.
A: เค้ากำลังประกาศจับพ่อผมอยู่พอดี ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: ไปกินอาหารญี่ปุ่นกับแฟน สั่งไอติมชาเขียว
B: โห น่าอร่อย
A: เธอกินไปคำเดียวร้องลั่น
B: อร่อยจนต้องเปิดเผย!
A: กินผิด ดันกินวาซาบิไปทั้งก้อน ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: ไปเล่นคอนเสิร์ต
B: ร็อกสตาร์!!!!!
A: ผมขึ้นเล่นปุ๊บทุกคนร้องตามกันกระหึ่ม
B: เพลงคุณนี่มันเจ๋งจริง
A: เพลงชาติอ่ะครับ เล่นตอนหกโมงเย็นพอดี ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: เอาหมาไปงานประกวดสุนัขสวยมาครับ
B: โอ้ คนรักสัตว์
A: พอหมาผมลงสนามเท่านั้นแหละ ตัวอื่นนี่หลีกทางให้เลยครับ
B: ตื่นตะลึง ความสวยระดับแชมป์โลก
A: ขี้เรื้อนทั้งตัว ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: ไปธนาคารมา คิวยาวมาก คนนั่งเก้าอี้รอคิวเต็มแน่นไปหมด
B: แล้วยังไงครับ
A: แต่ไม่ถึงห้านาที มองไปอีกที เก้าอี้ว่างโล่งหมดเลยครับ
B: โอ้โห!ธนาคารระบบดีเคลียร์คิวได้รวดเร็ว น่านับถือ
A: ไฟไหม้ ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: เจอนักเลงมาเรี่ยไรเงิน
B: โห...สังคม แล้วเป็นไงครับ
A: โธ่ คิดเหรอครับว่าคนพวกนี้จะได้เงินจากผม?
B: สุดยอด คุณควรยืนข้างความถูกต้อง ถึงจะเสี่ยงอันตราย
A: ผมให้มือถือกับกุญแจรถไปครับ ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: อัดเดโมลงซีดีไปเสนอค่ายเพลง
B: แล้วไงครับ
A: วันรุ่งขึ้น ทางค่ายโทรกลับมาเลยครับ
B: โอ้โห ฝีมือระดับนี้ต้องรีบดึงตัวไว้ มีแววเป็นซุปเปอร์สตาร์
A: โทรมาด่าครับ แผ่นที่ส่งไปแม่งมีแต่ไวรัส ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: อยากลองของ...พกกล้องถ่ายรูปไปถ่ายรูปสุสานเก่าเป็นร้อยรูป...พอเอาไปล้าง..ผมแทบล้มทั้งยืน
B: เฮ้ย อย่าบอกนะว่า ต...ตะ...ติด วิญ...ญ...ญาณ...ณ
A: ลืมใส่ฟิล์ม ...
A : วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: เมาเหล้าครับ
B: เหย ธรรมดาๆ
A: แล้วปวดฉี่ครับ
B: แล้วทำไงวะ
A: เลยไปฉี่ตรงศาลพระภูมิ
B: เห้ย แล้วไหว้รึป่าว
A: กลับมาจู๋บวมเลยครับ
B: เมิงไม่ไหว้อะดิ
A: ซิบหนีบจู๋ครับ ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: วาเลนไทน์ครับ
B: เปนไงๆ
A: ผู้หญิงที่คณะวิ่งถือดอกไม้มาหาผม ทุกคนเลย
B: โห เมิงป๊อปมากเลยนะเนี่ย
A: ป่าวคับ เค้าเอามาขาย ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: เพื่อนผมคนนี้แต่ก่อนขี้เกียจมากๆ หนังสือไม่เคยสนใจ
B: แล้วไงครับ
A: เดี๋ยวนี้เจอกัน มันมีงาน เงินกองเต็มหน้าเลยครับ
B: นักธุรกิจรุ่นใหม่ รวยเละ
A: เก็บเงินหน้าห้องน้ำ ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: ไปกินเหล้ากับเพื่อน ขากลับเจอตำรวจจับ นาทีนั้นผมรำคาญมากๆ
B: โอ้
A: เลยเขียนชื่อพ่อผมใส่กระดาษยื่นให้ ตำรวจเห็นเท่านั้นยืนตะลึงกันทั้งด่านเลยครับ
B: พ่อคุณใหญ่มาก ใครๆก็ยำเกรง ระดับน้องๆผบ.ตร.
A: เค้ากำลังประกาศจับพ่อผมอยู่พอดี ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: ไปกินอาหารญี่ปุ่นกับแฟน สั่งไอติมชาเขียว
B: โห น่าอร่อย
A: เธอกินไปคำเดียวร้องลั่น
B: อร่อยจนต้องเปิดเผย!
A: กินผิด ดันกินวาซาบิไปทั้งก้อน ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: ไปเล่นคอนเสิร์ต
B: ร็อกสตาร์!!!!!
A: ผมขึ้นเล่นปุ๊บทุกคนร้องตามกันกระหึ่ม
B: เพลงคุณนี่มันเจ๋งจริง
A: เพลงชาติอ่ะครับ เล่นตอนหกโมงเย็นพอดี ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: เอาหมาไปงานประกวดสุนัขสวยมาครับ
B: โอ้ คนรักสัตว์
A: พอหมาผมลงสนามเท่านั้นแหละ ตัวอื่นนี่หลีกทางให้เลยครับ
B: ตื่นตะลึง ความสวยระดับแชมป์โลก
A: ขี้เรื้อนทั้งตัว ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: ไปธนาคารมา คิวยาวมาก คนนั่งเก้าอี้รอคิวเต็มแน่นไปหมด
B: แล้วยังไงครับ
A: แต่ไม่ถึงห้านาที มองไปอีกที เก้าอี้ว่างโล่งหมดเลยครับ
B: โอ้โห!ธนาคารระบบดีเคลียร์คิวได้รวดเร็ว น่านับถือ
A: ไฟไหม้ ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: เจอนักเลงมาเรี่ยไรเงิน
B: โห...สังคม แล้วเป็นไงครับ
A: โธ่ คิดเหรอครับว่าคนพวกนี้จะได้เงินจากผม?
B: สุดยอด คุณควรยืนข้างความถูกต้อง ถึงจะเสี่ยงอันตราย
A: ผมให้มือถือกับกุญแจรถไปครับ ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: อัดเดโมลงซีดีไปเสนอค่ายเพลง
B: แล้วไงครับ
A: วันรุ่งขึ้น ทางค่ายโทรกลับมาเลยครับ
B: โอ้โห ฝีมือระดับนี้ต้องรีบดึงตัวไว้ มีแววเป็นซุปเปอร์สตาร์
A: โทรมาด่าครับ แผ่นที่ส่งไปแม่งมีแต่ไวรัส ...
A: วันก่อนครับ
B: ทำไมครับ
A: อยากลองของ...พกกล้องถ่ายรูปไปถ่ายรูปสุสานเก่าเป็นร้อยรูป...พอเอาไปล้าง..ผมแทบล้มทั้งยืน
B: เฮ้ย อย่าบอกนะว่า ต...ตะ...ติด วิญ...ญ...ญาณ...ณ
A: ลืมใส่ฟิล์ม ...
Subscribe to:
Posts (Atom)